ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันเสาร์, ธันวาคม 27, 2551

ข่าวบ้องตื้นที่ว่าแบงค์ต่างชาติอายัดเงินทักษิณที่แท้ในไทยนี่เอง!!!!

ที่มา.thaifreenews.

โดย : ป้าพลอย


ช่วงวันหยุดนี่มีเวลาเข้าไปอ่านในเว็บไทยบ่อยเข้า เพิ่งออกมาจากเว็บประชาไทยไปเห็นข่าวคนมาตั้งกระทู้แล้วมันคันมือ เอาข่าวว่าคุณทักษิณมีเงินในแบงค์แค่ 500 ล้านแถมยังเขียนอีกว่าทาง สวิส และ อังกฤษ อายัด
เงินคุณทักษิณจนคุณทักษิณเงินหมด ข่าวบ้องตื้นนี้มันเกิดขึ้นในไทยไม่เว้นแต่ละวันอะพิโธ่อะพิถังเชื่อกันเป็นตุเป็นตะเลยหนอ อ้ายพวกชอบแหกตาชาวบ้านปล่อยข่าวทำลายคุณทักษิณมันช่างน่าเบื่ออ่านแล้วต้องหัว

เราะ แบงค์ต่างประเทศที่จะยึดทรัพย์ผู้ใดต้องมีหลักฐานมัดอย่างแน่นหนาและชัดเจนไม่ใช่ใครไปบอกแบงค์ว่านายคนนี้โกงขอให้อายัดเงินของนายคนนี้แบงค์ต่างประเทศไม่มีทางทำ ยิ่งแบงค์สวิสที่มีคนรวยๆทั่วโลกฝากใว้ไม่มีทางทำกับลูกค้าอย่างนี้แน่นอนเขารักษาความลับและกฏระเบียบต่อลูกค้าของแบงค์ แบงค์สวิสเป็นที่เชื่อถือทั่วโลกส่วนใหญ่คนรวยๆทั้งสิ้นที่ฝากใว้กับแบงค์สวิสเนื่องจากปลอดภัย คนไทยที่ร่ำรวยมา

ฝากที่แบงค์สวิสหลายคนไม่อยากเอ่ยชื่อ ฉะนั้นอ้ายข่าวบ้องตื้นทุเรศๆทำไมมันจึงเกิดขึ้นบ่อยจัง หากข่าวความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณในต่างประเทศไม่มีออกอ้ายข่าวบ้องตื้นนี้พวกไม่หวังดีกับคุณทักษิณมันเขียนขึ้นมาเองอย่างผิดๆที่ว่าแบงค์สวิสอายัดเงินคุณทักษิณฮ่วยแตกขอด่าทีเถอะไม่รู้กฏระเบียบแบงค์ต่าง
ชาติแล้วเสือกให้ข่าว เรื่องเกี่ยวกับแบงค์ที่ว่าเงินคุณทักษิณหมดนี่คงมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทำลายความเชื่อถือ

คุณทักษิณอีกเป็นแน่ แหมมนุษย์จังไรพวกนี้ไม่รู้ว่ามันจะจองร้างจองผลาญคุณทักษิณไปถึงใหน แล้วคนไทยบางคนก็ชอบนำข่าวผิดๆมาเผยแพร่ต่ออีกซะด้วย รู้อะไรที่ไม่แน่ใจไม่ควรเอามาเล่าต่อคนฝรั่งเขาโกรธ
เพราะเรื่องที่ยังไม่ได้พิศูจน์ว่าเท็จหรือจริง ถ้าเรื่องว่าแบงค์ต่างประเทศอายัดเงินคุณทักษิณไม่ว่าที่ประเทศอังกฤษหรือประเทศสวิสไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด ถามลุงว่าเป็นไปได้มั๊ยลุงบอกว่าโนเป็นไปไม่ได้เพราะมันไม่ใช่

ธุระของแบงค์ที่จะรับรู้ว่าเงินของลูกค้าแต่ละคนเป็นเงินที่ได้มาอย่างไร? และไม่มีสิทธิ์ที่จะไปอายัดเงินลูกค้า คิดว่าแบงค์ในประเทศไทยก็เช่นกันเพราะมันเป็นกฏหมายสากล แล้วที่อ้ายพวกที่โกงกินรวยเป็นร้อยๆล้านในไทยแบงค์ในไทยถามหรือเปล่าได้เงินมาจากใหน? ข้าราชการ นักการเมือง นายพลทั้งหลายที่กินเงิน
เดือนแต่ละเดือนทำไมมีเงินฝากเป็นร้อยล้าน แบงค์ในประเทศไทยก็ไม่เคยไต่ถามว่าเงินนี้เจ้าได้มาจากที่ใด

หนอ ฉะนั้นในต่างประเทศเขาก็ไม่สนใจว่าเงินที่คุณเอามาฝากได้มาจากที่ใดจะโกงเขามาหรือวิ่งราวเขามามันไม่ใช่เรื่องของคนทำงานแบงค์ที่จะต้องรู้และคนทำงานในแบงค์ก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของลูกค้าที่นี้ชัดเจนหรือยังข่าวเกี่ยวกับคุณทักษิณที่ว่าโดนแบงค์อายัดเงิน ขอยืนยันนั่งยันว่าไม่มีทาง หากยังข้องใจเดี๋ยวจะไปถามแบงค์สวิสด้วยตนเองเพราะก็เป็นลูกค้าว่าอ้ายข่าวบ้องตื้นนี้ทำลายชื่อเสียงแบงค์สวิสเขา

การที่แบงค์สวิสจะอายัดทรัพย์สินเงินทองของใครต้องเห็นพ้องจากกฏหมายโลกที่กรุงเดนฮากดังเช่นกรณี
ประธานาธิปดี ฟอร์ดินัน มาก๊อต แห่งฟิลิบปินส์ที่คอรับชั่นถูกฟ้องและอายัดเงินทุกอย่างมีหลักฐานมัดตัว
นายมาก๊อตดิ้นไม่หลุด แต่คุณทักษิณถูกฟ้องเรื่องที่ดินในประเทศไทยไง๋แบงค์ต่างชาติจะอายัดเงินคุณทักษิณ
มองไม่ออกมันไม่เกี่ยวกันเลย และไม่มีทางเลยด้วย เงินเจ็ดหมื่นล้านกว่าบาทตอนนี้กำลังถูกอายัดในไทยนี่ซิ

เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ในต่างประเทศ แหมมันช่างสอดคล้องปล่อยข่าวได้ดีจริงๆและปล่อยข่าวในช่วงเดียวที่ศาลไทยอายัดเงินคุณทักษิณเสียด้วย แก้เขินหรือไงที่ไปยึดทรัพย์เขาทั้งที่เป็นของเขาแท้ๆเลยป้ายสีเป็นต่างประเทศอายัดเสียงั้นแหละ ตาสว่างกันหรือยังกับการมั่วนิ่มให้ข่าวที่แท้พี่ไทยเองนั่นล่ะที่อายัดเงินคุณทักษิณไม่ใช่ต่างประเทศ มุขนี้เด็ดจริงๆตอแหลจับได้คาหนังคาเขาเลย แล้วนี่จะโกหกพกลมอะไรต่อไปอีก


เวรกรรมไทยแลนด์


ป้าพลอย

.

วันศุกร์, ธันวาคม 26, 2551

ไปทำอุบาทว์ที่อุบล “เทพเทือก ท้ายครัว” เจอดี 'กลุ่มชักธงรบ' โผล่ไล่กลางโรงแรมดัง รปภ.ต้องหิ้วออกด้านหลัง หนีพ้นหวุดหวิด

ที่มา .thaifreenews.
โดย : NEWS


ไปทำอุบาทว์ที่อุบล “เทือก ท้ายครัว” เจอดี 'กลุ่มชักธงรบ' โผล่ไล่กลางโรงแรมดัง รปภ.ต้องหิ้วออกด้านหลัง หนีพ้นหวุดหวิด ถึงขนาด 'ผวจ.-ผู้การฯ' ต้องออกโรงมาขอร้อง แต่เจอขู่ถ้ามาอีก เจอกันแน่!



