ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 02, 2551

พลังประชาธิปไตย คนเสื้อแดงแรงร่วมแสน 1 พ.ย.51 วันที่ยิ่งใหญ่ของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย

ความจริงวันนี้สัญจรที่ ราชมังคลาฯ
ภาพโดย : เมืองเพชร137


ในคืนวันที่ 1 พ.ย.51 ผมไปร่วมงานที่ สนามราชมังคลาฯครับ เป็นงานที่คนรักประชาธิปไตย ออกมาแสดงพลังกันมากมายจน ผมประทับใจ และ รู้สึกว่า คนไทยส่วนใหญ่นั้น เข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย ดีมากที่เดียว วันนี้ผมได้ ไปร่วมแสดงพลังอยู่กับทีงานของ "นิวส์สกายไทยแลนด์"เพราะกระผมนั้นเคยคุ้นหน้าคุ้นตากับ พี่ "วายุบุตร มาก่อนแล้ว และวันนี้ก็ได้รู้จัก พี่ เพื่อนที่น่ารัก อีกหลายท่าย เช่น คุณกุหลาบ /คุณอนันต์/ คุณสบายดี/คุณสีฟ้า และท่านอื่นอีกที่ได้พูดคุยกันแบบเป็นกันเองด้วยมิตรภาพที่ดี ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย และพี่ที่กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ผมได้เจอบ่อยมาก แต่ผมไม่เคยได้ถามชื่อเขาเลย แต่เจอกันครั้งใดก็เข้าไปทักทายจับมือ โอบกอดกันด้วยความรู้สึกที่ดีแบบมิตร


การมารวมในวันนี้ของประชาชนคนไทยผู้รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงจุดยืนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และ ไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ เป็นการอกมาแสดงพลังที่เต็มไปด้วยความพร้อมเพียง และยิ่งใหญ่มากทีเดียวเลย ผมเองนั้นได้เดินพูดคุยกับท่านที่มาในงานมีทั้งที่เคยเห็นหน้าและไม่เคยรู้จัก ถึงเหตุการณ์บ้านเมือง และภาพวันนี้จึงเป็นเครื่องพิสุทธิ์ได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น ผู้คนล้วนแต่มีอุดมการณ์ยึดวันในระบอบประชาธิปไตย ผมเองนั้นชัดเจนและแน่นอน เต็มร้อยกับทุกท่านที่มาในงานวันนี้



แต่แล้ว ก็มีคนส่งข้มความมาหาผมหลังจากผมลงภาพไว้เมื่อคืน ทำให้ผม เกิดความคึกคะนองที่จะ เขียน บทความเนื้อหาลงประกอบภาพนี้ขึ้นมาแบบ กระเหี้ยนกระหือรือ ทันที ..ของส่งมาว่า ประเทศไทยเป็นของประชาชน 60 ล้านคน ไม่ได้เป็นของ รัฐบาลฝ่ายเดียว ... ผมเห็นแล้วขำมาก เขาคงจะเข้าใจว่า การที่มีคนออกมาแสดงพลังจน มากมายแบบนี้ คงเป็นเพราะว่า คนพวกนี้ เป็นฝ่ายรัฐบาล แต่มันมีความรู้สึกว่าเขากำลังอิจฉามากกว่า ที่ฝ่าย พันธมิตรที่เขาเชียร์นั้น กำลังจะถึงจุดจบ คือตายทั้งเป็นด้วยการกระทำและคำพูดของมันเอง ... ถูกเลยครับประเทศไทยไม่ได้เป็นของใครหรอก รัฐบาลที่เข้ามาทำงานทุกคนล้วนมาจาก ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่รัฐบาลและบุคคลในรัฐบาลชุดนี้ก็ได้สิทธิ์และอำนาจเข้ามาบริหารบ้านเมือง ด้วยการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ ในประเทศไทย ที่มี 63 ล้านกว่าคน ด้วยการใช้สิทธิ์ เลือกตั้งผู้แทน จากกลุ่มคณะบุคคลที่เป็นพรรคการเมือง ที่คนทั้งหลาย ชื่นชอบในนโยบาย ของพรรคการเมือง และผลงานจากบุคคลที่เคยได้รับความไว้วางใจและนำนโบยต่างๆที่เกืดประโยชน์ต่อชาวบ้านไปดำเนินการจนมีผลออกมาเป็นรูปธรรม หรือ ที่เรียกกันว่า นโยบายที่จับต้องได้



การที่บุคคลที่ไม่เปิดเผยตัวท่านนี้ ส่งข้อความมา นั้น ผมเกรงว่า คุณจะไม่เข้าใจ คำว่าประชาธิปไตยดีนะครับ การแสดงออกของคน เสื้อแดง ในวันที่ 1 พ.ย.51 นี้ คุณอย่ามองว่ามันเป็นพวกรัฐบาล จะทำอะไรก็ได้ หากคุณเป็น คนที่ชอบกลุ่มพันธมิตรแล้วออกมาพูดเช่นนี้ คุณใจแคบและ งมงายเกินไป คุณเองนั่นแหละที่ไม่เคยเปิดใจให้ยอมรับความเป็นจริงและกฏกติกาของบ้านเมือง
อย่ามาคิดว่า การที่มีคนที่รักความถูกต้องรักระบอบประชาธิปไตย ออกมาแสดงพลังมากมายขนาดนี้ นั้นพราะคิดว่าเป็นเจ้าของประเทศฝ่ายเดียว แต่พวกคุรเองก็เป็นเจ้าของประเทศร่วมกับเรา เพียงแต่คุณต้องปฏิบัติตน ให้อยู่ในระเบียบและข้อกฏหมายไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ใช้อำนาจกำลังอาวุธเข้ายึดครอง สถานที่ราชการ สร้างสิ่งกีดขวางทำร้ายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ออกมามากระทำการเยี่ยงโจรแบบพวกที่ยึดทำเนียบรัฐบาลตอนอยู่นี้



พลังของคนเสื้อแดงที่ออกมา รวมตัวครั้งนี้ จุดหลักคือการออกมาเรียกร้องไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารของ ทหาร ตามที่ฝ่ายพันธมิตร และนักวิชาการ จิตเสื่อม หลายคนออกมาเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ และออกมาแสดงพลังว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่นับวันจะถ่อยให้เป็นข่าวอยู่เรื่อย หากคนเสื้องแดงคิดจะใช้วิธีการ รุนแรงกับพวกพันธิมตรจริง รับรอง แค่สองวัน ทุกอย่างจะเรียบร้อยแน่นอน แต่หลังเลิกการชุมนุมก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปทำมาหากินตามปกติ



การปราศรัยของฝ่ายวิทยาการ ในเวที ความจริงวันนี้ วิทยากรที่ขึ้นปราศรัยทุกท่านมุ่งเน้นหลักการ และเหตุผลที่เอามาชี้แจงตามหลักการที่ถูกต้อง ไม่มีการใช้ถ้อยคำด่าเป็นหลัก อย่างเวทีพันธมิตร การปราศรัยตามความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง จริงเป็นที่ชื่นชอบ สำหรับประชาชนคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย วิทยากรทุกท่าน ในวันที่ นี้ ทำหน้าที่ ชี้แจงผลร้ายของการรัฐประหารได้แจ่มแจ้งดีมากครับ



ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในวิถีทางที่ถูกต้องทุกท่านจงมีความสุขความเจริญ ผมขอเป็นกำลังและเป็นอีกหนึ่งคนที่จะร่วมต่อสู้กับท่านครับ

จาก : ยรรยง โชคชนแดน

วันอังคาร, ตุลาคม 28, 2551

สงครามครั้งสุดท้าย อุดมการณ์ทำลายชาติ

จากประชาทรรศน์
28 ต.ค.51

กลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับมาปลุกระดมมวลชนทำนองว่าพวกทุนนิยมเสรีจะเป็นฝ่ายทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียเอง ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยสิ้นเชิง… แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้จัก สนธิ ลิ้มทองกุล ดีพอ จึงไม่อาจตอบคำถามได้ว่า ศาสนาที่นายสนธิ นับถือนั้น จริงๆ แล้วคือศาสนาอะไร...”

