ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันอาทิตย์, ตุลาคม 19, 2551

บทกวน โดย กวนโอ้ย

ภาพประกอบโดย :เมืองเพชร137






พันธพาล สันดานหยาบ ปราบไม่หมด
มันพูดปด ให้เขาฟัง สำคัญผิด
ว่าตัวกู ผู้เป็นใหญ่ ในทุกทิศ
จะถูกผิด เช่นไร ไม่นำพา
กูจะลุย ไปข้างหน้า ด่าไม่ยั้ง
ชาติจะพัง บรรลัยไป กูไม่สน
กูจะขอ ประกาศท้า ด่าทุกคน
ใครว่าบ่น ไม่เข้าข้าง ต่างด่าทอ
มันไม่เว้น แม้พระสงฆ์ องคเจ้า
ด่าว่าเอา มันส์เข้าว่า บ้าจริงหนอ
ตายไปต้อง ตกนรก ยังไม่พอ
ทั้งแม่พ่อ ญาติพี่น้อง ต้องใช้กรรม
ไอ้มหา ห้าขัน มันเป็นบ้า
มันชอบพา คนไปตาย ขายชีวิตให้
หัวมันคิด ทุรยศ โคตรจัญไร
มือยกไหว้ ปากด่าทอ ล้อพระเณร
ยังมีอีก ไอ้สนธิ ที่คิดชั่ว
ชอบอ้างตัว เป็นคนดี ผีไม่ว่า
โกงเขากิน เรื่องชดใช้ ไม่นำพา
ยังจะมา หาเรื่องป่วน กวนบ้านเมือง
อีกบักใส ไอ้สุริยะ ณ สอ เสือก
ด่าไม่เลือก เสือกทุกที่ มีประท้วง
อ้างสมาพันธ์ บ้าบอแท้ แค่คำลวง
ไม่เคยห่วง ชาติบรรลัย ใช่ไหมมึง
นั่นอีกคน สมศักดิ์ไง ใช่มันบ้า
มันชอบท้า ด่าตำรวจ อวดหนักหนา
ว่าตัวกู ไม่กลัวมึง จงรีบมา
ในไม่ช้า คงได้เฝ้า ท้าวพยายม
ยังอีกคน สมเกียรติน้อย ถ่อยสถุน
ไม่รู้คุณ ประเทศชาติ ชั่วจริงหนอ
เป็นสอสอ ในสภา ว่าไม่พอ
จะขอต่อ ล่อข้างนอก หอกหักจริง
นั่นก็อีก อมรใช่ ไอ้คนมั่ว
ชอบทำตัว เป็นคนดี มีศีลศักดิ์
แต่ทำตัว ชอบขวางโลก เป็นยิ่งนัก
ไม่รู้จัก มองเงาตัว หัวไม่มี
ไอ้พิภพ นั่นก็ใช่ ไอ้บ้าคลั่ง
ไม่หยุดยั้ง ทำความชั่ว มั่วจริงเหวย
ที่ไหนเขา มีประท้วง มาเช่นเคย
ไม่อยู่เฉย กระโดดงับ กัดทุกคน

..โดย กวนโอ้ย
ที่มาจาก กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติ
http://www.thaipatriot.com/

วันเสาร์, ตุลาคม 18, 2551

ลูกเผาบ้านตัวเอง.. โดย : ป้าพลอย

ที่มาบทความ :: เว็บ ไทยฟรีนิวส์

ภาพประกอบ โดย : เมืองเพชร137


ได้เข้าไปอ่านข่าวในเว็บไซด์แต่ละเว็บ รวมทั้งภาพที่บางคนเอามาตั้งกระทู้ประกอบภาพ ที่พันธมิตรถืออาวุธไล่ตีตำรวจแล้วสังเวช ประเทศไทยหรือนี่ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ ทุกอย่างเป็นความจริง และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตำรวจไม่มีอาวุธติดตัวเลย? ทางต่างประเทศหน่วยคอมมานโดที่จะทำการสลายม็อบมีอาวุธครบ เพราะหากไม่มีอาวุธติดตัวจะเสียเปรียบพวกม็อบอันธพาล นี่ประเทศไทยให้ตำรวจมือเปล่าแค่ถือโล่ปราบม็อบ แล้วเป็นไงละ

ภาพที่ออกมาสู่ชาวโลกทำให้ตำรวจสากลในต่างประเทศเคืองแค้น ตำรวจต่างประเทศต่างคันไม้คันมือเมื่อเห็นภาพม็อบชั่วฟาดตำรวจด้วยท่อนเหล็กและขับรถชนตำรวจในจอทีวี มันป่าเถื่อนขนาดนี้ยังเอาไว้กันอีก มีเพื่อนที่คอไวน์ซึ่งเป็นตำรวจ ต่างประณามการกระทำของพันธมิตรไทยทนดูไม่ได้ บอกถ้าเป็นที่ยุโรป หรือ อเมริกา ม็อบสวะพวกนี้โดนสอยร่วงไปนานแล้ว


ตำรวจต่างประเทศทำตามหน้าที่และใครก็ไม่มีสิทธ์มาว่า กฎหมายต่างประเทศไม่เข้าข้างคนผิด และเฉียบขาด เวลาตำรวจไล่จับผู้ร้ายหรือคนกระทำความผิดตำรวจจะกระทำอย่างสายฟ้าแลบ คนร้ายลงไปกองกับพื้นนอนเอาหน้าคว่ำมือไขว้หลัง ตำรวจใส่กุญแจมือทันทีเรียกว่าไม่ให้ตั้งตัวติด เสียดายที่เมื่อวานนี้ไม่ใช่ในต่างประเทศ ม็อบจังไรคงติดคุกกันเป็นแถว นี่ยังไม่ยอมหยุดกันอีกทั้งที่ชาวโลกรู้กันแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง หากยังไม่ยุติยังดื้อดึงกระทำในสิ่งที่ชาวโลกประณามว่าม็อบเสื้อเหลือง Barbarian ก็ไม่มีใครทำอะไรได้