วันที่ 26 ธ.ค. 2551 เวลา 14.15 น. ที่หน้าโรงแรมลายทอง อ.เมือง อุบลราชธานี มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 50 คน นำโดยนายธีระภัทร วัชรพล หรือ “ดีเจต้อย” แกนนำ “กลุ่มชักธงรบ” ซึ่งเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มารวมตัวหน้าโรงแรม พร้อมชูป้ายประท้วง และขับไล่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาทำภารกิจส่วนตัวที่อ.พิบูลมังสาหาร เมื่อช่วงเช้า และแวะเข้ามารับประทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมดังกล่าว

ทั้งนี้เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงชุดแรกประมาณ 20 คน เดินทางมาถึง หน่วยรักษาความปลอดภัยของนายสุเทพ ได้นำตัวนายสุเทพ เดินออกไปทางด้านหลังของโรงแรมที่เป็นลานจอดรถ และนำขึ้นรถตู้สีขาว ตามด้วยรถสปอตไรเดอร์สีเขียว คอยคุ้มกันมารับนายสุเทพ ออกไปจากโรงแรม โดยชาวบ้านกลุ่มเสื้อแดงพยายามวิ่งไล่ แต่ตามไม่ทัน จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงได้มารวมตัวที่หน้าโรงแรม ตะโกนด่าทอนายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบของ สภ.เมืองอุบลราชธานี มาคอยควบคุมดูแลความสงบ

ต่อมา นายชวน ศิรินันท์พร ผวจ.อุบลราชธานี และพล.ต.ต.สมพิศ ชนะมี ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี ได้รุดเข้ามาเจรจาขอร้องไม่ให้ชาวบ้านเสื้อแดงสร้างความวุ่นวาย แม้จะไม่พอใจ แต่ก็สลายตัวไป พร้อมขู่ว่าจะเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของนายสุเทพถ้าจะมาอุบลราชธานีอีก เพราะถือเป็นพวกโจรปล้นส.ส.ของพรรคอื่น

.

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 25, 2551

สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่การปฏิวัติ ประชาธิปไตยทุนนิยม

โดย สุรชัย แซ่ด่าน

สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่การปฏิวัติ ประชาธิปไตยทุนนิยม




ที่มา http://www.cbnpress.com/


สภาพการณ์ของสังคมไทยปัจจุบันที่เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้คนไทยโดยทั่วไปงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทยและทางออกจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะเข้าใจเพียงว่าเพราะ พตท.ทักษิณ ชินวัตร์ พรรคไทยรักไทยที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพรรคพลังประชาชนฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายหนึ่ง ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน จนก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกในหมู่ประชาชน ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ที่ลึกไปกว่านั้นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ จึงต้องทำความเข้าใจเพื่อจะได้ไม่วิตกกังวลและหาทางออกได้ถูกต้อง


"


สภาพการณ์ทางสังคมและการเมืองไทยมองย้อนกลับไปในอดีตกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปรากฏการณ์ที่เป็นภาพที่คนโดยทั่วไปเข้าใจ คือนักศึกษาและปราชาชนผู้รักประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการณ์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่เนื้อแท้จริงของเหตุการณ์จะมองไม่เห็น

จริงๆแล้วเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยม ยืมมือ นักศึกษาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยโค่นล้มกลุ่มเผด็จการณ์ทางการทหารที่มีอำนาจโดดเด่น จนถูกหวาดระแวงว่าจะเป็นอันตรายต่อกลุ่มอนุรักษ์นิยม ดังตัวอย่างในหลายประเทศในโลกที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือว่าเป็นการสิ้นยุคของระบอบเผด็จการอำนาจนิยมทางการทหารต่อจากนั้นการเมืองยุคทหารก็ค่อยๆลดระดับลง

แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยประชาชนแต่กลายเป็นทุนนิยมไทยที่ได้รับการปลดโซ่ตรวนจากระบอบเผด็จการทหาร ทำให้ทุนนิยมไทยเริ่มสะสมทุน ขยายทุน และเข้าสู่การเมือง ตั้งพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มต้นการเมืองยุคทุนนิยม

ในขณะนั้นฝ่ายซ้ายที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย (พคท) ก็ได้เข้มแข็งเติบใหญ่ขึ้นจากกระแสอินโดจีนและการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ปลอดภัยจากผู้นำเผด็จการทหาร เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยจากขบวนการฝ่ายซ้าย จึงร่วมมือกับฝ่ายทุนนิยมและจักวรรดินิยมอเมริกา ใช้แผน “ขวาพิฆาตซ้าย” จนก่อกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น ทำให้นักศึกษาและประชาชนฝ่ายซ้ายจำนวนมากต้องหลบหนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท)

ต่อมาเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเกิดวิกฤตศรัทธาในฝ่ายสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท) ก็ตกต่ำจนหมดสภาพที่จะนำการปฏิวัติกลุ่มอนุรักษ์นิยมจึงปลอดภัยจากขบวนการฝ่ายซ้าย

ครั้นมาถึงปัจจุบัน เมื่อทุนนิยมไทยได้สะสมทุนและขยายทุนจนใหญ่โตขึ้นอีกทั้งโลกก็ได้พัฒนาเข้าสู่ยุค “ทุนโลกาภิวัตน์” ในประเทศไทยก็เกิดกลุ่ม “ทุนนิยมใหม่” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพรรคการเมืองใหม่ชื่อ “ไทยรักไทย” มีทิศทางและนโยบายสอดคล้องกับยุคสมัยก้าวหน้ากว่าพรรคการเมืองทุนนิยมเก่า และพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป) ความตอบรับของประชาชนจึงมีมากพรรคจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และหัวหน้าพรรคคือ พตท.ทักษิณ ชินวัตร์ ก็มีความโดดเด่นถึงขั้นจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ปัญหาจึงเกิดขึ้น

เพราะกลุ่มอนุรักษ์นิยมเริ่มหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ ดังนั้นขบวนการจัดตั้งต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น เพื่อโค่นล้มทำลาย พตท.ทักษิณ ชินวัตร์ และพรรคไทยรักไทย นี้แหละคือสภาพการณ์ที่แท้จริงของสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบัน

เมื่อทราบเนื้อแท้ของปัญหาแล้วก็จะต้องวิเคราะห์ว่า สถานการณ์จะก้าวไปอย่างไรและจุดจบของปัญหาจะลงเอยอย่างไร ก็ต้องพิจารณาทฤษฎีสังคมการเมืองและกฎวิวัฒนาการทางสังคม โดยศึกษาจากประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ในโลกที่ผ่านมาและวิเคราะห์ว่าสังคมไทยเวลานี้ดำรงอยู่อย่างไร

ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า สังคมไทยได้ก้าวพ้นจากสังคมด้อยพัฒนาแล้วหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงปัจจุบันน่าจะเรียกได้ว่า “เป็นสังคมกำลังพัฒนาขั้นสูง กำลังก้าวสู่ความเป็นสังคมที่พัฒนาแล้วเข้าสู่ความเป็นสากล” แต่เนื่องจากสังคมไทยอยู่ในสภาพพิกลพิการจึงไม่อาจก้าวสู่ความเป็นสากล