มีคนมาตั้งคำถามเอากับข้าพเจ้าว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรพันธมารที่เขาประกาศอุดมการณ์ทำสงครามครั้งสุดท้ายว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั้น ตัวเขานับถือศาสนาใดกันแน่
เหตุที่ตั้งคำถามเช่นนั้นก็เพราะว่า คนพวกนี้ประกาศอุทิศชีวิตเพื่อสถาบันทั้งสาม คล้ายๆ กับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านที่ถูกจัดตั้งขึ้นต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแพร่หลายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในขณะนั้นทำให้ขบวนการนิสิตนักศึกษาที่สำลักประชาธิปไตยสะดุดได้จริง และเมื่อเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 ก็ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องเตลิดเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะทำให้พรรคเขาพังแล้วจึงกลับเข้าเมืองเพื่อแสวงหาความร่ำรวยกันตามธรรมดาต่อไป
เมื่อบ้านเมืองเริ่มมีประชาธิปไตยใหม่หลังได้รัฐธรรมนูญ 2522 โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2524 มาจนถึง พ.ศ.2548 เกือบ 3 ทศวรรษเราพูดกันแต่เรื่องประชาธิปไตยสมบูรณ์ มากกว่าที่จะพูดเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพราะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ว่า อุดมการณ์ทั้ง 3 นั้นอยู่ในใจทุกคนอยู่แล้ว ไม่ต้องท่องออกมาดังๆ
ในช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถอยหลังลงคลองอยู่บ้าง เช่น การเสนอแก้ไขให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่แล้วกระแสลมพัดหวนเหล่านั้นก็ถูกตีแตกไปโดยขบวนการประชาธิปไตยอันมี ร.ต.ฉลาด วรฉัตร บ้าง พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์ บ้าง เป็นแกนนำ
กระทั่งถึงปี 2531 ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตัดสินใจก้าวลงจากอำนาจ ปล่อยให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นเป็นผู้นำประเทศแทน แต่ก็มาพลาดท่าเสียด้วยความประมาทปล่อยให้นักการเมืองอาชีพทำมาหากินกันมากเกินไป คณะทหารจึงเข้ายึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งในปี 2534
แต่ก็ไม่ได้ประกาศอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ประการใด
การต่อสู้ระหว่างประชาชนกับคณะ รสช.ในปี 2535 ก็เป็นเรื่องประชาธิปไตยล้วนๆ ประเด็นหลักคือนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้นจะเอาคนนอกมาเป็นไม่ได้
ในการต่อสู้นั้น ไม่มีฝ่ายใดชูอุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เช่นเคย และเหตุผลก็เป็นเพราะส่วนใหญ่ต่างมีอุดมการณ์นี้อยู่ในใจ ไม่มีความจำเป็นต้องงัดออกมาเพื่อเป็นอาวุธทำร้ายใคร
นี่แหละครับ จนกระทั่งถึงปี 2548 นี่แหละ จึงมีคนยกอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขึ้นมาเป็นเครื่องมือปลุกระดมคนมาช่วยกันโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับเพื่อนๆ ของเขาที่ส่วนหนึ่งเคยหนีเข้าป่าไปหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลับมาใช้อุดมการณ์นี้ปลุกระดมมวลชนขึ้นทำลายฝ่ายตรงข้าม เป็นทำนองว่าพวกทุนนิยมเสรีจะเป็นฝ่ายทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียเอง
ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยสิ้นเชิง
ข้าพเจ้านั่งอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่านี้คือ ตลอด 3 ทศวรรษแห่งการต่อสู้ ข้าพเจ้ารู้จักเกือบทุกคนที่แสดงบทบาท ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ค่อยสงสัยในวิธีการและเป้าหมายการต่อสู้ของเขา
เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้จัก สนธิ ลิ้มทองกุล ดีพอ ข้าพเจ้าจึงไม่อาจตอบคำถามได้ว่า ศาสนาที่นายสนธิ นับถือนั้น จริงๆ แล้วคือศาสนาอะไร
ในขณะที่ทำอาชีพสื่อ ก่อนที่จะละมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเต็มตัวนั้น ข้าพเจ้าได้ยินว่า นายสนธินับถือพุทธศาสนา เถรวาท แบบเดียวกับที่คนไทยส่วนใหญ่เรานับถือกันนี่แหละ และพระที่เขานับถือเป็นอาจารย์คือพระหนุ่มที่มีคนเรียกขานว่าหลวงปู่ ดูเหมือนท่านจะเป็นเจ้าอาวาส วัดอ้อน้อย อยู่แถวๆ นครปฐม
ต่อมาเมื่อเขาเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้มข้นขึ้น เขาก็ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

แต่คราวนี้เห็นจะเป็นเพราะว่ามีประโยชน์ร่วมกันเสียมากกว่า เพราะหลวงตาบัวดังสุดขีดมาจากการทอดผ้าป่าช่วยชาติอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจล่มสลายในปี พ.ศ.2540 แล้วเกิดขลังขึ้นมารับอาสาเป็นผู้พิทักษ์ตำแหน่งสังฆราชให้กับสมเด็จพระญาณสังวร โดยที่สมเด็จฯ ท่านทรงชราและอาพาธ ทางรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แก้ปัญหาการบริหารคณะสงฆ์ด้วยการตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานแทน บังเอิญได้ พระสายมหานิกายคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกษ เป็นประธานกรรมการ
นายสนธิได้โอกาสปลุกระดมว่ารัฐบาลบังอาจตั้งสังฆราชซ้อนขึ้น 2 องค์
หลวงตามหาบัว รวบรวมชื่อพระสงฆ์สายป่าและคฤหัสถ์ที่เป็นลูกศิษย์เกินกว่าแสนคนทูลเกล้าฯถวายฎีกา แต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีพระราชกระแสว่าอย่างไรลงมา
ผลลัพธ์จึงกลายเป็น นายสนธิ ได้เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงตาและได้เคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกันหลายเรื่องหลายประเด็น
แต่แล้วเมื่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นลงไปเพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลวงตาก็จำศีลเงียบๆ อยู่กับวัด ส่วนนายสนธิ ขับเคลื่อนพลออกมาต่อต้านรัฐบาลใหม่ของ นายสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
คราวนี้นายสนธิ ได้กำลังหลักเด่นชัดจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เจ้าสำนัก สันติอโศก
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การชุมนุมในปีนี้ของสนธิจะไม่มีทางสำเร็จได้เลยถ้าไม่มี กองทัพธรรม ของสันติอโศกอุปถัมภ์ในทุกๆ ด้าน
เราจึงได้เห็น นายสนธิ ลิ้มทองกุล หมอบราบกราบกราน รักษ์ รักษ์พงษ์ ใช้สรรพนามเรียกขานว่า พ่อท่าน กับบุคคลซึ่งเป็นกบฏต่อมหาเถรสมาคมและเป็นปาราชิกออกไปจากความเป็นพระในพุทธศาสนา เถรวาทไทย
นายสนธิ ทิ้งหลวงปู่วัดอ้อน้อยและหลวงตาวัดบ้านตาดมาเป็นศิษย์เอกคนใหม่ของ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ สาวกสาย เทวทัต ซึ่งเป็นลัทธิอันตรายต่อคณะสงฆ์ไทยไปหลายเพลาแล้ว

นี่พอจะเป็นคำตอบให้ผู้สงสัยได้บ้างหรือไม่ - สุดแต่ท่านจะพิจารณา

โดย วีระ มุสิกพงศ์

แฉเบื้องลึก สารวัตรจ๊าบ เหยื่อคาร์บอมบ์พัวพันก่อการร้าย

จากประชาชรรศน์ออนไลน์
28 ต.ค.51

ปูดเบื้องลึก! “เหยื่อคาร์บอมบ์” ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิด ยันสรุปสำนวน 2 ข้อหาหนักน้องเขยการุณ ชี้เข้าข่ายก่อการร้าย ตำรวจจำหน่ายคดีทิ้ง เหตุ “พ.ต.ท.เมธี” ตายในที่เกิดเหตุ ด้าน ส.ส.พปช.สับเละ!คนย่ำยีกฎหมายไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ ระบุกรรมการสิทธิฯโดดป้อง!จ่าย 4 แสนบาท ไม่มองใครถูก-ใครผิด