อยากจะให้ประเทศไทยถูกปล่อยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเยี่ยงพม่า ที่ต่างประเทศไม่อยากสมาคมทำการค้าด้วย เพราะพม่ายังไม่เลิกระบบไดโนเสาร์ล้านปี แต่ประเทศไทยก้าวมาไกลเกินพม่าแล้วจะให้วิ่งถอยหลังไปอยู่หลังพม่า มันเป็นการฝืนใจประชาชนเกินไปคงไม่มีใครยอม เหมือนเคยนั่งรถไปไหนมาไหนอย่างสะดวกสบาย จู่ๆ มาบอกให้เลิกนั่งรถให้มานั่งเกวียนแทน เด็กๆ สมัยนี้มันคงไม่ยอมแน่ เคยถามประชาชนบ้างมั๊ยว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ต้องการอะไร ?

ประเทศไทยระยะสองสามปีที่ผ่านมามีปัญหาเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ? และทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นไม่ยอมหยุดฝ่ายไหนเป็นคนก่อเหตุ ? ฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิดว่ากันไปตามเนื้อผ้า คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ต้องรักลูกให้เท่ากัน การรักลูกลำเอียงปัญหาย่อมเกิดขึ้นทุกครอบครัวทุกวงสังคม ดังนั้นในต่างประเทศจึงมีกฎเกณฑ์ให้แก่ลูกๆ ให้มีสิทธ์ที่ชอบธรรมเท่ากัน ปัญหาเรื่องลูกทะเลาะกันจึงแทบไม่มีให้เห็น

ประเทศไทยขาดความยุติธรรม ครอบครัวไทยรักลูกไม่เท่ากัน เพราะเหตุที่ไม่ยุติธรรมนี่เองก่อให้เกิดสงครามระหว่างครอบครัว ที่ลูกๆขัดแย้งกัน ลูกอีกคนที่รักความถูกต้อง แต่ลูกอีกคนหนึ่งนิสัยเป็นอันธพาล แต่แทนที่พ่อแม่จะอบรมสั่งสอนกับให้ท้ายลูก แล้วเป็นไงลูกเผาบ้านตัวเองพ่อแม่ก็ยังทำทองไม่ร้อน แล้วใครละที่เดือดร้อน ก็เดือดร้อนไปทั้งครอบครัวรวมทั้งพ่อแม่ที่ให้ท้ายลูก กว่าจะรู้สึกบ้านถูกลูกจัญไรเผาเหลือแต่ขี้เถ้า แล้วที่นี้จะทำอย่างไรไม่มีบ้านอยู่ ? อ้ายลูกชั่วมันหนีไปแล้วมันไม่สนว่าพ่อแม่จะมีที่อยู่หรือไม่ ? แล้วเป็นไงเจ็บมั๊ยที่รักลูกผิด ? สุดท้ายพ่อแม่ก็ตาสว่างว่ารักลูกผิดให้ท้ายลูกจนทำให้ครอบครัวต้องพินาศ ชื่อเสียงของวงตระกูลก็พลอยเสื่อมเสียมีมลทินไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมอีกต่อไป เพราะพ่อแม่ตระกูลนี้สนับสนุนให้ลูกทำชั่ว ใครก็ช่วยร้างมลทินนี้ออกให้ไม่ได้ จึงต้องรับกรรมที่ก่อไว้

ใครที่ทำความชั่วก็ต้องรับสิ่งที่ตัวเองกระทำ เดี๋ยวนี้กรรมมันติดจรวดทันสมัยขึ้นไม่ต้องรอถึงชาติหน้าแล้วชาตินี้เห็นผลทันตา ดังนั้นขอวิงวอนครอบครัวคนไทยที่มีลูกขอให้รักลูกๆให้เท่ากันนะคะ



ป้าพลอย

รัสปูติน สิ้นชาติ


ภาพประกอบโดย : เมืองเพชร137

บทความจาก :: หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ฉบับที่ 177

ขณะนี้มีคำกล่าวว่า เมืองไทยมีอยู่คนหนึ่งที่เป็นคล้ายๆกับ “รัสปูติน” นักบวชที่มีพลังจิตในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย รัสปูตินได้รับการยอมรับจากราชวงศ์อย่างมากหลังจากที่สามารถรักษาโรคเลือดไหลไม่หยุดให้กับอเล็กเซีย พระโอรสของพระเจ้าซาร์ และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางใหญ่ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อพระเจ้าซาร์และองค์พระราชินี จนมีผู้คนกล่าวว่า รัสปูตินเป็นพ่อมดหมอผี เพราะไม่เพียงมีพลังในการกระทำของตัวเองแทบทุกด้าน ทั้งความคิดและกามารมณ์ สามารถมัดใจชายและหญิงที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเขาได้อย่างเหนียวแน่นแล้ว รัสปูตินยังเป็นบุคคลที่ลึกลับและมีหลายบุคลิกภาพที่ไม่สามารถอธิบายได้ โดยเฉพาะการแพทย์ที่ไม่มีวิธีการรักษาให้หายได้