เป็นสังคมที่พัฒนาแล้วได้เนื่องจากขั้นตอนการพัฒนาติดขัดเพราะในขณะที่เศรษฐกิจและสังคมกำลังก้าวสู่ยุคทุนโลกาภิวัตน์ แต่โครงสร้างทางอำนาจไม่ว่าเป็นตำรวจ ทหาร ศาล ระบบราชการต่างๆ ยังอยู่ในมือกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพราะประเทศไทยยังไม่ผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม ปรากฏการณ์ “กลุ่มพันธมิตร” และเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 เป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนคือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมในการโค่นล้มรัฐบาล เวลานี้จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมกับกลุ่มทุนนิยมใหม่

สถานการณ์จึงก้าวเข้าสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมที่กลุ่มทุนนิยมใหม่จะเป็นผู้นำการปฏิวัติเพื่อช่วงชิงโครงสร้างทางอำนาจจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม จุดแตกหักจะเริ่มขึ้นต่อเมื่อใดที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมช่วงชิงความเป็นรัฐบาลจากปัจจุบัน (เปลี่ยนขั้ว) อย่างไม่ชอบธรรมไปเป็นรัฐบาลภายใต้กลุ่มอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ตามขบวนการต่อสู้อาจจะออกมาในรูป “แนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน” (นปช) หรือเป้าหมายอาจจะรุนแรงกว่านี้ก็ได้ และอาจถึงขั้นมีการจัดตั้งกองกำลังอาวุธเป็นป่าประสานเมืองและประสานกับคนไทยต่างประเทศเป็น ขบวนการแนวรบสามประสาน ก็เป็นได้

นี้คือคาดการณ์ตามการวิเคราะห์ในเชิงวิตกของผู้เขียน ซึ่งอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ จริงๆก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่จากทฤษฎีการปฏิวัติจากระบอบสังคมศักดินาสู่ระบอบประชาธิปไตยทุนนิยม ตัวอย่างแรกคือการปฏิวัติฝรั่งเศษและตัวอย่างล่าสุด คือการปฏิวัติในประเทศเนปาลเป็นกรณีศึกษาที่เราคนไทยจะต้องพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางลดความรุนแรงและการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ให้การเปลี่ยนแปลงใช้ทฤษฏี “เปลี่ยนผ่าน” แทนการใช้ทฤษฏี “โค่นล้ม” สภาพการณ์ที่คนในชาติแตกแยกอย่างรุนแรงในขณะนี้ เกิดจากการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมกับกลุ่มทุนนิยมใหม่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มอนุรักษ์ยมเท่านั้น

ดังนั้น การแก้ปัญหาจะต้องพิจารณาว่าในความขัดแย้งนี้กลุ่มใหนเป็นด้านหลักของความขัดแย้ง และจะแก้อย่างไร ที่ผ่านมาสื่อมวลชนมากมาย นักวิชาการและบุคคลต่างๆอาจไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจโดยโยนปัญหาไปที่รัฐบาลว่าเป็นด้านหลักของความขัดแย้ง การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่รัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภาซึ่งที่ผ่านมา ทั้งนายกฯ ลาออก ยุบสภาถูกยึดอำนาจ และกระทั้งนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ถูกปลดออก เหตุการณ์ก็ไม่ยุติ จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ด้านหลักของความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล แต่อยู่ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่หนุนหลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเป็นด้านหลัก

ทางออกของการแก้ปัญหาก็คือกลุมอนุรักษ์นิยมจะต้องยอมรับความจริงยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก ค่อยๆปล่อยมือจากโครงสร้างทางอำนาจ ปล่อยให้ใครกลุ่มใหนก็ตามเมื่อได้รับการเลือกจากประชาชนมาเป็นรัฐบาลได้มีอำนาจอย่างแท้จริง ส่วนการทุจริตและความไม่โปร่งใสต่างๆ ระบอบประชาธิปไตยจะค่อยสะสางขัดเกลาโดยตัวของมันเอง จะต้องมุ่งที่จะให้การศึกษายกระดับจิตสำนึกของประชาชนให้สูงขึ้นแทนที่จะโค่นส้มทำลายล้างกัน การถ่ายเทโครงสร้างทางอำนาจอยาสงปฏิรูปค่อยเป็นค่อยไปอย่างเปลี่ยนผ่านจะทำให้ไม่เกิดความรุนแรงแต่ถ้าไม่เป็นไปเช่นนี้ก็จะเป็นการต่อสู้กันเพื่อเปลี่ยนแปลงแบบ “โค่นล้ม” เป็นการปฏิวัติอย่างรุนแรง พลิกฟ้าคว่ำดิน ความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนก็จะใหญ่หลวง “สงคราม” หรือ “สันติภาพ” อยู่ที่การตัดสินใจของกลุ่มด้านหลักของความขัดแย้ง

โลกต้องพัฒนาไปข้างหน้า สังคมไทยก็ต้องพัฒนาไปข้างหน้าตามการพัฒนาของโลก การคิดถูกต้องและการตัดสินใจที่ถูกต้องคือการคิดและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลก ฝากข้อคิดข้อเขียนนี้ให้ประชาชนคนไทยพิจารณาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วย


.

ช่างน่าขำ ศักดินาอำมาตย์ ต้องการหยุดสังคมไทยไว้ที่ปลายยุคเกษตรกรรม

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

ที่มา .thaifreenews.

ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ลัทธิเศรษฐกิจและการเมืองมาพอสมควรทีเดียว จนได้ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศยุโรปว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านจากยุคเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม คนชั้นล่างที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจะต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อบวกเข้ากับลัทธิระบอบประชาธิปไตย ที่เน้นการเข้าสู่อำนาจรัฐโดยวิธีการเลือกตั้ง ในที่สุดแล้ว คนชั้นล่างที่มีจำนวนมากกว่า และเกิด "จิตสำนึกทางการเมือง" ขึ้น พวกเขาจะใช้สิทธิในการโหวต ลงคะแนนออกเสียงเลือกพรรคที่ให้ประโยชน์แก่พวกเขามากที่สุด และจะเลือกผู้แทนของเขาอย่างเป็นกลุ่มก้อน เพื่อให้มีพลังในการดำเนินนโยบายต่างๆ ตามที่คนรากหญ้าต้องการ ซึ่งก็คือนโยบายที่โปรคนรากหญ้าต่างๆ เช่น นโยบายประชานิยม หรือ นโยบายพวก Social Safety Net ต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้เห็นในประเทศตะวันตกต่างๆ

คนชั้นล่างในช่วงแรกจะออกเสียงลงคะแนนตามระบบอุปถัมภ์คือ เลือกตัวบุคคลมากกว่าเลือกพรรคเพราะในยุคเกษตรกรรม คนชั้นล่างมีความผูกพันกับระบบอุปถัมป์มาแต่เดิมในสังคมเกษตรกรรม ความต้องการในชุมชนยังคงมีเพียงพวกโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน โรงเรียน ไฟฟ้าเป็นต้น นโยบายรัฐบาลยังไม่มีผลกระทบต่อคนรากหญ้ามากเท่าใดนั้น หากฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำไร่ไถ่นาได้ คนก็ไม่เดือดร้อนเท่าใดนัก สส.ที่สามารถนำความเจริญเข้าหมู่บ้าน ชุมชนได้ ชาวบ้านจะเลือกเข้าไปเพื่อทำสิ่งเหล่านี้

แต่เมื่อสังคมพัฒนาไปมากขึ้น ประเทศเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น ลูกหลานของชาวนาเหล่านี้อพยพเข้ามาทำงานในเมือง ในช่วงแรกๆ ก็เป็นการเข้ามาหางานทำตามฤดูกาล พอถึงฤดูทำนา ลูกหลานคนชนบทเหล่านี้ก็กลับไปทำนากับพ่อแม่ พ้นหน้านา ก็เข้าเมือง เป็นอยู่อย่างนี้ จนเกิด Generation ที่สองคือลูกของคนเหล่านี้ที่มักเกิดขึ้นในเมืองอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ไม่กลับไปทำนาอีกแล้ว โครงสร้างสังคมก็เปลี่ยนไป