ตามที่รัฐบาลมีการอนุมัติเงินจำนวน 56 ล้านบาทให้แก่คณะกรรมการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ไม่สงบในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิต คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ นายตำรวจนอกราชการ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าจะได้รับความช่วยเหลือด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรับผิดชอบคดีนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการออกหมายจับ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งมีความผิดในคดีลักทรัพย์และรับของโจร ตามหมายจับเลขที่ 515/43 ออกโดย สภ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่เมื่อปี 2543

นอกจากนี้ ยังมีคดีลอบวางระเบิดและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะนี้คดีได้ถูกจำหน่ายออกไปแล้ว เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในเหตุการณ์คาร์บอมบ์ บริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย

ทางด้าน พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผู้กำกับการ สน.ดุสิต ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวประชาทรรศน์” กรณีรถจี๊ประเบิดหน้าพรรคชาติไทย เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.เมธี เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

ซึ่งในสำนวนระบุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหากับ พ.ต.ท.เมธี ใน 2 ข้อหา คือ 1.มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.ทำให้วัตถุระเบิด มีการระเบิดในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย แต่พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน (พปช.) ระบุว่า ตนยังไม่ทราบถึงหลักการการช่วยเหลือทั้งหมดของคณะกรรมการ แต่มองว่าแนวทางการช่วยเหลือโดยสามัญสำนึกแล้ว คนที่ได้รับการช่วยเหลือต้องเป็นพลเมืองดี และมีความตั้งใจดี ส่วนความเห็นที่ต่างกันไม่ใช่สาระสำคัญ การช่วยเหลือต้องพิจารณาว่าให้รอบคอบว่าบุคคลใดคือผู้ที่เหมาะสมจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจะต้องดูว่าคนผู้นั้นปฏิบัติตามกฎหมาย เคารพกฎหมาย และประพฤติตัวถูกต้องคามครรลองของกฎหมายในสังคมหรือไม่ คนที่ย่ำยีกฎหมายแต่ได้รับเงิน ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจาณาในด้านจริยธรรมเพื่อซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมการเยี่ยวยาต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคม และป้องกันการตั้งข้อสงสัยกับบุคคลต่างๆในอนาคต” ส.ส.พลังประชาชน ระบุ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคพลังประชาชนไม่เคยคัดค้านบุคคลผู้ใด แต่รัฐบาลต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นเป็นเมืองดีหรือไม่ ถ้าใครละเมิดกฎหมายก็ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. ในกรณี พ.ต.ท.เมธี ทางคณะกรรมการสิทธิฯได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียชีวิตตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ คือ 4 แสนบาท โดยไม่ได้มองประเด็นเรื่องของความผิดในอดีต ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสิทธิฯ


เหวง’ยันเหตุก่อการร้าย!จ้องฆ่าส.ส.-ส.ว
นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ กรณีการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งเป็นหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ และเป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์


ซึ่งจากข้อเท็จจริงในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่บริเวณหน้ารัฐสภา โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ได้มีเหตุวินาศกรรมรถจี๊ปเชอโรกีของหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภายหลังเคลื่อนย้ายที่จอดสามหน แล้วมาจอดที่หน้าพรรคชาติไทย และได้บรรจุระเบิดจำนวนมาก

จากนั้น พ.ต.ท.เมธี ในขณะที่ก้าวเข้าไปในรถยนต์ (ที่ไม่ใช่ของตน) ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งได้ฉีกร่างของ พ.ต.ท.เมธีและเศษส่วนเนื้อสมองได้พุ่งตรงดิ่งไปคาบนยอดใบไม้เหนือร่างเขา แล้วได้เกิดระเบิดในรถจี๊ปอีกครั้ง จากนั้นก็จุดระเบิดถังแก๊สของรถอีก

ทั้งหมดนี้ น่าจะเข้าข่าย “คาร์บอมบ์” อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือ “การก่อการร้ายในเมือง” ชนิดหนึ่ง และหากว่ารถโดยสารที่บรรทุก ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่ หนีการปิดล้อมของพันธมิตรฯ ออกจากรัฐสภาซึ่งต้องเคลื่อนผ่านข้างๆ รถจี๊ปเชอโรกีดังกล่าวในจังหวะที่คาร์บอมบ์ถูกกดระเบิดด้วยรีโมตคอนโทรล ผู้ที่เสียชีวิตก็คงไม่ใช่ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี แต่คงจะเป็น ส.ส. และ ส.ว. รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐสภา

นพ.เหวง โตจิราการ ระบุว่า การกระทำทั้งหมดของพันธมิตรฯในวันที่ 7 ตุลาคม เข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ซึ่งในมาตรา 4 ระบุไว้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการ “ก่อวินาศกรรม” ขณะที่การสืบสวนสอบสวนกำลังดำเนินไปอย่างเคร่งครัด โดยยังไม่มีข้อสรุปออกมา

ส่วนการที่นายอานันท์ ปันยารชุน แสดงความชื่นชมต่อการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อย่างออกนอกหน้านั้น เท่ากับว่านายอานันท์ เห็นด้วยกับการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นั่นเอง สมาพันธ์ประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ประณามและคัดค้านเหตุ “คาร์บอมบ์” ที่เกิดขึ้นนี้

และไม่ว่าจะมีจุดมุ่งหมายในการประหัตประหารรถโดยสาร ส.ส.-ส.ว. และเจ้าหน้าที่รัฐสภา ที่จะต้องเคลื่อนผ่านจุดนั้นหรือไม่ก็ตาม “คาร์บอมบ์” หรือก่อการร้ายโดยซุกระเบิดในรถยนต์จำนวนมากเพื่อให้ระเบิดทำลายเป้าหมายที่ต้องการในเมือง รวมถึงการก่อวินาศกรรมทุกรูปแบบ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกประณามคัดค้าน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การแสดงออกที่สนับสนุนเช่นนี้

วันอาทิตย์, ตุลาคม 26, 2551

ตร.วิสามัญ การ์ดพันธมิตร กู้ชาติบังหน้า ค้ายาบ้าเบื้องหลัง

ข่าวโดย เว็บครูไทย


วิสามัญ เกี่ยว โซน7 การ์ดพันธมิตร พ่อค้ายาบ้าชื่อดังดับคาซอยย่านมีนบุรี
พ. ต.ท.ประดิษฐ์ ทะประดิษฐ์กิตต์ พงส.(สบ 2) สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายค้ายาบ้า เสียชีวิตภายในซอยสุวินทวงศ์ 24 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน พล.ต.ต.จักทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.3 และ พ.ต.อ.จักษ์ จิตตธรรม ผกก.สน.มีนบุรี ที่เกิดเหตุพบศพ นายสมชาย ศรีประจันต์ อายุ 39 ปี ฉายา “เกี่ยว โซน7” อยู่บ้านเลขที่ 100/86 ซอยเคหะร่มเกล้า 7 แขวงคลองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง พ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ในพื้นที่ บก.น.3 นอนเสียชีวิตสภาพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 เข้าที่ลำคอขวา 1 นัด เอวขวา 1 นัด และใบหน้า 3 นัด ใกล้ศพพบอาวุธปืนขนาด .38 ลูกโม่ ถูกยิงออกไป 2 นัด
นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าคลิก สีดำขาว ทะเบียน ยมฉ 115 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ โดยที่แฮนด์รถจักรยานยนต์พบกระเป๋าสะพายสีดำ ภายในบรรจุยาบ้า 2,000 เม็ด ห่างไปเล็กน้อยพบรถกระบะสีน้ำเงิน ไม่ติดป้ายทะเบียน ของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจอดอยู่ มีรอยถูกยิงด้วยปืนอาวุธปืน .38 ลูกโม่ เข้าที่ประตูด้านคนขับ 2 นัด