ด้วยเหตุนี้รัสปูตินจึงมีอำนาจและลือไปถึงว่ามีเวทมนตร์ แต่ความสามารถที่ทุกคนเห็นและยอมรับ คือความสามารถในการสะกดจิตให้ผู้คนลุ่มหลง มัวเมา ไร้สติสัมปชัญญะ และพร้อมที่จะทำตามคำสั่ง แต่เนื่องจากรัสปูตินเป็นคนทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง จึงใช้อิทธิพลและความสามารถเพื่อให้ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา โดยรัสปูตินใช้บุคคลชั้นสูงเป็นเส้นทางสู่อำนาจ เพราะรู้ดีว่าการคบค้ากับบุคคลชั้นสูง และดึงให้มาเป็นพวกพ้องได้ ก็คือการเข้าใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ ทั้งการเงินและการเมือง อีกทั้งปลุกระดมให้บรรดาขุนนางทั้งหลายคล้อยตาม และเป็นเครื่องมือตอบสนองตัณหาส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ จนเขาถูกเปรียบเป็นเจ้าแห่งลัทธิซาตาน

อย่างไรก็ตาม รัสปูตินก็ถูกสำเร็จโทษหลังจากได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้บริหารราชการแผ่นดินแทนพระเจ้าซาร์ เพราะเหิมเกริมต่ออำนาจจนแผ่นดินรัสเซียลุกเป็นไฟ และในที่สุดก็จบลงด้วยการสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย

แม้จะเป็นเหตุการณ์ในอดีต แต่ก็เป็นเรื่องราวโด่งดังไปทั่วโลก และเป็นอุทาหรณ์ให้โลกตระหนักถึงลัทธิซาตาน บุคคลที่มีความแปลกแยก แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจและคำพูดที่ทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ สามารถทำให้ผู้คนรอบข้าง แม้แต้บ้านเมืองก็พังพินาศได้

ที่น่าสนใจคือ การนำรัสปูตินมาเปรียบเทียบกับวิกฤตการเมืองไทยขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่คลั่งไคล้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยกให้เป็นเยี่ยงศาสดา

พันธมิตรฯกับรัสปูติน

นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ “โลกวันนี้” ที่มีการเปรียบเทียบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับรัสปูตินว่าคนพวกนี้มีทั้งคนที่เป็นนักสื่อสารมวลชน รู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ข่าวสารข้อมูลในการโฆษณาชวนเชื่อ และใช้การโฆษณาชวนเชื่อแบบย้ำคิดย้ำทำ มีทั้งนักเคลื่อนไหวมวลชนในอดีตที่เคยร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) .และนักการทหารที่ทำงานในยุทธวิธีสงครามจิตวิทยามวลชน เพราะฉะนั้นคนพวกนี้รู้ว่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสะกดจิตโดยใช้ข่าวสารข้อมูล การล้างสมอง การครอบงำความคิดคนในทางความเชื่อและอุดมการณ์ โดยการพูด ย้ำคิดย้ำทำไปเรื่อยๆ ซึ่งมีความชำนาญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับรัสปูติน หรือเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของพรรคนาซี หรือกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของอเมริกาในสมัยลัทธิแมคคาธี

“พวกนี้จริงๆใช้เทคนิคคล้ายๆกัน มีตำรา มีวิธีการในทางวิชาการ เช่น ในสังคมวิทยาเรียกว่าการขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้คนคล้อยตาม แล้วคนก็เหมือนกับตกอยู่ในสภาวะที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่าเป็นสาวกที่พร้อมจะรับคำสั่งไปทำสิ่งต่างๆร่วมกัน พวกนี้จะไม่ทำเดี่ยวๆ แต่มักจะทำพร้อมๆกันถึงจะมีความกล้า ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำเดี่ยวแบบเอาอาวุธติดตัวไปฆ่าตัวตาย หรือระเบิดพลีชีพ”

นายวรพลยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯที่ใช้ยุทธวิธีนี้อันตรายมาก เพราะไม่ใช่เฉพาะสันติอโศกที่มีลักษณะในการพยายามเผยแพร่ลัทธิความคิดครอบงำ แต่ทุกส่วนที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯที่มีพฤติกรรมคล้ายๆกันคือถูกสะกดจิตหมู่

“ในทางวิชาการสะกดจิตด้วยข่าวสารข้อมูลสมัยใหม่ และด้วยเครื่องมือต่างๆ ผมมองว่าการเตรียมการของกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อใช้ประกอบการลุกฮือครั้งใหญ่หลังจากที่มีการทดสอบการลุกฮือย่อยๆหลายครั้งตามสถานที่ราชการต่างๆมาแล้ว”

ก่อจลาจลลุกฮือใหญ่ทั่วประเทศ

นายวรพลมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีแผนที่จะปฏิบัติการลุกฮือพร้อมๆกันครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อทำให้เกิดการจลาจลหรือสงครามกลางเมือง เพื่อเอาชนะให้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเป็นจุดอันตรายที่ว่า ถ้าทำสำเร็จทิศทางจะไปสู่การปกครองแบบเผด็จการกึ่งอนาธิปไตยแบบเขมรแดงสมัยพอล พต ที่จะมีการล้างผลาญฝ่ายตรงข้ามขนานใหญ่ และคนต้องหนีตายกัน หรือเปรียบเทียบเหมือนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ ตรงนี้ประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็น ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย ที่สำคัญคนพวกนี้รู้เรื่องประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี พร้อมจะเคลื่อนไหวโดยไม่มีความยับยั้งชั่งใจ แม้จะเป็นการละเมิดกฎหมายได้ตลอด เป็นเรื่องที่น่าห่วงและอันตรายมาก

“ผมยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ทำเพื่ออำนาจของกลุ่มตัวเอง และคนกลุ่มนี้ไม่เหมือนลัทธิคลั่งศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่คลั่งอุดมการณ์และความเชื่อต่างๆ เป็นความเชื่อที่เขาคลั่งจนบดบังข้อเท็จจริงต่างๆ ถ้ามีสติสัมปชัญญะไตร่ตรองแบบปรกติ คนที่เข้าไปร่วมก็จะต้องรู้ว่าการบุกและทำลายสถานที่ราชการเป็นความผิดทั้งในด้านคุณธรรมและกฎหมาย แต่คนพวกนี้ก็มองข้าม ไม่สนใจว่าเป็นความผิด ความไม่ดี กลับมองว่าจะต้องทำให้ได้ เมื่อทำได้แล้วก็จะขู่ให้ลุกลามใหญ่โตมากขึ้น คนที่ยังยับยั้งชั่งใจได้และไม่ได้เข้าร่วม ก็ไม่ได้ออกมาขัดขวาง พวกนี้ก็ยิ่งได้กำลังใจ แต่หากประชาชนฝ่ายอื่นไปขัดขวางหรือร่วมรับความรุนแรงก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการให้เกิดกลียุค”

ต้องยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์

นายวรพลกล่าวและเตือนสติคนไทยทั่วประเทศว่า อย่าแยกตัวออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ มีข้อมูลอะไรปรากฏก็ตาม การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตยครั้งนี้ต้องต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดิน พร้อมกับรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มพันธมิตรฯพยายามจะแยกประชาชนให้ออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการกล่าวหาใส่ร้ายประชาชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี ตรงนี้ต้องระมัดระวัง ต้องชี้แจงและอธิบายว่าประชาชนที่คัดค้านกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นประชาชนที่พร้อมจะพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่พิจารณาอย่างละเอียดตามข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่แยกเป็นข้อๆให้ดี ประชาชนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ก็จะตกเป็นเหยื่อทางความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ต้องการให้ประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลและ นปช. เกิดความระแวงคลางแคลงในสถาบัน

ปิศาจวิทยาของความขัดแย้ง

ขณะที่เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าการปลุกอารมณ์แบบนี้ สังคมจะเป็นอันตรายมาก เพราะเงื่อนไขของความรุนแรงทุกแห่งในโลกมันมีเงื่อนไข 2-3 ข้อ แต่ข้อที่สำคัญมากสำหรับสังคมไทย คือการบอกว่าฝ่ายที่ขัดแย้งกับเรามันเลว ไม่ใช่มนุษย์ เป็นมาร เป็นปิศาจชั่วร้าย

“เขาเรียกว่าปิศาจวิทยาของความขัดแย้ง คือกระบวนการที่เปลี่ยนคนซึ่งเห็นตรงข้ามกับเราให้เป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ ใครทำอันนี้ก็แปลว่า เปิดประตูให้กับความรุนแรง พร้อมที่จะเข้ามา มันสร้างเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าความขัดแย้งจะเป็นอะไร มันเกิดขึ้นทุกแห่งในโลก โคโซโว, รวันดา เวลานี้ในสังคมไทยกำลังใส่อันนี้มากเกินไป อันที่สองคือความเชื่อที่บอกว่า ไม่ว่าตัวเองจะพูดว่าอะไร ในที่สุดก็จะต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา คือคล้ายๆเป็นว่ามาถึงจุดหนึ่ง ถึงแม้จะอย่างไร มีอาวุธอยู่ในกระเป๋า ผมชักธงสันติวิธี สมมุตินะ ผมชักธงสันติวิธี บนธงเขียนว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าปลายธงมันแหลม ถึงเวลาหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะใช้อันนี้ ตำรวจบอกว่าใช้โล่ ไม่ใช้อาวุธอะไรเลย แต่โล่ใช้อัดคนจนหายใจไม่ออกก็ได้ ถ้าจะทำ ทั้งหมดนี้กลายเป็นว่า ถ้าเราเชื่อว่าสังคมนี้ไม่มีทางออก ความรุนแรงก็ยังจะเกิดขึ้น คำถามของผมต่อสังคมไทยก็คือ เราได้สร้างสังคมมาถึงจุดนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นความจริง คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ แล้วต่อจากนี้จะอยู่กันอย่างไร"

รักในหลวงต้องหยุดทั้ง 2 ฝ่าย

นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ เห็นว่าการเปรียบเทียบกลุ่มพันธมิตรฯกับรัสปูตินนั้น จะนำประวัติศาสตร์ต่างประเทศมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยไม่ได้ แม้แกนนำบางคนจะทำตัวเป็นศาสดาเหมือนรัสปูติน พยายามปลุกปั่นและชี้นำผู้ชุมนุมก็ต้องปล่อยไป เพราะประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์เป็นที่ยึดเหนี่ยว และประชาชนส่วนใหญ่เคารพกษัตริย์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวอะไร เพียงแต่ต้องรีบหยุดการทะเลาะกันให้ได้ ที่ทำให้ประเทศเสียหาย เพราะการเคลื่อนไหวเรียกร้องการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย และขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯก็ไม่ยอมรับประชาธิปไตย ฝ่ายรัฐบาลและนักการเมืองก็มีปัญหา ก็ยุบทั้ง 2 ฝ่ายจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของแกนนำพันธมิตรฯคืออะไร แม้แต่การเมืองใหม่ก็เกิดภายหลัง เมื่อก่อนเพียงแต่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเดียว ความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯมีมากขึ้นเรื่อยๆจนไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงคืออะไร

“ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทยอย่างเดียวเราก็แก้ปัญหาได้แล้ว เพราะสภาพสังคมของต่างประเทศ ทัศนคติ สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะแก้ปัญหาต้องแก้จากประวัติศาสตร์ไทยเราเอง โดยเฉพาะระบอบกษัตริย์ไทยอยู่เหนือการเมือง ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องนำมาพูดถึง เพราะเป็นที่เคารพสักการะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม มีทหารของพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนรักและเทิดทูน ยิ่งพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบันทรงเสียสละยิ่งกว่าอื่นใดทั้งหมด ทั้งพระวรกาย พระราชทรัพย์ และจิตใจ เพื่อประชาชนของพระองค์ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้จึงสุดประเสริฐแล้ว ประชาชนต่างรักและเทิดทูนยิ่ง ดังนั้น ถ้ารักพระองค์จริง เราต้องหยุดทั้ง 2 ฝ่าย