เมื่อประเทศเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น คนเดินทางไปมาระหว่างชนบทกับเมือง ความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมป์เดิมเสื่อมลงไป คนกึ่งชนบทกึ่งเมืองเหล่านี้ไม่ได้ผูกพันอยู่กับระบบเดิมอีกต่อไป

ดังนั้น พวกเขาก็จะเกิดการเรียนรู้ว่า การเลือกตั้งนั้นมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา พวกเขาก็จะค่อยๆ ออกเสียงเลือกระบบพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคล เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง สมมุติว่าเป็น X ปี พฤติกรรมการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสังคม สัดส่วนของคนที่เลือกพรรคมีมากกว่าเลือกบุคคลในระบบอุปถัมป์ สุดท้ายระบบการเมืองแบบพรรคใหญ่จะเกิดขึ้น

คนชนบทต้องการนโยบายที่เราเรียกกันว่าแนวทางเสรีนิยมหรือ Liberal ซึ่งสุดท้ายพรรคการเมืองแนว Liberal ที่เน้นให้คนชั้นล่างเข้ามามีส่วนทางสังคม มีรัฐสวัสดิการ หรืออื่นๆ เป็นต้น ก็จะชนะเลือกตั้งจนได้

ในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน คนชั้นนำที่เคยมีอำนาจในสังคมเดิม จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายอาจเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ในหลายประเทศ เช่นเหมือนอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่า Glory Revolution ซึ่งในยุคของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ที่ตั้งตัวเป็น Lord Protector of England (สมัยนั้นยังไม่มีระบอบประธานาธิบดี) จนยุคนั้นอังกฤษว่างกษัตริย์ถึง 5 ปี ทีเดียว นั้นคือ สงครามการเปลี่ยนผ่านของสังคมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ซึ่งในที่สุดมันก็ไม่มีใครสามารถต่อต้านการเปลี่ยนแปลงได้ พรรคแนวทางเสรีนิยม ก็ต้องเข้ามาแทนที่กลุ่มอำนาจเดิมอยู่ดี มันคือพัฒนาการทางสังคม

บางประเทศก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ได้ดี เพราะ “คนชั้นนำ” รู้จักปรับตัวและเข้าใจ “สัจธรรม” การเปลี่ยนแปลงของสังคม และไม่ต่อต้าน ซึ่งประเทศแบบนี้ก็จะโชคดีไม่เกิดสงครามกลางเมือง เพราะไม่ว่าจะอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็ต้องชนะอยู่วันยังค่ำ คนชั้นนำ อาจต้านทานได้ชั่วเวลาหนึ่ง แต่มันเป็นแค่ปัญหาของเวลาเท่านั้น แต่พวกเขาหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ประเทศต่างๆ ในยุโรปก็เผชิญสภาพเช่นนี้เหมือนกัน คือ สังคมมันเปลี่ยนผ่านระบบเลือกตั้ง ทำให้อำนาจไปตกอยู่ในมือประชาชน ในช่วงแรกประชาชนยังไม่มีการเรียนรู้ ก็จะขายสิทธินี้ของตน เกิดระบบการซื้อเสียงเป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป X ปี สุดท้ายก็เกิดการเรียนรู้จนได้

เมืองไทย "คนรากหญ้าของไทย" ได้เรียนรู้ไปแล้ว โดยใช้เวลาตั้งแต่ปี 2475-2540 ในการพัฒนาการเรียนรู้ และสุดท้ายในยุคทักษิณที่คนรากหญ้าตระหนักในอำนาจของตนก็มาถึง
แม้ว่าจะมี "อำนาจทางจารีต" ที่บังเอิญค่อนข้างแข็งในเมืองไทย มากกว่าอังกฤษช่วงนั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ ในช่วงปี 2549

แต่ผมไม่เชื่อว่า "ปฏิกิริยาย้อนกลับ" นี้จะสามารถ หยุดยั้งวิวัฒนาการได้ อย่างมากก็ย้อนกลับได้ชั่วคราว ผมไม่เชื่อว่าสังคมไทยที่ "เรียนรู้ไปแล้ว" จะหยุดนิ่งอยู่ที่ปี 2551 ได้

ผมคิดแล้วช่างน่าขำจริงๆ ที่พวกเขาจะหยุด "สังคมไทยไว้ที่ปลายยุคเกษตรกรรม” ตลอดไป ซึ่งก็คือการต่อต้านทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมอย่างแท้จริง ผมมั่นใจว่า อย่างมากก็หยุดได้ "เท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของอำนาจทางจารีต" นั่นแหละครับ เหลือไม่กี่ปีหรอกครับ

การมองข้ามพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ปลายขอบฟ้า แล้วเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม นั่นคือผู้นำที่มีอัจฉริยะภาพสูงส่ง ประเทศไทยเผชิญปัญหาวิกฤติเช่นนี้มาแล้วนาสมัยปลายรัชกาลที่ 3 ที่สังคมในระดับโลกและภูมิภาคเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่สังคมไทยยังตกอยู่ในสังคมแบบจารีต โครงสร้างสังคมยังเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งก็คือยุคกลางหรือยุค Medieval ของยุโรปแบบที่เราเห็นในหนังเรื่อง Brave heart นั่นเอง

แต่โชคดี รัชกาลที่ 4 ไม่ได้ครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 2 ต้องหนีราชภัยไปบวช 27 ปี ช่วงที่บวชอยู่นั้น ท่านได้ติดต่อแลกเปลี่ยนกับฝรั่งมิชชันนารีและเรียนภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตก ทำให้โลกทรรศน์ของท่านเปลี่ยนไป “หลุดพ้นจากยุคกลางโดยสิ้นเชิง” ท่านมองเห็นพายุการเปลี่ยนแปลงที่ปลายขอบฟ้า และเตรียมตัวปรับเปลี่ยนประเทศไทยทันทีที่ท่านมีอำนาจและปลูกฝังให้ ร.5 ดำเนินการปรับเปลี่ยนสังคมไทยต่อมา

เราไม่เห็น “อัจฉริยภาพ” ของคนที่มองข้ามไปที่ปลายขอบฟ้าได้อีกแล้วในยุคนี้

พวกเขากับทำแบบสมัยปลายรัชกาลที่ 3 คือพยายามต่อต้านการเปลี่ยนแปลงรักษาสังคมเดิมไว้ สุดท้ายก็ไม่ต่างจากประเทศต่างๆ รอบประเทศไทย คือ โดนยึดเป็นเมืองขึ้น ราชวงศ์สูญสลายไปหมดสิ้น

ผมรู้สึกว่าทักษิณ ชินวัตร คือคนหนึ่งที่สามารถมองข้ามปลายขอบฟ้าไปได้ แต่เขาไม่มีพลังเพียงพอที่จะนำสังคมรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ จนถูกอำนาจทางจารีตทำร้ายเอาอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดแล้ว เชื่อเถอะว่า สังคมต้องหมุนข้ามจุดนี้ไปจนได้ และทักษิณหากไม่ตายไปก่อนก็จะชนะในที่สุด

.

รัฐบาล"ไอ้บ้ามาร์ค" หาเงินเข้าพรรคด้วยวิธี ขอเงินภาษีประชาชนแบบนี้แล้วหรือ

ที่มา .pantip.


หาเงินเข้าพรรคด้วยวิธี ขอเงินภาษีประชาชนแบบนี้แล้วหรือ

บ่นกันทั้งบริษัท เห็นแล้วมันอะไรกันนักหนาจาก Sms ก็ไม่รู้ได้เท่าไหร่ นี่มีในแบบฟอร์มแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีกหรือนี่

.