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุได้รับรายงานว่า พ.ต.ท.เอกนพ วังแก้ว สว.กก.สส.น.3 และพวกอีก 3 คน นำกำลังล่อซื้อยาบ้า 2,000 เม็ด จากนายสมชาย ผู้ตายด้วยเงินล่อซื้อ 200,000 บาท ต่อมาผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์มาพบที่จุดนัดหมาย ระหว่างนั้นผู้ตายได้ขอดูเงินก่อนจะส่งมอบยาเสพติดให้เจ้าหน้าที่จึงได้แสดง ตัวเพื่อเข้าจับกุม แต่ผู้ตายกลับชักอาวุธปืนยิงใส่เพื่อเบิกทางหนี ชุดจับกุมจึงระดมยิงผู้ตายจนเสียชีวิตคาที่ดังกล่าว ทั้งนี้ปลายปี 2550 นายสมชาย เคยตกเป็นผู้ต้องหาร่วมทำร้ายร่างกายคดียิง พ.ต.ท.จรูญ บุญมี สว.สป.สน.ร่มเกล้า ได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะนำกำลังไปจับกุมคดียาเสพติด ที่หมู่บ้านการเคหะร่มเกล้า โซน 7

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.3 วิสามัญพ่อค้ายาบ้าฉายา “เกี่ยว โซนเจ็ด” หลังล่อซื้อยาแต่คนร้ายไหวตัวใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ ถูกตำรวจยิงสวนกลับ 5 นัดเสียชีวิตคาซอย ตรวจสอบประวัติพบมีรายชื่ออยูในแบล็กลิสต์ของ กก.สส.บก.น.3 และเป็นเครือข่ายกับผู้ค้ายาบ้าที่ก่อเหตุยิง สว.สป.สน.ร่มเกล้า เมื่อปี 50 ด้วย

วันนี้ (23 ต.ค.) เมื่อเวลา 21.30 น. พ.ต.ต.ประดิษฐ์ ทะประสิทธิ์จิตต์ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.มีนบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ชุด กก.สส.บก.น.3 ว่าได้ทำการวิสามัญคนร้ายค้ายาเสพติด ภายในซอยสุวินทวงศ์ 24 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.3 พ.ต.อ.จำลอง สว่างวงศ์ ผกก.กก.สส.บก.น.3 พ.ต.อ.จักษ์ จิตตธรรม ผกก.สน.มีนบุรี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์รพ.ตำรวจ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากปากซอยประมาณ 500 เมตร พบศพนายสมชาย หรือเกี่ยว ศรีประจัน อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/80 ซอยเคหะร่มเกล้า 7 แขวงคลองสองต้นนุ่น เจตลาดกระบัง กทม. สภาพศพนอนหงาย สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำตาล คลุมทับด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน สวมกางเกงยีนส์ขายาว ตามร่างกายมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่บริเวณใบหน้า จำนวน 3 นัด ลำคอ 1 นัด และเอวขวา 1 นัด ข้างลำตัวยังพบอาวุธปืนขนาด.38 ลูกโม่ ตกอยู่ตรวจสอบพบว่ามีกระสุนอยู่ในลูกโม่ จำนวน 4 นัด และปลอกกระสุน จำนวน 2 ปลอก

ในที่เกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ หมายเลขทะเบียน ยมฉ 115 กทม. ซึ่งเป็นของคนร้ายจอดอยู่ จากการตรวจสอบที่รถจักรยานยนต์พบกระเป๋าสะพายสีดำ 1 ใบ ภายในมียาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด นอกจากนี้ยังพบรถกระบะมิตซูบิชิ สตราด้า 4 ประตู สีน้ำเงิน ทะเบียนตราโล่ ที่ประตูด้านขวาคนขับมีร่องรอยถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 นัด ได้รับความเสียหาย จอดอยู่ด้วย

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ กก.สส.บก.น.3 ได้ทำการล่อซื้อยาบ้าจากคนร้าย จำนวน 2,000 เม็ด ในราคา 200,000 บาท เมื่อมาถึงจุดนัดหมายระหว่างที่คนร้ายกำลังจะส่งของให้ ได้ขอดูเงินก่อน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่คนร้ายไหวตัวทันพยายามหลบหนี และชักอาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่ยิงโต้ตอบถูกคนร้ายเสีย ชีวิต

จากการตรวจสอบประวัติของคนร้ายพบว่ามีฉายาว่า เกี่ยว โซนเจ็ด เป็นแก๊งค้ายาบ้าในย่านเคหะร่มเกล้าโซน 7 มีรายชื่ออยู่ในแบล๊คลิสต์ของ กก.สส.บก.น.3 และยังตรวจสอบพบว่าคนร้ายเป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาเสพติดที่ก่อเหตุใช้ อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สว.สป.สน.ร่มเกล้าได้รับบาดเจ็บขณะเข้าทำการจับกุมยาเสพติดเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาด้วย พล.ต.ท.สุชาติ กล่าว

โอกาสน้อยส่งตัว'ทักษิณ'กลับไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ข่าวโดย กรุงเทพธุรกิจ
26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 12:47:00


สำนักข่าวบีบีซีวิเคราะห์โอกาสน้อยอังกฤษส่งตัว "ทักษิณ" กลับมาเพื่อดำเนินคดีในไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
หัวข้อ "Will Thaksin be extradited?" โดยระบุว่าอัยการของไทยมีความตั้งใจนำตัว ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนกลับจากอังกฤษ เพื่อรับเผชิญข้อกล่าวหาต่างๆและรับโทษจำคุก โดย มิชาเอล โอบี ผู้สื่อข่าวของบีบีซีแสดงทัศนะถึงกรณีที่อังกฤษจะยอมส่งตัวเขากลับสู่ประเทศไทยหรือไม่

มิชาเอล โอบี ระบุว่า ทักษิณ ชินวัตรและพจมาน ภรรยาของเขา อาศัยอยู่ในอังกฤษตั้งแต่เดือนสิงหาคมหลังหนีประกันมาจากประเทศไทย โดยทั้งสองคนถูกพิพากษาจำคุกและมีอีกหลายคดีที่ยังไม่ตัดสินชัดเจนว่าเขาไม่เร่งรีบกลับบ้านเพื่อเผชิญคำตัดสิน แต่อัยการไทยคิดอีกอย่างและเวลานี้กำลังรวบรวมหลักฐานเสนอต่อรัฐบาลอังกฤษเพื่อขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งนี้สองประเทศมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนตั้งแต่ปี 1911 แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลายาวนานและจุกจิก

กรณีคำขอจะประสบความสำเร็จได้ ศาลอังกฤษต้องเห็นพ้องว่าความผิดทางอาญาของทักษิณ เป็นความผิดที่ขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามกฎหมายประเทศอังกฤษ แต่ถ้าคำขอดังกล่าวถูกพิจารณาว่าเป็นความพยายามนำตัวเขาไปลงโทษทางการเมือง การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะมีอุปสรรคทันที
(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว)

คลิฟ นิโคลล์ส ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระบุว่าไทยสามารถขอความช่วยเหลือจากสำนักงานอัยการอังกฤษในการร่างคำขอเพื่อพยายามข้ามผ่านอุปสรรคดังกล่าว แต่มีปัจจัยอื่นๆอีกที่ศาลจะพิจารณา ซึ่งรวมไปถึงกรณีที่คดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ตามที่ทักษิณกล่าวอ้าง

"หากมันปรากฏว่าคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อเป็นการส่งโทษเขาทางการเมือง การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะถูกขัดขวาง" นิโคลล์ส กล่าว

ทางการอังกฤษจะพิจารณาด้วยว่า ทักษิณ จะได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรมหรือไม่และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพิจารณาคดีใหม่หรือคัดค้านคำตัดสินหากว่าเขากลับไป

ศาสตราจารย์ เจฟฟ์ กิลเบอร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนและสิทธิมนุษยชนจากมหาวิทยาลัยเอสเซก ระบุว่าสิทธิการอุทธรณ์อันจำกัดอาจถูกนำเข้าสู่การตัดสินใจของศาลผู้ร้ายข้ามแดนเช่นกัน