รู้แก่นแท้-แก้ด้วยสันติวิธี

ขณะที่นายพิชัย รัตนพล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กลับมองว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯไม่เกี่ยวกับลัทธิคลั่งศาสนาหรือถูกครอบงำเหมือนรัสปูติน แต่เกิดจากศรัทธาและเชื่อในตัวเองเพื่อไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจใดๆจนถึงขั้นยอมตายได้ เพียงแต่แกนนำพันธมิตรฯอาจมีความมุ่งมั่นเกินมนุษย์ธรรมดา มีความจงรักภักดี และมีความรู้สึกรักชาติมากจนกระทั่งไม่เข้าใจตัวเองก็ได้ แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับรัสปูตินถือว่าไม่ถูกต้อง

นายพิชัยจึงมั่นใจว่ารัสปูตินจะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่ก็เป็นห่วงความรุนแรงที่จะทวีมากขึ้น เพราะขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลและข้อเท็จจริง พร้อมจะใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าอารมณ์ของสังคมขณะนี้อ่อนไหวมาก ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ต่อไปสังคมต้องพังอย่างแน่นอน

นายพิชัยยืนยันว่า ต้องแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี สิ่งแรกสังคมไทยต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไรและไปไหนแล้ว อย่าโทษตัวคน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมของสังคมไทยที่มีมานาน แต่ยังตั้งโจทย์ไม่ถูกว่าคืออะไร เหมือนปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตายและบาดเจ็บเกือบหมื่นแล้วแต่รัฐยังไม่รู้ว่าโจทย์คืออะไร ขณะที่สังคมไทยก็ทะเลาะกัน ตีกันเกือบทุกวัน ยังไม่รู้ว่าแก่นแท้คืออะไร รู้แต่เพียงว่าเป็นพวกใคร

ปรากฏการณ์สนธิ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของนายสนธิก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ปรากฏการณ์สนธิที่ผ่านมากว่า 3 ปีนั้นคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหากนายสนธิไม่สามารถทำให้ผู้คนนับแสนศรัทธาและคลั่งไคล้ได้อย่างแท้จริงแล้วก็คงไม่สามารถล้มรัฐบาลทักษิณที่ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจมากที่สุดรัฐบาลหนึ่งลงได้

แม้ขณะนี้จะมีแกนนำพันธมิตรฯหลายคน แต่แกนนำสำคัญที่ถือว่าผู้ชุมนุมให้การยอมรับก็มีเพียง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง คนเดียว แต่การปราศรัยและการออกมาแสดงพลังที่ผ่านมานายสนธิถือว่ามีความโดดเด่นและชี้นำผู้ชุมนุมได้มากกว่า พล.ต.จำลอง ไม่ใช่เพียงคำพูดที่แข็งกร้าวและดุเดือดเท่านั้น แต่หลายครั้งที่แสดงให้เห็นว่านายสนธิคือผู้กำหนดทิศทางที่แท้จริงของพันธมิตรฯ แม้แกนนำพันธมิตรฯบางคนจะไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นต่างออกไปก็ต้องเสียงอ่อนและให้เป็นไปตามตามความเห็นของนายสนธิ

“สนธิ” มีตาทิพย์รู้ล่วงหน้า

มีบางคนมองว่านายสนธิไม่ใช่คนหลงตัวเอง แต่อาจเชื่อว่าเป็นศาสดาหรือพระเจ้า เพราะจากคำปราศรัยของนายสนธิหลังจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ที่ว่า

“พี่น้อง ผมอาจจะเป็นยังไงก็ตาม แต่มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งผมมีมาตั้งแต่เกิด พ่อแม่ครูอาจารย์ก็พูดกับผมตลอดว่าผมมักจะมีลางสังหรณ์สัญชาตญาณ เหมือนกับว่าผมมีตาทิพย์ มองเห็นล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมถึงเตือนพี่น้องมาหลายครั้ง ทุกๆครั้งที่ผมพูดไม่เคยผิดแม้แต่ครั้งเดียว”

แต่ที่น่ากลัวคือคำประกาศของนายสนธิที่ปลุกเร้าผู้ชุมนุมที่ส่งเสียงขานรับดังกระหึ่มเมื่อครั้งที่ถูกตั้งข้อหาเป็นกบฏและศาลมีหมายจับ ซึ่งแกนนำทั้งหมดได้ใช้ผู้ชุมนุมทั้งสาวกสันติอโศก ผู้หญิง และผู้ชายเป็นโล่มนุษย์ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุม ก็ประกาศท้าทายรัฐบาลว่าให้เข้ามาจับหากต้องการให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ

จากรัสปูตินถึงลัทธิอุบาทว์

วิกฤตการเมืองในขณะนี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแกนนำพันธมิตรฯที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือนายสนธิ อาจเป็นเพราะคำพูดที่โดนใจและเป็นที่มัดใจผู้ชุมนุม นายสนธิจึงไม่ต่างอะไรกับศาสดาที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งหากเป็นเช่นผู้นำศาสนาหรือผู้นำการเมืองที่ยึดมั่นในสันติภาพและสันติวิธีอย่างมหาตมะ คานธี ก็ไม่มีใครวิตกกังวล

แต่สถานการณ์ที่ผ่านมากว่า 3 ปีนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองและประชาชนมหาศาล โดยเฉพาะทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตายและบาดเจ็บไปมากมาย และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะมีความสูญเสียอีกในอนาคต จึงทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศจะเกิดโศกนาฏกรรมอย่างเจ้าลัทธิต่างๆในอดีต ไม่ว่าจะเป็นพ่อมดแห่งรัสเซีย-รัสปูติน ลัทธิจิมส์ โจนส์ หรือลัทธิโอม ชินริเกียว