วันอังคาร, ธันวาคม 23, 2551

จตุพรซัด 'กษิต' กวนเท้า ท้าทายความรู้สึก จวก!แค่มี “นายกรัฐมนตรีหนีทหาร” ก็ทุเรศเต็มทีแล้ว!

ที่มา .thaifreenews.

โดย : NEWS


จตุพร” ด่า “กษิต” กวนเท้า หลังให้สัมภาษณ์ท้าทายคามรู้สึกคนไทย ที่ปิดสนามบินสนุกมาก อาหารอร่อย-ดนตรีไพเราะ จี้ “มาร์ค” เร่งปลดพ้นเก้าอี้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่า “สมคบคิด” ให้ทำความผิด บี้ตร.ต้องเอาผิด เพราะเป็นคำสารภาพมัดฐานก่อการร้าย


วันที่ 23 ธ.ค. 2551 เวลา 13.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตามที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินนั้นสนุกมาก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ เป็นบรรยากาศดีที่น่าจดจำ ถือเป็นการท้าทายความรู้สึกคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเห็นว่าการปิดสนามบินเป็นเรื่องเลวร้าย ตนถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ต้องออกมาแสดงจุดยืน หากนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย ก็ให้นายกษิต ดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศต่อไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมที่ท้าทายความรู้สึกคนไทย หรือเรียกว่า “กวนเท้า” โดยสร้างความทุกข์ให้กับคนไทยทั้งประเทศ ก็ให้ขอนายอภิสิทธิ์ ปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ ถ้าไม่ดำเนินการ คนในสังคมก็ไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้ นอกจากจากแสดงให้เห็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยและสมคบให้ทำความผิด

“แทนที่รัฐบาลจะไปเคลียร์ความรู้สึกประชาชน กลับไปแต่งตั้งหนึ่งในผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินมารับตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ แค่มีนายกรัฐมนตรีหนีทหารก็ทุเรศเต็มทีแล้ว แต่นายกษิตสร้างความเสียหายให้ประเทศแล้วยังมายโสโอหัง ซึ่งคนชั่ว คนไม่ดี ไม่มีสิทธิบริหารประเทศนี้แม้แต่วันเดียวและผมถามว่านายกษิต จะรับผิดชอบต่อกรณีที่เคยประกาศท้าทายจะยึดปราสาทเขาพระวิหารอย่างไร”นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับการนัดชุมนุมหน้ารัฐสภาจะเป็นการชุมนุมที่ ส.ส.จะเข้าไปทำหน้าที่ได้ ส่วนที่มีนายตำรวจฉายา “นวยทนได้” ระบุว่าการชุมนุมหน้ารัฐสภาเป็นคดีกบฏนั้น ตนถามว่าตำรวจได้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯแล้วหรือยัง วันนี้คนเสื้อแดงกำลังจะพิสูจน์ว่ากฎหมายบ้านเมืองนี้มีสองมาตรฐานหรือไม่ และถามว่าการที่นายกษิต ออกมาให้สัมภาษณ์สารภาพผิดมัดตัวเองว่าร่วมก่อการร้ายขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างไร ถ้าตำรวจไม่ทำอะไรก็คงถึงคราวที่เราต้องทำอะไรกันบ้างแล้ว และ สตช.ก็คงอยู่ยาก และถ้าจะอยู่กันอย่างมีความสุขไม่ได้ก็อย่าอยู่เลย

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับการอภิรายนโยบายรัฐบาลนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางตัวทีมอภิปราย ซึ่งแยกรับผิดชอบแต่ละประเด็นไป แต่หลักๆแล้วจะเป็นประเด็นที่นายอภิสิทธิ์หลบหนีการเกณฑ์ทหาร และกรณีที่นายกษิต นอกจากนี้ยังการเข้าสู่ตำแหน่งรมว.กลาโหม ของพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณด้วย ซึ่งเป็นการแทรกแซงการแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเทียบเชิญถึงค่าย ร.1 พัน 1 รอ. ซึ่งในวงประชุมมีนอกจากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบกแล้วยังมีพล.อ.ประวิตร รวมอยู่ด้วย และใครๆก็ทราบดีว่าพล.อ.ประวิตรเป็นมันสมองในการวางแผนยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย.

“มาร์ค” อ้อมแอ้มเรื่องกษิต แต่ยืนยันดำเนินการตามกฎหมายกับพวกที่ปิดสนามบิน

เวลา 12.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศจนทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นตัวตลก โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ว่าการปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุกว่า ตนได้พูดชัดเจนแล้วว่านโยบายรัฐบาล คือการรักษากฎหมาย เพราะฉะนั้นการกระทำใดๆที่เกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินจะต้องนำข้อเท็จจริงออกมา และทางเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา

“ส่วนการแสดงความคิดเห็นของรมว.ต่างประเทศนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการตอบคำถามหรือบริบทใด”นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่า จะเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องการแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้ย้ำไปแล้วว่าการแสดงความคิดเห็นของรัฐมนตรีทุกคนจะต้องคำนึงถึงนโยบายและจุดยืนของรัฐบาลที่กำหนดเป็นภาพรวม หากไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องดำเนินการต่อไป

ก่อนหน้านี้ "เดลี่ เทเลกราฟ" รายงานว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้กล่าวต่อบรรดาทูตต่างประเทศประจำเมืองไทยและผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทูตเหล่านี้ โดยบอกว่าการเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเรื่องสนุกมาก เพราะอาหารก็อร่อย แถมดนตรีก็เยี่ยม พร้อมทั้งกล่าวปกป้องกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า อยากขอเหล่าทูตมองกลุ่มพันธมิตรฯว่าเป็นการผลักดันกระบวนการความเป็นประชาธิปไตยของไทยไปข้างหน้า และเราควรจะมีอยากสุขว่าเป็นครั้งแรก ที่มีประชาชนธรรมดาออกมาแสดงพลังอย่างเต็มที่เพื่อคัดค้านการคอรัปชั่น โดยหากสังคมยังคงต้องเปลี่ยนแปลง สังคมก็จำเป็นจะต้องแลกกับการสูญเสียบ้าง

ทั้งนี้ เดลี่ เทเลกราฟ ระบุว่า เหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 350,000 คนต้องติดอยู่ในเมืองไทย ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง และประเมินว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะทำให้คนตกงานกว่า 1 ล้านคน ขณะที่นายกษิตมีหน้าที่จะต้องฟื้นภาพลักษณ์ของเมืองไทยต่อนานาชาติ แต่มันไม่ได้ช่วยให้เกิดขึ้น เพราะเขาเคยเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตร และยังคงเป็นอยู่
.



.