ทักษิณ มีเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หลังคำตัดสินของศาลเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ทั้งนี้ทนายความของไทยกล่าวว่า ทักษิณ ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใต้หลักฐานพยานใหม่หรือข้อเท็จจริงของคดีที่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้เท่านั้น

บีบีซีระบุว่าศาลอังกฤษอาจปฏิเสธคำขอส่งตัวทักษิณกลับ หากศาลพิจารณาว่าสิทธิมนุษยชนของเขาอาจถูกละเมิดด้วยการส่งตัวเขาเข้าคุก ซึ่งโดยปกติแล้วสถานคุมขังของไทยมีสภาพที่ย่ำแย่ แออัด ขาดแคลนอาหารและสุขอนามัย แต่หากศาลอังกฤษ ตัดสินใจส่งตัวทักษิณกลับ เขาอาจยื่นเรื่องไปยังศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปต่อไปอีก

กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนยืดเยื้อยาวยาน กิลเบอร์ตกล่าว โดยทั่วไปแล้วต้องใช้เวลากว่า 5 ปี เรื่องถึงจะไปสู่ศาล แต่หากมีการดำเนินการอย่างเร่งรวดก็สามารถร่นเวลาได้

วันเสาร์, ตุลาคม 25, 2551

ฝ่ายความมั่นคงยืนยัน เสื้อแดง “แรง” กว่าเสื้อเหลือง

ข่าวโดย: Bugbunny
(ไทยฟรีนิวส์เสาร์ ที่ 25 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551 )


มีข่าวมาว่าในที่ประชุมสภานายทหารใหญ่ของกระทรวงกลาโหมเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากทั้งทหารและพลเรือนได้ทำการประเมินกำลังของฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ว่าฝ่ายใดจะเกิดการต่อต้าน “แรง” กว่า ถ้าหากมีปฏิบัติการใด ๆ รวมทั้งการยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเกิดขึ้น คำว่า“แรง”ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแนวความคิด การเคลื่อนไหวต่อต้าน หรือแม้แต่กำลังไฟของแต่ละฝ่าย ในระหว่างการปะทะต่อสู้ ฯลฯ แต่หมายรวมไปถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการยึดอำนาจและผ่านการต่อสู้ขั้นต้น อันจะมีโอกาสให้เกิดสภาพอนาธิปไตยสัมบูรณ์ และการไร้ขื่อแปหรือที่เรียกกันว่า Chaos ของบ้านเมืองด้วย

คนที่ออกมาพูดเองและยืนยันว่า “เสื้อแดง” แรงกว่านั้นคือนายทหารใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในกองทัพที่กังวลกับการต้านจากฝ่ายนี้ว่าจะมีทั้งประสิทธิภาพ ความยืดเยื้อ การพลิกแพลงทางยุทธวิธี รวมทั้งการกระจายออกไปทั่วทุกเขตจังหวัดอย่างกว้างขวางจนเอาไม่อยู่ หรือกว่าจะอยู่ก็จะต้องใช้เวลานานมาก ที่สำคัญก็คือ พวกเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ใช่กลุ่มจัดตั้งที่มีหัวหน้าสายดูแล ยกเว้นบางกลุ่ม แต่มันเป็นมวลชนที่ต่อสู้ด้วยอุดมคติความคิดความแค้นที่สั่งสมกันมาในช่วงสองสามปีนี้


การปฏิบัติการต่าง ๆ จึงไม่มีแผนที่เป็น Master Plan และการฝึกฝนแบบหน่วยทหาร ไม่ได้ไร้วินัย แต่น่าจะดำเนินการตอบโต้กับสัญลักษณ์ทุกชนิด ทุกองค์กร ที่ประกาศจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายเสื้อเหลือง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกแบบใดเช่นงานศพที่ไปร่วม รวมทั้งหน่วยทหารที่ตอนนี้ถือว่าเป็นพวกเสื้อเหลืองชัดเจนจากการออกมาขู่นายกให้ลาออก การต่อต้านจะเป็นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างแน่นอน

พึงเข้าใจว่า กระบวนการปฏิบัติการของทหารนั้น เน้นที่ Mission Accomplishment คือการเข้ายึดครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ควบคุมสถานการณ์ได้สงบราบคาบ แต่ไม่หมายรวมถึงการดำเนินการภายหลังที่จะให้พื้นที่ยึดครองสามารถดำเนินตัวเองต่อไปอย่างไร เพราะไม่ใช่ภารกิจของทหาร ฝ่ายสาย คมช.เดิมนั้นเห็นว่าว่าถ้ามีการยึดอำนาจเกิดขึ้น ก็จะปราบปรามจับกุมแบบเด็ดขาด กวาดทุกคนที่มีข้อมูลว่าอยู่ตรงข้าม แต่ปัญหาก็คือมันมากเกินไป แม้บางคนจะเสนอความเห็นว่าในช่วงซูฮาร์โตเคยมีการเหวี่ยงแหสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดเนเซียไปเป็นล้านคนมาแล้วน่าจะทำได้ แต่มีผู้แย้งว่าปัญหาก็คือคราวนี้ไม่ใช่คอมมิวนิสต์และสถานการณ์สากลอยู่ข้างคนเสื้อแดง จัดการได้แล้วจะปกครองได้หรือไม่ มีผู้ออกความเห็นด้วยว่าภาคการเมืองหลายคนท้าทายให้ทหารรีบยึดอำนาจเสีย จะได้รู้ว่านรกเป็นอย่างไร หลังจากตกลงไปแค่ต้น ๆ ขุมนรกมาแล้วในช่วงหลัง 19 กันยา 49 คำถามก็คือพร้อมตกนรกกันหรือเปล่า

วิเคราะห์ได้ชัดเจนว่า นี่คือสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ยุทธการยึดเมืองครั้งนี้ยังต้องรี ๆ รอ ๆ แม้จะมี “คำสั่งยุทธการ” ที่เด็ดขาดชัดเจนมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งยังมีการเร่งรัดอยู่ตลอดเวลาจากคุณน้าผู้เอาแต่ใจตัวเองและไม่มีใครกล้าขัดใจ การรั้งรอนี้ไม่ใช่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เพียงแต่กังวลว่าเมื่อยุทธการยึดเมืองสำเร็จได้แล้ว จะต้องผจญกับอะไร ยาวนานแค่ไหน เพราะตอนนี้ฝ่ายเสื้อแดง “ชัดเจน” แล้วว่าจะตอบโต้ศัตรูกลุ่มไหนบ้าง

จำนวนก็มากพอที่เล่นเกมยาว ไม่ใช่จะต้องจบกันในไม่กี่วัน มีสิทธิเกิดสงครามกลางเมืองสูง ตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น จนถึงขั้นสหประชาชาติมาแทรกแซงด้วยกองกำลังรักษาสันติภาพ หรืออาจมีการแยกประเทศเกิดขึ้น ฯลฯ หน่วยทหารจึงต้องคิดมากไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามจนทำให้คนเอาแต่ใจตัวเองหงุดหงิดอย่างมาก แต่มันก็ชี้ชัดได้อย่างหนึ่งว่า สายการบัญชาที่เคยเข้มแข็งนั้นมันอ่อนล้าลง เพราะมีผู้กล้าขัดใจเกิดขึ้นแล้ว จากที่เคยต้องยอม ๆ กันเมื่อสมัย 19 กันยายน 2549

ทักษิณควงคุณหญิงพจมานทำบุญที่อังกฤษ

ทำบุญ -พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี พร้อมด้วยคุณหญิงพจมาน ภริยา และนายพานทองแท้ ลูกชาย แต่งกายชุดสีขาว ไปร่วมทำ บุญที่วัดไทย ในกรุงลอน ดอน ตามข่าว(เครดิต ภาพข่าวโดย ข่าวสด 25 ต.ค.2551)


อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมด้วย คุณหญิงพจมาน ภริยา เดินทางไปทำบุญที่วัดไทย ในกรุงลอนดอน
รายงานข่าว จากสื่อท้องถิ่น ย่านวิมเบิลดัน ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมด้วย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ได้ตอบรับคำเชิญของเจ้าของร้านอาหารไทยรายหนึ่ง ในกรุงลอนดอน เดินทางไปร่วมทำบุญที่วัดไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่า เป็น วัดพุทธประทีปรายงานข่าว จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับดังกล่าว ยังระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและภริยา ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำบุญที่วัดดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยมีรายงานว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา ได้ทำบุญโดยถวายภัตตาหาร และบริจาคเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อบำรุงวัด และได้ร่วมรับประทานอาหารอย่างเป็นกันเองกับชาวไทย ที่มาร่วมทำบุญ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งจะถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทย ตัดสินให้ต้องโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี จากการเอื้อประโยชน์ให้ภริยา ในการซื้อที่ดินย่านรัชดา ในกรุงเทพมหานคร



ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวอ้าง แถลงการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งถึงสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยระบุถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก มีมูลเหตุจูงใจมาจากการเมือง และ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นตัวแทนของสิ่งที่ถูกถือเป็น ŽภัยคุกคามŽ ของบรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ในสังคมไทยนั้น เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

โดยในการให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ร.ต.ท.เชาวรินกล่าวว่า ข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณเขียนมาเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เคยส่งข่าวเตือนถึงการตั้งธงล้างอำนาจเก่าให้สิ้นซาก โดยการให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญาให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบมาตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม เนื่องจากบุคคลที่อยู่ร่วมกระบวนการคนหนึ่งไปพูดกับชาวบ้าน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ตอนแรก พ.ต.ท.ทักษิณไม่เชื่อ แต่เมื่อมีคำพิพากษาให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา จำคุกโดยไม่รอลงอาญาจากคดีภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พ.ต.ท.ทักษิณถึงเข้าใจสิ่งที่เตือนไป "ในข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ถูกคิดว่าเป็นภัยคุกคามต่อบุคคลชั้นสูงนั้น มีคนที่คิดอย่างนี้อยู่ในสังคมไทยจริงๆ แต่พูดไม่ได้ว่าเป็นใคร เพราะความจริงบางอย่างในประเทศนี้ไม่สามารถพูดได้ คำพระที่ว่าวาจาจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตายนั้นมันไม่สามารถเป็นจริงได้ในประเทศไทย" ร.ต.ท.เชาวรินกล่าว

แก้แทนหมายถึงคนตีตนเสมอเจ้า

ร.ต.ท.เชาวรินกล่าวว่า ที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประเทศอังกฤษเพื่อขอให้อังกฤษส่ง พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยมารับโทษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนนั้น อยากแนะนำส่งเจ้าหน้าที่ไป 1-2 คนก็พอ หากส่งไปหลายคนจะสียงบประมาณของชาติ เนื่องจากอังกฤษจะไม่มีทางส่ง พ.ต.ท.ทักษิณให้ทางการไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากอนุสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ไทยไปลงนามร่วมกับประเทศต่างๆ นั้น ระบุอย่างชัดเจนว่า จะต้องเป็นความผิดของทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายของประเทศนั้นๆ จึงจะสามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ แต่กรณีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดเฉพาะกฎหมายไทยเท่านั้น

"ขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ ระมัดระวังในการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการริบคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจจะเลยเถิดไปจนกลายเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ จึงควรเล่นแต่พอดีอย่าให้มากเกินไป "ร.ต.ท.เชาวริน กล่าว


ข้อมูลข่าว โดย INN online และ HOT NEW 24 ตุลาคม 2551 11:48:05
................

25 ต.ค.นี้ คนเสื้อแดงรวมพลที่สนามหลวง ซ้อมใหญ่จัดขบวนสู้รถถัง


กรณีมีกระแสข่าวปฏิวัติออกมาเป็นระยะ และการเรียกร้องจากกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการให้เกิดรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง และทำท่าว่าจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ ได้เป็นเหตุให้กลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาคัดค้านกันอย่างกว้างขวาง และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้จัดกิจกรรมสัปดาห์ต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่วันที่ 20-25 ตุลาคมเป็นต้นมา โดยในวันเสาร์ที่กำลังจะถึงจะมีการนัดหมายรวมพลคนเสื้อแดง เพื่อการประชุมซักซ้อมต่อต้านการเคลื่อนไหวรัฐประหาร


กลุ่ม นปช. สุดทนเห็นบ้านเมืองตกต่ำไปยิ่งกว่าเก่า นัดรวมพลคนเสื้อแดงรักชาติ พบกันที่ท้องสนามหลวง เย็นวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคมนี้ พร้อมกำหนดแผนต้านรัฐประหาร จัดขบวนสู้รถถังไม่ให้ปฏิวัติสำเร็จ ระบุยังคงเน้นแนวทางสันติวิธี เผยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการประกาศจุดยืนที่จะปกป้องประชาธิปไตยจากการยึดอำนาจของทหาร และประกอบกับมีกระแสข่าวลือออกมาตลอดเป็นระยะๆ ทำให้พี่น้องประชาชนเสื้อแดงได้แสดงพลังตื่นตัวกันเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ แกนนำ นปช. จึงประชุมเพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องดังกล่าวจนได้ข้อสรุปว่า ในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม ต้องประกาศรวมพลคนเสื้อแดงเพื่อทำการนัดหมายและซักซ้อมถึงขั้นตอนวิธีการเพื่อรับมือกับการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยในวันงานจะมีการร่วมพลเพื่อแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ทำความเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ รวมไปถึงจัดรูปขบวนในการเคลื่อนที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยจะมีการจัดรูปแบบคร่าวๆ ไว้ว่าจะมีเวทีเคลื่อนที่เพื่อปราศรัยไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และแบ่งผู้ชุมนุมออกตามระดับอายุ ซึ่งจะให้ผู้สูงอายุ ผู้หญิงและเด็ก คอยทำหน้าที่ปิดล้อมขวางการเคลื่อนที่ของรถถังเพื่อไปพูดคุยเจรจาให้ยกเลิกการก่อรัฐประหาร และถอนกำลังกลับเข้ากรมกองไป โดยวัตถุประสงค์ไม่ต้องการใช้กำลังเพื่อการต่อต้านแต่จะใช้สันติวิธีอย่างแท้จริง

สำหรับกองกำลังอีกฝั่งจะให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีอายุประมาณวัยรุ่น วัยหนุ่ม-สาว ทำหน้าที่เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อป้องกันและกดดันกองกำลังทหาร ที่ทำหน้าที่ปราบจราจล ในลักษณะของกำแพงมนุษย์ ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหมดจะไม่ใช้อาวุธในการเข้าต่อต้าน

ส่วนเรื่องความปลอดภัย ได้มีการขอประสานกำลังส่วนหนึ่งมาจากนักรบพระเจ้าตาก และส่วนหนึ่งทำการขออาสาสมัครมาจากการ์ดวิทยุชุมชนให้ช่วยมาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม อีกทั้งให้ช่วยสังเกตการณ์จากผู้ไม่หวังดี ซึ่งหวังสร้างสถานการณ์ต้องการให้เกิดการนองเลือด โดยจัดกำลังกระจาย ป้องกันโดยรอบ

นายชินวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า โดยกำหนดการในวันซักซ้อมนั้น จะเป็นการตั้งขบวนที่บริเวณท้องสนามหลวงเพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังหน้าบริเวณวัดพระแก้ว เวลาประมาณ 21.00น. และร่วมกันปฏิญาณร่วมใจกันเพื่อต่อต้านรัฐประหาร ก่อนที่จะมีการรวมตัวครั้งใหญ่ในวันที่ 1พฤศจิกายน 2551

ด้าน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช. กล่าวว่า สำหรับในการเตรียมความพร้อมดังกล่าวนั้น ได้มีการประสานความร่วมมือไปยังกลุ่มต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการต่อต้านรัฐประหารให้เข้าร่วมอีกด้วย ซึ่งทางกลุ่ม นปช. มีความยินดีที่จะต้อนรับผู้มีอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยเต็มที่ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในวันซักซ้อมตนคิดว่า จะมีผู้เข้าร่วมอยู่ประมาณ 5,000-10,000 คน เพราะเป็นเพียงแค่วันซักซ้อม แต่เชื่อในวันรวมตัวครั้งใหญ่จะมีประชาชนจากทั่วทุกภาคมารวมตัวกันอย่างมากมาย