แม้ว่าเจ้าลัทธิจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในอำนาจ เชื่ออย่างคลั่งไคล้ และพร้อมจะทำอะไรก็ได้ตามที่ผู้นำสั่ง อย่างกรณีจิมส์ โจนส์ ที่เชื่อว่าสามารถสร้าง “ยูโทเปีย” ได้ และช็อกโลกด้วยการทำให้สาวก 914 คนพร้อมใจกันกินยาพิษฆ่าตัวตาย เพื่อสร้างสังคมยุคพระศรีอาริย์ในภพหน้า (ยุคพระศรีอาริย์ตามความเชื่อของชาวพุทธคือ ยุคพระพุทธเจ้าจุติเป็นชาติที่ 10 ซึ่งปัจจุบันเป็นชาติที่ 9)

หรือกรณีนายโชโกะ อาซาฮาร่า วัย 51 ปี ผู้นำลัทธิโอม ชินริเกียว ซึ่งมีสาวกนับหมื่นในญี่ปุ่นและรัสเซีย ที่สอนให้ฝึกจิต สมาธิ และโยคะ เพื่อให้รู้แจ้ง โดยมีความเชื่อเรื่องโลกาวินาศและพยากรณ์ว่าจะเกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 3 พร้อมกับสร้างโศกนาฏกรรมด้วยการให้สาวกปล่อยแก๊สพิษซารินโจมตีสถานีรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน และบาดเจ็บมากกว่า 6,000 คน

“สนธิ” ผู้นำลัทธิพันธมิตรฯ

วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะยุติอย่างไร แม้แต่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำกองทัพ ผู้นำองค์กรต่างๆในสังคมก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ เพราะทุกหน้าของการเมืองสามารถออกได้ทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการยอมถอยคนละก้าว หรือการใช้ความรุนแรงที่สังเวยชีวิตผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เช่นเดียวกับกรณีเจ้าลัทธิต่างๆของโลกที่ทำให้คนนับพันนับหมื่นไปตายเพียงเพราะความเชื่อและความคลั่งในตัวผู้นำ

คำประกาศอันน่าสะพรึงกลัวของนายสนธิบนเวทีพันธมิตรฯที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อทุกประเภท ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ทุกประเภท ได้กระทบโสตประสาทของคนไทยทั่วประเทศและทั่วโลก ไม่ต่างอะไรกับการสะกดจิตของศาสดาพันธุ์ใหม่ในโลกยุคดิจิตอล...

“พี่น้องแกนนำทั้งหลายไม่มีใครกลัวตาย ไม่มี พี่น้องสบายใจได้ แต่ถ้าพวกเราบางคนจะต้องตาย พี่น้องสัญญาอย่าง ต้องให้แผ่นดินนี้ลุกขึ้นเป็นไฟให้ได้”

ฤๅถึงคราสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดินแล้วจริงๆ

ใช่ไม่ใช่...พี่น้อง!!!!

วันศุกร์, ตุลาคม 17, 2551

ชายชาติทหารทั้งหลายมาออกทีวีกราบขออภัยท่านราสปูตั๊บครับ

บทความ โดย Bugbunny
ที่มาจากไทยฟรีนิวส์


กราบขออภัย

ที่ไม่สามารถมาตามนัดได้ทั้งสองครั้ง เพราะรวมกันไม่ค่อยติด มีคนไม่เอาด้วยเยอะมาก โดยเฉพาะน้องหนุ่ม ๆ ผู้พันที่บอกกันว่าถ้าสั่งก็จะอยู่เฉย ๆ ก่อน เพราะสุ่มสี่สุ่มห้าออกมาก็ไม่รู้ว่าข้างไหนจะชนะ เดี๋ยวเข้าข้างผิดก็จะซวยกันทั้งโคตรเปล่า ๆ ไอ้ที่เหลืออยู่ก็ไว้ใจกันไม่ได้ อย.ก็มีไม่กี่คน แถมมันฝึกมาหน่อมแน้ม จะสู้เขาไหวหรือ ภาคหนึ่งภาคสองภาคสามก็รี ๆ รอ ๆ ดูอาการแนวโน้มกันอยู่ แถมออกมาตอนนี้โดนชาวบ้านมันอัดเละ ก็ยิงกับเขมรอยู่ เสือกออกมาทำเชี่ย แทนที่จะไปป้องกันบ้านเมือง



กราบขออภัย

ที่ถึงจะมีออร์เดอร์ด่วนสั่งว่าใครก็ได้ต้องออกมาจัดการให้ได้ภายในเดือนนี้ เดี๋ยวดาวเคลื่อนลัคนาเปลี่ยนจะลำบาก ก็พวกเรามันมีกันหลายคนอยู่ แต่ละคนก็ตกฟากกันคนละเวลาคนละวันเดือนปี ต่างคนต่างก็ดูดาวตัวเองแล้ว มันขัดกันวุ่นวายไปหมด โหราศาสตร์เขาบอกว่าถ้าดวงขัดกันเยอะ ๆ มันจะขี่กันเอง อะไรที่เป็นยูนิตี้ก็ไม่เป็น ดีไม่ดีจะพังกันหมด ก็เลยขอเซ็ทเวลากับการเคลื่อนของดวงดาวที่แมทช์กันมากที่สุดก่อน ยังไม่แน่ใจช่วงไหน คงใกล้ ๆ นี่แหละครับท่านราสปูตั๊บ ตัวท่านเองก็ช่วยตรวจดูวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากของพรรคพวกด้วยนะครับ ดูให้ชัดว่ามันแมทช์กันดีหรือยัง ก็ตอนนี้ได้ข่าวว่าท่านเองก็กำลังอินกับการเล่นของนั่งทางในสุด ๆ อยู่ ไงก็ช่วยเพ่งกษิณดับเทียนสร้างชัยให้มันแน่ ๆ หน่อยนะครับ อย่าเอาแต่ปราศรัยด่าพวกผมมากนัก