วันจันทร์, ธันวาคม 22, 2551

ชมรมคนรักอุดรฯ ทำพิธีเผาศพ “อภิสิทธิ์” ประกาศรวมตัว ปชช. 10,000 คนลงกทม.ในวันที่ 28 ธ.ค.2551 นี้

ที่มา.thaifreenews.
โดย : NEWS




วันนี้ (22 ธ.ค.) เวลา 09.00 น.ที่สถานีวิทยุ คลื่น 97.50 MHz ชมรมคนรักอุดร ชุมชนเหล็ก ซอย 9 ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมคนรักอุดร ได้อ่านแถลงการณ์การประกาศจุดยึดและแนวทางในการเคลื่อนไหว ซึ่งมีสมาชิกเสื้อแดงจำนวน 200 คน และสื่อมวลมาร่วมรับฟังการอ่านแถลงการณ์ดังกล่าว

นายขวัญชัย กล่าวถึงแนวทางในการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า มีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.ชมรมรักอุดรจะยึดมั่นและเทิดทูนในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จะต่อต้านการกระทำทุกรูปแบบที่มุ่งทำลายสถาบันหลัก 2.ชมรมคนรักดกอุดรจะต่อต้านการรัฐประหารซ่อนรูป ที่มาจากกลุ่มอมาตยาธิปไตย ร่วมกันกับกลุ่มอำนาจทางทหาร และกลุ่มอำนาจทางทหารและกลุ่มอำนาจทางการเมืองบางกลุ่ม และจะเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยยุบสภาและจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

และ 3.ชมรมคนรักอุดร จะสร้างเครือข่ายผู้ร่วมอุดมการณ์ในทุกภูมิภาค ให้มีความสามัคคี ปรองดอง เป็นปึกแผ่น จนเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง ร่วมเคลื่อนไหว ต่อต้านผู้ทำลายประธิปไตยของชาติ

นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้โทรศัพท์มาหาตน โดยขอบคุณที่เปิดเวทีปราศรัย ในวันที่ 13 ธ.ค.2551 ณ ข้างสวนสาธารณะหนองประจักษ์ หน้าศูนย์ป้องกันสาธารณภัย(ดับเพลิง) ที่ให้การสนับสนุน ให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็แพ้เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคที่ให้การสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีระ

อย่างไรก็ตาม นายขวัญชัยย้ำว่าจะสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ตลอดไป และหาก พล.ต.อ.ประชา เดินทางออกมาที่อุดรฯ ทางชมรมคนรักอุดรจะเดินไปรับพร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ

นายขวัญชัย กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ทางชมรมฯ พร้อมให้การสนับสนุนนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ที่ลงสังกัด พรรคเพื่อไทย แทนนายอุทัย แสนแก้ว น้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว อดีต รมช.เกษตรและสหการณ์ (ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เพราะพรรคพลังประชาชนถูกยุบด้วยข้อหาโกงเลือกตั้ง) ลงสมัคร เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคไม่ครบข้อกำหนด 90 วันตามเงื่อนของการลงสมัคร ส.ส.พรรคนั้น

นายขวัญชัย ระบุว่า ได้มีประชาชนมาลงชื่อจำนวนนับ 10,000 คน แจ้งจำนงค์ ที่เคลื่อนกองทัพประชาชน ลงไปที่กทม.สนามหลวงในวันที่ 26 ธ.ค. ร่วมกับคนที่อุดมการณ์การเดียวกันในกลุ่มเสื้อแดง เพื่อเคลื่อนขบวนต่อไปยังรัฐสภา ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 คืนอำนาจให้กับประชาชน

ข่าวแจ้งว่าภายหลังนายขวัญชัย อ่านแถลงการณ์จบได้พากลุ่มคนเสื้อแดงทำพิธีเผาโลงศพเอารูปใบหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ติดไว้ที่หัวหุ่นฟาง และรอบโลงศพ ทำให้กลุ่มเสื้อแดง โฮร้องแสดงความยินดีและพอใจ



............................................

วันที่ 22 ธ.ค. 2551 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการนัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ที่สนามหลวงว่า คาดว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุมร่วม 8 หมื่นถึง 1แสนคน ส่วนรูปแบบตอนนี้กำลังหารือว่า จะสลายตัวในเย็นวันเดียวกันแล้วนัดหมายผู้ชุมนุมมารวมตัวที่หน้าอาคารรัฐสภาในเช้าวันที่ 29 ธ.ค. หรืออาจเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยังอาคารรัฐสภาในคืนวันที่ 28 ธ.ค.เลยก็ได้ ซึ่งแกนนำจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่จะไม่ขัดขวางส.ส.ทำหน้าที่ในสภาทั้งขาเข้าและขาออก จะปล่อยให้รัฐบาลแถลงนโยบายสำเร็จ เพราะเป้าหมายคนเสื้อแดงคือการแสดงสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ ชำแหละนโยบายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และยืนยันจะเป็นการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ จะไม่เลียนแบบพฤติกรรมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างแน่นอน แต่ก็หวังว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่ปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน ส่วนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินหรือไม่นั้นขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับการจัดทีมผู้ทำหน้าที่อภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 ธ.ค.นั้น คาดว่าภายใน 2-3 วันนี้จะแล้วเสร็จ โดยจะเป็นอภิปรายพฤติการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวโยงไปถึงนโยบาย ซึ่งตนจะรับผิดชอบกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลบหนีการเกณฑ์ทหารและกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ ถูกแต่งตั้งเป็นรมว.ต่างประเทศ โดยที่นายกษิตเป็นหนึ่งคนที่เข้าร่วมขบวนการกลุ่มพันธมิตรฯ สร้างความเสียหายให้ประเทศ โดยเฉพาะการเข้ายึดสนามบินซึ่งเข้าข่ายความผิดก่อการร้ายสากลมีโทษถึงประหารชีวิต แล้วรมว.ต่างประเทศของไทยจะตอบคำถามนี้ในเวทีโลกอย่างไร นอกจากนี้ตนกำลังถอดเทปคำปราศรัยของนายกษิตบนเวทีพันธมิตรฯ ที่มีการประกาศทวงคืนเขาพระวิหาร แต่วันนี้เมื่อนายกษิตมีอำนาจแล้วจะมีจุดยืนต่อเรื่องนี้อย่างไร

นายจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงไปให้กำลังใจนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่กระทรวงมหาดไทยนั้น เสื้อแดงมีวางขายอยู่ทั่วไป ใครก็ซื้อใส่ได้ แต่จิตวิญญาณของคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เผด็จการ ปกป้องประชาธิปไตยไม่มีวางขาย มั่นใจว่าจะไม่สร้างความสับสน เพราะคนแยกแยะได้ว่าเสื้อแดงที่ไปกระทรวงมหาดไทยไม่เหมือนเสื้อแดงที่สนาม ศุภชลาศัยหรือสนามหลวง


........................................

วันอาทิตย์, ธันวาคม 21, 2551

ถามว่าประเทศไทยมีปืนกี่กระบอก

ที่มา .thaifreenews.

โดย : rungsira





นักนิติวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนของ
สถาบันนิติวิทยาศาสตร์บอกว่าน่าจะ
เกิน 10 ล้านกระบอก
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าคนไทย
มีปืนพอ ๆ กับโทรศัพท์ มือถือเลย

ที่ใดมีสงคราม ที่นั่นมีคนได้ผลประโยชน์จากสงคราม

อดีต เจ้าของร้านขายปืนที่ผันตนเองออกจากธุรกิจดังกล่าว
มานานเกือบสิบปี ให้ข้อมูลว่า

ปัจจุบันประเทศไทยมีอาวุธปืนถูกกฎหมายอยู่ในความ
ครอบครองของพลเรือน
มากกว่า 4,000,000 กระบอก

.........ส่วนใหญ่เป็นปืนพกสั้น และมีปืนเถื่อนอยู่ไม่เกิน 2-3% ของ
จำนวน
ปืนทั้งหมด แต่ในกรณีของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบนั้นเขาไม่สามารถ
ระบุได้ เพราะมีข่าวว่า
ปืนจำนวนหนึ่งที่ถูกนำมาก่อเหตุ เป็นปืนที่นำเข้ามาจากชายแดนฝั่ง
ตะวันออกของประเทศไทย
และยังมีอาวุธปืนที่ผ่องถ่ายระหว่างกันกับเครือข่ายผู้ก่อการร้ายใน
ประเทศ ที่มีปัญหา
ความไม่สงบ ซึ่งไม่มีข้อมูลหลักฐานว่าจริงเท็จอย่างไร