...ข้อมูลจากประชาทรรศน์ ออนไลน์
24 ต.ค.2551

วันศุกร์, ตุลาคม 24, 2551

'ทักษิณ'เตรียมต่อสายตรงเข้า'ความจริงวันนี้' 1พ.ย.51 นี้



ยันยังไม่กลับไทย หวั่นถูกจับ ลั่นถูกรังแกจนอยู่ในประเทศไม่ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ว่า จะโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศเข้ามารายการ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถนนรามคำแหง ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเป็นการต่อสายเพื่อพูดกับประชาชนประมาณ 20 นาทีจากเดิมที่จะออกเป็นแถลงการณ์

นอกจากนี้ อดีตนายกฯ กล่าวอีกด้วยว่า ขณะนี้กำลังหารือกับทีมที่ปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ในคดีที่ดิน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายดูอยู่ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและแง่ข้อกฎหมาย รวมถึงประเด็นการเมือง เพราะคดีนี้เป็นคดีการเมือง ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้ทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษเพราะไม่มีความจำเป็น และตนยืนยันว่ายังไม่มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงนี้

"เรื่องลี้ภัยไม่มี เพราะใช้วีซ่านักท่องเที่ยวอยู่ ตนเดินเข้าออกอังกฤษประจำ ตนได้รับเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาในหลายประเทศ บางที่ก็เสนอให้ไปอยู่ด้วย บางที่เสนอให้เป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาความยากจน ส่วนการกลับประเทศ ตนยังไม่กลับตอนนี้ จะกลับได้อย่างไร กลับก็ถูกจับ เพราะสิ่งที่เขาทำกับตนทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้ตนอยู่ในประเทศ เป็นผลงานของคณะปฏิวัติขั้นต่อไปก็คือการยุบพรรค"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

เพียงแค่ได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะยกหูถึงพี่ๆ น้องๆ ในรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ก็ทำให้บางคนถึงกับ “อกสั่นขวัญแขวน” ไปตามๆ กัน
ทำไมต้องกลัวทักษิณขนาดนั้น? หลายคนเกิดคำถามนี้ เพราะตลอดระยะเวลาหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ทหารเข้ามายึดอำนาจ กระทั่งบัดนี้กว่า 2 ปี บางคนก็ยังกลัวทักษิณขี้ขึ้นสมอง
บางคนกลัวแม้กระทั่งชื่อทักษิณ ทั้งๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศให้ความศรัทธาต่ออดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย
บางคนกลัว จนกระทั่งปล่อยข่าวว่าจะมีปฏิวัติก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่คนเสื้อแดงจะมารวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ผมค่อนข้างมั่นใจว่างาน “ความจริงวันนี้สัญจร” ครั้งที่ 2 จะมีประชาชนเดินทางมาร่วมงานกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน
สาเหตุที่ประชาชนจะตัดสินใจเดินทางมาร่วมงานนั้น เพราะเกิดความไม่สบายใจในเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้ง สนามราชมังคลากีฬาสถานก็จุคนได้เยอะกว่าเมืองทองธานีหลายเท่า
วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยเราทราบชัดเจนแล้วว่าคนไทยส่วนใหญ่เลือกยืนอยู่ข้างเรา หากใครไม่เชื่อ ผมขอท้าทายให้ไปสำรวจคะแนนนิยมกันได้เลย
เมื่อวันวาน คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล ก็ท้าทายให้แกนนำพันธมิตรฯ ออกไปใช้ชีวิตตามปกติ เช่น เดินห้าง หรือเดินตลาด โดยไม่มีการ์ดห้อมล้อม เพื่อดูว่าประชาชนจะแสดงออกอย่างไร

สิ่งที่ คุณณัฐวุฒิ พูดนั้น มันช่างตรงใจผมเสียจริงๆ เพราะวันนี้ พันธมิตรฯ มีเพียงกระแสที่ช่วยให้ดูเหมือนคนสนับสนุนเยอะเท่านั้น แต่หากวันใดไม่มีกระแสมาช่วย พันธมิตรฯ ก็พ่ายแพ้หมดรูปแน่นอน
ดังนั้นวันนี้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ต้องคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่งสื่อมวลชนกระแสหลัก ไม่ต้องไปอ่านและเสียเงินซื้อสื่อชั่วจอมปลอมพวกนั้น
เพียงแค่เรายึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย และปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โดนรังแกจากอำนาจมืด
ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาตอบโต้ฝั่งตรงข้ามอย่างจริงๆ จังๆ ชนิดเต็มรูปแบบเลยสักครั้ง
หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาปลุกระดมกลับบ้าง อะไรจะเกิดขึ้นครับ ซึ่งผมไม่อยากจะให้เป็นแบบนั้น เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
แต่สถานการณ์แบบนี้ ฝั่งตรงข้ามกลับไล่ขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างโหดร้าย อำมหิต ราวกับว่าไม่ใช่คนไทยด้วยกัน
ดังนั้น ผมอยากถามคนที่ต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประชาชนศรัทธา และรักใคร่
คุณทำเพื่อ “ประชาชนกว่า 60 ล้านคน” ในฐานะเจ้าของประเทศ หรือ คุณทำเพื่อใคร?



โดย ลวดหนาม
จากประชาทรรศน์ / 24 ต.ค. 2008

จาก "บักตั๊ว ศรัญญู ก็มา บักตู้ จรัสพงษ์" ดาราที่หมิ่นคนรากหญ้า


ก่อนหน้านี้ มีราดานักร้องใฝ่ชั่วหลายคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรและใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่า อดีต นายกฯทักษิณ และ อดีตนายกฯสมัคร ซึ่งการกรทำดังกล่าวแสดงออกถึงความเป็นคนที่มีจิตใจหยาบช้ามาก สำหรับในความคิดของผม พอมาถึงคราวนายกฯสมชาย ก็มี ดาราตกอับที่โอ่ว่าตนนั้นเป็นพวกชั้นสูง ออกมาพูดจาดูกถูกคนจน และ สนับสนุนกบฏพันธมิตร ว่าเป็นฮีโร่ นั่นคือ ซูโม่ตู้ หรือนายจรัสพงษ์ สุรัสวดี

ซูโม่ตู้ หรือ นายจรัสพงษ์ สุรัสวดี


24 ต.ค. 200 จากข่าวประชาทรรศน์

นักวิชาการ ไล่‘ซูโม่ตู้’เช็กประสาท สวนทางปชต.

ไล่ “จรัสพงษ์ สุรัสวดี” ไปเช็กประสาทเพราะทำท่าจะเพี้ยนไปกันใหญ่ เสนอความคิดแบ่งแยกคนไทย ไม่ให้คนจบต่ำกว่าปริญญาตรีมีสิทธิเลือกตั้ง แถมยังด่าคนรากหญ้าเสียหาย ราวกับพวกศักดินาเป็นเจ้าของประเทศไทย กล่าวหาคนจนถ่วงความเจริญบ้านเมือง พร้อมประกาศออกหน้าออกตาหนุน “พันธมิตร-ประชาธิปัตย์” นักวิชาการดาหน้าถล่ม คนจบปริญญาตรีไถนาเป็นหรือเปล่า แถมที่ออกมาพูดยังไม่มีภูมิรู้เรื่องประชาธิปไตย ที่อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทยเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันข่าวลือปฏิวัติหึ่ง ห่วงทหารฉวยโอกาส “สมชาย” ไปนอกย้อนรอยยึดอำนาจอีกครั้ง

ฉะ“จรัสพงษ์ สุรัสวดี”หมิ่นศักดิ์ศรีคนจน

จากกรณี นายจรัสพงษ์ สุรัสวดี หรือที่รู้จักกันในนาม “ซูโม่ตู้” ได้อ้างตัวใกล้ชิดสถาบัน และอ้างความเป็นบุคคลชั้นสูง อยู่ในตระกูลที่มีนามสกุลพระราชทาน มีพ่อเป็นอดีตนายทหารใหญ่ และยังบอกเล่าความใหญ่โตด้วยการบอกว่าตัวเองพกปืนตลอดเวลา