กราบขออภัย

ที่รี ๆ รอ ๆ นี่ก็เพราะคราวที่แล้วมันเละไปหมด คิดว่าทำแล้วชาวบ้านมันคงนั่งเฉยแบบทุกครั้ง จนเราจัดการได้เช็งช่อเรียบร้อย กว่าจะตั้งตัวได้คงต้องเป็นปี แต่นี่ขนาดล็อกพวกครีม ๆ ฝ่ายทักกี้เอาไปเค้นเรียบร้อยหลายคน วันรุ่งขึ้นพวกชาวบ้านมันก็ยังดาหน้าออกมาต้านเลย แล้วแถมลามไปทั่วประเทศ ป๋าเองเป็นอภิปูชนียบุคคลยังโดนด่าเช็ดยังกับหมูกับหมาแค่เวลาไม่กี่เดือน กลายเป็นเสนียดที่คนเขาขยะแขยงกันไปหมด พี่บังเองตอนนี้ยังไม่กล้าออกงานเลย กลัวคนเอาเกือกอีแตะตบหน้ากลางงานเลี้ยง แล้วพวกผมรุ่นหลัง ๆ นี่ถ้าเสือกทำไปไม่ดูตาม้าตาเรือจะอยู่กันได้หรือ เวลาเสร็จเรื่องแล้ว สถานการณ์เปลี่ยนไป คนสั่งลอยตัว คนทำเสียหมาไปทั้งชาติ มันก็ไม่คุ้มกันนะครับ



กราบขออภัย

เพราะคราวนี้พวกเมืองนอกมันบีบพวกเราหนักเหลือเกิน มันไม่สนหรอกครับว่าที่นี่ฮิปโปจะน้ำหนักมากขนาดไหน ก็มันลงทุนไว้ที่นี่เยอะ ค้าขายกับเราแบบอินเตอร์มานานหลายร้อยปีอยู่ มันดูสถานการณ์ออกว่าชาวบ้านเขาคิดยังไง ทั้งบุช ทั้งยุโรป ออสซี่ ญี่ปุ่น จีน อาเซียน มันออกข่าวด่าท่านราสปูตั๊บกับฮิปโปเละไปหมดแล้ว พวกผมทำไปเดี๋ยวมันส่งกองทัพเรือที่เจ็ด หน่วยซีล หน่วยอัลฟ่า เข้ามาแทรกแซงจะสู้ไหวหรือครับ มันฝึกพวกเรามาเองทั้งนั้น แถมชาวบ้านตอนนี้มันบอกกันไปทั่วว่า ถ้าฝรั่งมาแทรกแซงมันจะช่วยฝรั่ง เพราะพวกเราทำอัปรีย์ไว้มากทั้งพวกท่านราสปูตั๊บพวกศาลพวกทหารจนโลกเขาไม่เอาด้วย ท่านราสปูตั๊บเรียนอเมริกามาช่วยเข้าไปอ่านสำนักข่าวทั้งหลายด้วยนะครับ ว่ามันเจริญพรพวกท่านยังไงบ้าง มันก็กลัวน่ะว่าไทยจะเป็นแบบอิหร่าน ต่างกันแค่ที่นั่นอยาตอลล่าเป็นคนทำ ส่วนที่นี่ศักดินาทำ แต่ผลเหมือนกันคือเอาประเทศถอยกลับไปเป็นพวกอนุรักษ์นิยมจัด ตะวันตกมันเสียประโยชน์มากครับ



ท่านราสปูตั๊บครับ

ตัวท่านเองก็อย่าไปอินกับคนใกล้ชิดมากนักสิครับ ไปคิดว่าคนอื่นเขาคิดแบบพวกท่านหมด ใครคิดไม่เหมือนท่านต้องเป็นคนเลว เป็นพวกใจแคบ สงสัยท่านต้องรู้จักออกมาฟังคนอื่นบ้าง ไอ้พวกนั้นน่ะมันเห็นท่านมีปัญญามีเงินมาจ่ายเลี้ยงดูได้ก็เลยเอาอกเอาใจป้อยอท่าน คนมันไม่มีทางไป หากินกับม็อบมีเงินใช้ไปวัน ๆรับจ้างมั่ง ขายโน่นขายนี่กับคนมาม็อบมั่ง เมื่อมีแม่ยกคอยเลี้ยงดู ทำไมมันจะไม่โชว์ออฟเชียร์ท่านราสปูตั๊บเล่าครับ เปิดใจดูความจริงกันหน่อยว่าไอ้คนที่ไปพึ่งพาท่านอยู่น่ะ เป็นพวกไหน ดูพฤติกรรมส่วนตัวของพวกมันแต่ละคนง่าย ๆ มีใครเอามันหรือเปล่า



ที่พวกผมออกมาเมาท์กันทั้งกลุ่มกับไอ้สรยวยในทีวีคราวนี้ก็คือมาส่งสัญญานขอโทษไปที่ท่านราสปูตั๊บกับฮิปโปน่ะครับ คือจะบอกว่าอย่าด่าพวกผมบนเวทีเลย แต่ผมจะทำอะไรเมื่อไหร่ขอดูพวกมันก่อนว่าแรงขนาดไหน ก็เห็นมันนัดกันวันที่ 1 พฤศจิกายนอยู่ ถ้ามันไปกันเยอะจริง อย่าว่าแต่พวกผมเลยครับ พวกท่านก็ต้องช่วยกันประเมินสถานการณ์ใหม่ด้วย อย่ามัวแต่ลุยไปดุ่ย ๆ โง่ ๆ มีปัญหาก็ให้คนอื่นแก้ เขาไม่ทำเพราะรอบคอบกว่าก็ไปด่าเขาว่าไม่สู้ใจไม่ถึง คิดกันให้มันรอบข้างหน่อยนะครับ กราบขออภัยท่านอีกทีนะครับ ท่านราสปูตั๊บ