ฐานข้อมูลของกรมศุลกากร การนำเข้าอาวุธปืนมาในประเทศไทย
ปี 2549 มีจำนวน
ราว 55,000 กระบอก รวมปืนทุกชนิด ตั้งแต่ขนาด .357, 5.5 มม.
, 6.35 มม., 7.65 มม.,
9.00 มม., 11 มม. ปืนพกสั้นอื่นๆ รวมทั้งปืนลูกซองและ ไรเฟิล ยังไม่นับ
อาวุธสงครามหลากหลายชนิด ที่ยังมีซุกซ่อนไว้ ในเขตงาน ของ
อดีตพรรคคอมมูนิสต์
แห่งประเทศไทย ณ.คลังอาวุธปิดลับ จำนวนหนึ่ง

ทหารไทย หากจะคิดรบกับประชาชน วิเคราะห์ใหม่

ซึ่งหากมีการจัดตั้ง กองกำลังต่อต้านระบอบอัปลักษณ์ นี้ และ มีเหตุประทุ
ประทะ เริ่ม
มีการเข่นฆ่าประชาชนเกิดขึ้น อาวุธสงครามนานาชนิด คงทะลักเข้ามาจาก
ประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งฝั่งตะวันออก และทางเหนืออีกมหาศาล จากมิตรประเทศที่รัก พันธมิตรของ
อดีตนายกฯ




ฝันไปเถิดหากจะฆ่า จะยิง แล้วขนศพไปอำพรางทำลายทิ้ง อีกครั้ง
ประชาชน รุ่นใหม่นี้ เขามีบทเรียนมาแล้ว ใครจะโง่เอาตัวมาตายฝ่ายเดียว

ข้อมูลล่าสุด ทหารกองประจำการ ลูกหลานรากหญ้าทั้งหลาย ทุกหมู่เหล่านั้น เขาได้เริ่ม
มีการ
ปลูกฝังความคิดจากครอบครัว พ่อแม่ ให้ต่อต้านหากมีคำสั่งที่มิชอบให้เข่น ฆ่าประชาชน
ด้วยการ ร่วมกลุ่มเพื่อนทหารในหน่วยนั้น ให้ปลิดหัวผู้บังคับบัญชา ริบ ลัก อาวุธ ออกมา
สนับสนุนประชาชนในพื้นที่

กลัวครับ กลัวใจ รากหญ้า ปี 2551 ยุคอินเตอร์เน็ต นี้จริงๆ

............ไหนจะกล้องมือถือเก็บภาพหลักฐาน อีกเป็นล้านๆ กล้อง

ครับ เเละนี่ ก็เป็นบทสนทนาที่น่าคิดตาม ผมไม่ขอลงชื่อผู้สนทนานะครับ

โปรดไปดูตามลิ้งค์เอาเอง

....................................................

ผมเคยถามร้านปืนว่าภาคไหนซื้อปืนมากที่สุด

เขาตอบว่าภาคอิสานตอนล่าง มีกลุ่มจังหวัดสุรินทร์

ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ โดยแล้วเฉลี่ยมีปืนบ้านละ 2 กระบอก

จังหวัดแถบนี้เป็นสีแดงประชากรประมาณ 10 ล้านคน

เฉลี่ยมีปืนประมาณไม่ต่ำกว่า 100,000 กระบอก ในภาคอิสาน

ตอนใต้ (ส่วนมากเป็นคนไทยเชื้อสายเขมร)

....

มันก็คงมีด้วยกันทั้งสองฝ่ายนะคะคุณรุ่งศิลา นอกจากจะยิงกับทหาร

และตำรวจที่รังแกประชาชนแล้ว กับอีกฝ่ายก็คงยิงกันมันเหมือนกัน

ไม่น่าสนใจว่าทหารจะคิดอย่างไรกับข้อมูลนี้ เนื่องจากไม่เคยคิดกลัว

ทหาร สิ่งที่น่าสนใจคือว่า จะใช้ข้อมูลอันนี้ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายเรา

อย่างไร

คิดแล้วหวั่นใจ ไม่รู้เลยว่าอนาคตประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร?? มึนงงค่ะ

....

ทหารบก เรือ อากาศรวมประจำการประมาณ 150,000 คน

ตำรวจ 250,000 คน กำลังพล 400,000 คน ซึ่งผมว่าน้อยมาก

หากเทียบ กับคนอิสานใต้ มีกำลังประชาชนมีอาวุธปืนไม่ต่ำกว่า

100,000 กระบอก กำลังก็เกือบเทียบเท่าทหารทั้งสามเหล่าทัพแล้ว

เพียงแต่ว่ากองกำลังประชาชน ไม่ได้จัดตั้งเป็นระบบเท่านั้น

มันกระจัดกระจาย หากรวมประชาชนทั้งประเทศ แล้วมีการจัด

ตั้งกองกำลังประชาชน กองทัพย่อมแพ้ประชาชนครับ




.....................

สนิมนั้นเกิดแต่เนื้อใน ครับท่านที่เคารพ







ข้อมูลล่าสุด ทหารกองประจำการ ลูกหลานรากหญ้าทั้งหลาย ทุกหมู่เหล่านั้น
เขาได้เริ่มมีการ
ปลูกฝังความคิดจากครอบครัว พ่อแม่ ให้ต่อต้านหากมีคำสั่งที่มิชอบให้เข่น
ฆ่าประชาชน
ด้วยการ ร่วมกลุ่มเพื่อนทหารในหน่วยนั้น ให้ปลิดหัวผู้บังคับบัญชา
ริบ ลัก อาวุธ ออกมา
สนับสนุนประชาชนในพื้นที่




ลองคิดดูนะครับ หากมีการต่อสู้กันจริงระหว่าง กลุ่มทหารที่จงรักภักดีอมาตยา
กับ ประชาชน
และพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเหล่าทหารเกณฑ์ นั้นๆ เจ็บตาย หลับตานึกภาพได้
ไหมครับ
อะไรจะเกิด ในเมื่อลูกชายชาวบ้านทหารเกณฑ์ก็มีอาวุธ
และใกล้ตัวเสียด้วย หนาว วววววววว




ผมเชื่อว่ามวลชนฝ่ายพันธมิตรอมาตยาก็มี ใช่ ...แต่ปริมาณ คงห่างไกลกัน
และมวลชนฐานเสียง
ของพรรคประชาธิกัด นั้น ก็มี่พี้นที่ เพียง2ใน3 ของภาคใต้ และบางส่วนใน
กรุงเทพปริมณทล

การต่อสู้คงดุเดือดในเขตเมืองหลวง และ อิสานบางจังหวัด
เชียงราย,เชียงใหม่ ส่วนทางใต้ มีประปราย ก็ให้เขาไป น๊ะครับ เพราะ ลำพัง
ทัพภาค 4
โจรแยกดินแดนใต้ ก็จ่อคอหอย หมดแรงจะสู้อยู่แล้ว และหากเกิดเหตุจริง ทหาร
จาก อิสาน
และเหนือ คงต้องถอนกำลังกลับ มาดูแลพิ้นที่ของตัวเอง

มองเห็นภาพไหมครับ ??? ท่านแม่ทัพ นายกอง

.................

หากรบกันจริง ประชาชนประชาธิปไตยก็จะไป ขอยืมกำลังจาก เขมร เวียดนาม
และลาวมาด้วยเลย มาปลดเอก

................


ก็ให้มันรู้กันไป หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จริง ๆ ในประเทศไทยจะต้องแยกเป็น
ไทยเหนือและไทยใต้แล้วล่ะก้อนะ เหตุมันเกิดจากอะไรก็ทราบ ๆ กันดี เมื่อ
ไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้ เราก็ควรรวมตัวกันกำจัดพวกทรราชย์อัปปรีย์อมาตยา
ให้หมดไปจากแผ่นดิน เพราะพวกมันชอบฉกฉวยโอกาสและดูถูกพวกเรารากหญ้า
ดีนักไอ้เจริญ คันธวงศ์มันยังบอกหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นว่า คนรับใช้บ้านมันยังเป็นพว
รากหญ้าจากอีสานเลย มันบอกว่าพวกรากหญ้าโง่ ไม่มีความรู้อะไร มันพูดเช่นนี้
มันสมควรแล้วที่จะต้องพูดว่า "ประเทศไทยจ๋า เจริญ คันธวงศ์ ขอลาโลกใบนี้ไปก่อน"





.................