รวมทั้งออกหน้าหนุนพันธมิตรฯ และประกาศเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ชัดเจน ได้ออกมาดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนคนรากหญ้าและกำลังจะเดินสายเปิดทอล์กโชว์ แบ่งแยกว่าเป็นคนอีกวรรณะหนึ่ง เป็นคนถ่วงความเจริญของประเทศชาติ แบบเดียวกับท่าทีของม็อบและพรรคการเมืองเก่าแก่ พร้อมทั้งเสนอให้คนที่เรียนหนังสือไม่ถึงระดับปริญญาตรี ไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น

ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าขาดภูมิความรู้ในเรื่องระบอบประชาธิปไตย เป็นแนวคิดย้อนยุคแล้ว ยังเป็นแนวคิดศักดินาที่มุ่งแบ่งคนในชาติออกเป็นชนชั้น เป็นการดูถูกความเป็นคนของเพื่อนร่วมชาติ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย

ไล่ “ซูโม่ตู้” ไปเช็กประสาท

รศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าแนวความคิดดังกล่าวขัดกับหลักการของประชาธิปไตย การเป็นประชาธิปไตยจะต้องมีความทั่วถึง การเลือกตั้งคือความเสมอภาคของประชาชนในประเทศ และความเสมอภาคถือว่าเป็นแก่นของประชาธิปไตย จะรวย จะจน จะโง่ จะฉลาด ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ไม่ทราบว่า นายจรัสพงษ์ไม่เข้าใจเรื่องนี้หรืออย่างไร

อย่างในสมัยก่อนก็มีการเรียกร้องถึงสิทธิสตรีให้มีสิทธิเลือกตั้ง จนในปัจจุบันก็เป็นที่ยอมรับเรื่องความเสมอภาค

“ผมว่าให้เขาเป็นเช็กประสาทดีกว่า รู้ได้ไงว่าคนรากหญ้าคิดไม่เป็น เขามีเรื่องประสบการณ์ชีวิต ถ้าเอาถึงที่สุดว่าเขาโง่ แต่คุณก็ไม่มีสิทธิไปตัดสินเขาว่าเขาไม่ดี คุณพูดอย่างนี้ แสดงว่าคุณไม่รู้หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย อย่าไปให้ราคาเรื่องที่เขาพูดเลย”

รศ.ดร.ประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติม ว่าในประเทศแถบยุโรป ที่มีการเลือกตั้งแรกๆ ก็จำกัดให้ชนชั้นสูงมีสิทธิเท่านั้น แต่สุดท้ายก็มีการเรียกร้องให้คนทุกชนชั้นได้มีสิทธิเท่าเทียมกัน ดังนั้นประเทศต้องมีวิวัฒนาการ ทำไมนายจรัสพงษ์ถึงคิดจะย้อนยุคไปอีก ไม่ทราบหลักสิทธิมนุษยชนหรืออย่างไร จึงแสดงท่าทีเป็นคนทวนโลก

รู้หรือเปล่าปชต.เป็นของทุกคน

ด้าน รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการเสนอแนวคิดเช่นนี้ ประชาธิปไตยก็จะเป็นเรื่องของผู้ที่จบปริญญาตรีเท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ประชาธิปไตยเป็นของปวงชน นายจรัสพงษ์จะไปจำกัดได้อย่างไร

เรื่องการเรียกร้องการจำกัดสิทธิของประชาชนมีมาโดยตลอด ตั้งแต่ไม่ให้ผู้หญิงเลือกตั้ง จนเรียกร้องสิทธิสตรี สามารถเลือกตั้งได้ ต่อมาก็จำกัดให้บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเลือกตั้ง จากที่เคยตั้งไว้อายุ 20 ปี

“เพี้ยน เป็นความคิดที่เพี้ยน แล้วปริญญาตรีของเขาก็ทำให้เขาเพี้ยน ปริญญาตรีโง่ก็มี ถามหน่อยว่าปริญญาตรีไถนาเป็นไหมล่ะ เขาไม่รู้จักสิทธิทางการเมือง สิทธิการปกครองหรืออย่างไร คนที่จบปริญญาตรีบางคนยังไม่รู้เรื่องการเมืองเท่ากับคนที่ไม่จบเลย แล้วอย่างนี้มันวัดกันได้หรือเปล่า”

นายตั๊ว ศรัญญู วงศ์กระจ่าง ขณะออกไปร่วมปลุกระดมกลุ่มพันธมิตร ที่สีลม
คิดย้อนยุค-ดูถูกประชาชน

ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า คนที่มีความคิดลักษณะนี้เป็นการดูถูกประชาชน มีความคิดเหมือนคน 100 ปีก่อนอย่างพวกอังกฤษ ที่มีการยอมรับคนชั้นสูง คนที่เสียภาษีมีสิทธิเลือกตั้ง

“มันไม่มีข้อพิสูจน์อะไรที่ชัดเจนว่าคนที่มีการศึกษาสูงกว่า หรือมีการศึกษาต่ำ จะตัดสินใจเลือกส.ส.ได้ดีกว่ากัน คนภาคใต้จะเรียนสูงเรียนต่ำก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีหลักไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเพราะว่าไปสนับสนุนพวกเผด็จการ”

ผศ.จรัล กล่าวต่อไปว่า การนำเสนอแนวคิดแบบนี้มันเข้าข่ายผิดหลักของระบอบประชาธิปไตยคือ 1.อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ไม่ควรมีการมาเสนอข้อจำกัดในการแบ่งแยกสิทธิดังกล่าว 2.การนำเสนอแนวคิดแบบนั้นเป็นการผิดหลักการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ที่ทุกคนต้องมีเสรี มีสิทธิเท่าเทียมกัน 3.ตอนนี้สภาพของประเทศไทยคนชั้นสูงที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปอาจจะเลือกผิดก็ได้

“คนที่มีความคิดลักษณะนี้เป็นอันตรายมาก เพราะว่าไม่เชื่อในอำนาจของประชาธิปไตย ถูกแล้วที่ยอมรับว่าตนเองเป็นอำมาตยาธิปไตย” ผศ.จรัล กล่าว

ไม่ควรแยกคนด้วยการศึกษา

ทางด้านนพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันในหลักสากลแล้วว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือมีการศึกษาสูงต่ำก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน

“ในบ้านเราจะเห็นว่าคนที่จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีมากที่สุดและถือได้ว่าเป็นกำลังที่ไปประกอบในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรมาดูถูกและมาทำการแบ่งแยกด้วยบรรทัดฐานเรื่องการศึกษา”

นพ.เหวง กล่าวต่อไปว่า ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าบุคคลที่มีการศึกษา จะมีความคิดเห็นดีกว่าคนที่มีการศึกษาน้อยกว่าเสมอไป คนที่มีความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ท่าทีของนายจรัสพงษ์ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และด่าทออย่างกว้างขวางโดยเฉพาะทางสื่อวิทยุหลายรายการ โดยต่างก็มองกันว่านายจรัสพงษ์ดูถูกเหยียดหยามคนจน คนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นสิทธิในฐานะคนไทย การศึกษาไม่สามารถแบ่งแยกหรือกีดกันความเป็นคนไทยได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า ขอให้นายจรัสพงษ์เดินสายทอล์กโชว์อย่างที่พูด เพราะจะได้ทราบว่ามีประชาชนที่คิดอย่างนี้จำนวนมากแค่ไหน จะได้ทราบว่าใครเป็นใคร ใครที่สนับสนุนการเมืองแนวคิดนี้ สังคมจะได้เห็นคนเหล่านี้แสดงตัวกันชัดๆ

ทั้งนี้ ต้องการทราบเช่นเดียวกันว่านายจรัสพงษ์มีแนวความคิดนี้ได้อย่างไร เกิดจากตรรกะ หรือมีเหตุผลอื่นสนับสนุน นักวิชาการเองก็จะได้ถกเกียงกันได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว

..............

ปล.บักตู้ เป็นภาษาอีสานที่มักใช้เรียก ควาย แปลเป็นไทย ว่า ไอ้ควาย