เศรษฐกิจไทยพ้นหายนะแน่ รัฐมนตรีพาณิชย์ "นางพรทิวา นาคาศัย" ค้าขายเก่ง เหตุเป็นลูกสาวเจ้าของนาบโพไซดอน

[5.gif]

ที่มา thaienews.

นอกจากที่มาไม่ชอบธรรมแล้ว เมื่อประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีออกมาเสียงยี้ก็ลั่นเมืองสำหรับระบอบปกครองโจรหุ่นเชิด แต่ที่ทีเด็ดที่สุดเห็นจะไม่พ้นกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ลูกสาวเจ้าของอาบอบนวดโพไซดอน หรือวงการเรียกในฉายา"วัดโพ"มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บรรดาขาหื่นนักเที่ยวกลางคืนฮือฮาว่าในยุคเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกอย่างนี้ ฯพณฯจะนำ"อะไร"ออกไปขายเป็นสินค้าออก เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ


[S21_1.jpg]

แม้กระทั่งกรรมการหอการค้าไทยที่เคยทำตัวเป็นกองเชียร์ให้สลับขั้วมาชูอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังส่งเสียงยี้ไม่ขาดสาย นายไพรัช บุรพชัยศรี กรรมการสภาหอการค้าไทยเผยว่า ไม่ได้ติดใจว่ารัฐมนตรีเป็นผู้หญิงหรืออายุน้อย แต่ขึ้นกับว่าเธอมีประสบการณ์เพียงใด และเป็น"ใครมาจากไหน"

เปลว สีเงิน ซึ่งผูกขาดเหมาด่าทักษิณมาหลายปี เขียนในคอลัมน์ของเขาในไทยโพสต์ว่า ที่ฮือฮาในการมาของเธอกันมากคือ "นางพรทิวา นาคาศัย" เห็นเป็นแจ๋วให้นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อยู่พัก แล้วก็พรวดพราดขึ้นนั่งเก้าอี้ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์" โควตาพรรคมัชฌิมาฯ เดิม

ก่อนหน้า มีชื่อ "เกียรติ สิทธีอมร" จากประชาธิปัตย์จองเก้าอี้นี้อยู่ ซึ่งในวงการค้าพาณิชย์ และชาวบ้านทั่วไปก็ยกนิ้วโป้งให้ว่า "เจ๋งสุด" แต่เมื่อพลิกมาเป็น "พรทิวา นาคาศัย" ความรู้สึกชาวบ้านจึงเหมือนตกจากเล่าเต๊ง!

ผมก็ค้นๆ ดูว่า "เธอเป็นนางฟ้ามาจากทิพย์วิมานสถานไหน?" เมื่อทราบก็อยาก "เอาใจช่วย" เพราะก็สังเกตตั้งแต่ตอนออกมานั่งเรียงหน้า ๕ พรรค ๑ กลุ่ม ประกาศร่วมจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์นั่นแล้ว

ผมเห็นท่าทาง และท่าพูดของเธอแล้วยังนึกในใจว่า "แจ๋วคนนี้เจ๋งกว่าคุณนายอนงค์วรรณซะอีก"!

เป็นภรรยานาย "อนุชา นาคาศัย" หรือเสี่ยแฮงก์ อดีต กก.บห.ไทยรักไทยบ้านเลขที่ ๑๑๑ และตัวเสี่ยแฮงก์เป็น ทส.ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เมื่อสามีถูกแขวน ภรรยาคือ "นางพรทิวา" จึงต้องลงสนามแทน

เธอเป็น ส.ว.ชัยนาท รุ่นปี ๒๕๔๙ ปัจจุบันเป็น ส.ส.ชัยนาท จบโทรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างที่เธอบอกนั่นแหละ แต่ธุรกิจที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะเป็นธุรกิจของตระกูลเธอคือ "ต.ตระกูล" มากกว่า

นั่นคือ อัครสถาน "บันเทิงเพศ" ครบวงจรสวาท ยิ่งใหญ่ ตระการตานามว่า "โพไซดอน" ย่านริมถนนรัชดาฯ อันกระฉ่อนโลก

นี่จะถือว่าเป็นผลงานการันตีประสบการณ์ทางการค้าขายของ "รัฐมนตรีพาณิชย์หญิง" ของไทยก็ย่อมได้อยู่!

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า นางพรทิวาระบุในประวัติอย่างเป็นทางการว่า เธอมีบิดาชื่อนายสุรินทร์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล มารดาชื่อนางบุญเรือน ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ทั้งสองมีอาชีพนักธุรกิจ(ดูที่นี่ )ส่วนที่ทำงานบิดาของนางพรทิวาอยู่ที่"ลา สเตลล่า"เลขที่12,209ชั้น2,4-6อาคารโพไซดอน ถนนรัชดาฯ

วันเสาร์, ธันวาคม 20, 2551

กบฏก่อการร้ายพันธมิตร ทำคุณไสยมนต์ดำในทำเนียบ ควักลูกตาพระพรหม

ที่มา thaifreenews



ผงะคุณไสย"พธม." เต็มทำเนียบ ปิดเนตรพระพรหม
ลงยันต์อุดปากปืนใหญ่ เสื้อแดงระดมพล28ธค.


ทำบุญทำเนียบถึงผงะ เจอร่องรอยทำคุณไสยมนต์ดำหลายจุด โดยเฉพาะองค์ท้าวมหาพรหมที่ประดิษฐานบนชั้นดาดฟ้าตึกไทยคู่ฟ้าโดนมือดีเอาขี้ผึ้งไปปิดเนตรทั้ง 4 หน้า นอกจากนี้ปืนใหญ่ก็มีโฟมสีแดงลงอักขระอุดไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ทั่วทำเนียบรัฐบาล พบว่ากลุ่มพันธมิตรฯได้ทำพิธีไสยศาสตร์สะกด ข่มสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลทั้งปืนใหญ่ที่อยู่บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยนำวัสดุคล้ายโฟมสีแดงมาอุดปากกระบอกปืนใหญ่ไว้ซึ่งมีร่องรอยคล้ายการทำพิธีและตัวหนังสือคล้ายยันต์เขียนกำกับไว้ด้วย โดยพบร่องรอยการทำพิธีไสยศาสตร์ตามจุดต่างๆ โดยรอบทำเนียบอีกประมาณ 10 จุด

ปิดตาองค์ท้าวมหาพรหม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่บางส่วนกำลังทำความสะอาดอยู่ ต้องตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบความเรียบร้อยบริเวณองค์ท้าวมหาพรหม ซึ่งประดิษฐานอยู่บนหลังคาตึกไทยคู่ฟ้า แจ้งมาว่าพบที่ดวงตาท้าวมหาพรหมซึ่งมีอยู่ทั้ง 4 หน้าถูกควักออกไปเหลือแต่รูโบ๋ เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนขึ้นไปตรวจสอบพบว่าบริเวณดวงตาขององค์ท้าวมหาพรหมทั้ง 4 หน้ามีวัสดุคล้ายสีผึ้งและทองคำเปลวโปะปิดดวงตาไว้ ก่อนหน้านี้ช่วงที่พันธมิตรเข้ามาชุมนุมได้นำผ้าดำมาคลุมองค์ท้าวมหาพรหม จนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว



......