จีนยันแก๊สน้ำตาไม่ทำให้เจ็บ-ตาย

การสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตซึ่งเป็นแนวร่วมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคลื่อนพลไปปิดล้อมอาคารรัฐสภา ที่มีการตั้งกันขึ้นมามากมายหลายคณะ ทั้งคณะกรรมการสอบสวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสอบสวนของรัฐบาล คณะกรรมการสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คณะอนุกรรมการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งบางคณะเพิ่งได้รับการแต่งตั้ง และบางคณะเดินหน้าทำงานแล้ว
โทษแก๊สน้ำตาจีนทำคนเจ็บ-ตาย
แม้การทำงานยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่มีกรรมการบางคนในคณะกรรมการสอบสวนบางคณะออกมาระบุชี้ชัดฟันธงโดยไม่ต้องรอมติของคณะกรรมการว่าสาเหตุการเจ็บและการตายของผู้ชุมนุมเกิดจากแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้ โดยเฉพาะแก๊สน้ำตาที่นำเข้าจากประเทศจีนที่ตรวจพบว่ามีคุณภาพต่ำ และมีสารระเบิด “อาร์ดีเอกซ์”
ข่าวคราวที่เกิดขึ้นในเมืองไทยกระทบไปไกลถึงประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งที่มาของแก๊สน้ำตาที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ร้ายทำลายผู้ชุมนุม วันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ “หวนฉิวสือเป้า” จึงทำหน้าที่สื่อสืบหาความจริงมาตีแผ่ว่าแก๊สน้ำตาที่ผลิตในประเทศจีนนั้นเป็นต้นตอขอการบาดเจ็บล้มตายในประเทศไทยหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญจีนยันไม่ร้ายแรง
หนังสือพิมพ์หวนฉิวสือเป้ารายงานโดยกล่าวอ้างว่าได้สอบถามข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธของทางการจีน สิ่งแรกที่ได้ยินจากปากของผู้เชี่ยวชาญคนนี้คือ “รู้สึกแปลกใจอย่างมาก”
ผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธอธิบายว่า ตามหลักแล้วแก๊สน้ำตาไม่ได้เป็นอาวุธที่มุ่งทำลายชีวิต จึงไม่มีสารระเบิดร้ายแรงเป็นส่วนประกอบหลัก จะมีก็เพียงเล็กน้อยเพื่อใช้เป็นตัวจุดชนวนระเบิดและเป็นสารเผาไหม้เท่านั้น การใช้เป็นสารจุดระเบิดเพื่อทำให้เกิดกลุ่มควันขึ้น จึงมีสารระเบิดเป็นองค์ประกอบที่น้อยมาก แม้จะยิงแก๊สน้ำตาไปตกในระยะใกล้กับผู้ชุมนุก็ไม่สามารถทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นบาดเจ็บหนักได้ ส่วนสารเผาไหม้แม้จะมีส่วนผสมของดินปืนก็เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในประทัดทั่วไป ไม่ได้ทำให้เกิดระเบิดร้ายแรง เป็นการใช้เพื่อให้แก๊สแตกตัวเมื่อตกกระทบกับพื้นเท่านั้น
ควบคุมคุณภาพอย่างดีมีมาตรฐาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธอธิบายด้วยว่า การผลิตแก๊สน้ำตาในประเทศจีนทำโดยสำนักงานวิทยาศาสตร์ตำรวจ มีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดมาก และต้องผ่านการตรวจพิสูจน์ซ้ำหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สามารถสร้างความบาดเจ็บกับสิ่งมีชีวิตได้จึงผ่านการอนุมัติให้นำออกมาใช้ ซึ่งตำรวจจีนทั่วประเทศใช้แก๊สน้ำตาที่ผลิตขึ้นในประเทศจีนทั้งหมด และไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่ามีคนแขนขาขาดจากการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม หรือได้รับบาดเจ็บหนัก
ไม่ถึงขั้นทำให้แขน-ขาขาด
“ผมไม่ได้บอกว่าแก๊สน้ำตาไม่มีอันตรายเลย แก๊สน้ำตาจะมีอันตรายต่อผู้ชุมนุมหรือไม่ขึ้นอยู่กับระยะการยิงและปืนที่ใช้ยิง แต่อันตรายอย่างมากก็แค่ทำให้เกิดแผลไหม้เท่านั้น ส่วนเรื่องทำให้ถึงกับแขนขาขาดคงเป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการใช้แก๊สน้ำตาหมดอายุ เพราะเท่าที่ทราบไทยนำเข้าแก๊สน้ำตาจากจีนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 ในขณะที่แก๊สน้ำตาที่ผลิตในจีนมีอายุการใช้งานแค่ 5 ปีเท่านั้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธของจีนระบุ
ไม่มีชาติใดห้ามใช้แก๊สน้ำตา
ขณะเดียวกันมีผู้สื่อข่าวของจีนนำข้อสงสัยเรื่องนี้ไปสอบถามกับนายฉิน กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ในงานแถลงข่าวประจำสัปดาห์ เพื่อขอความชัดเจนว่าจีนเคยส่งออกแก๊สน้ำตาไปประเทศไทยหรือไม่ แต่ได้รับคำตอบว่า “หนึ่ง ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าข่าวนี้เป็นจริงเพียงใด สอง ผมไม่เคยพบว่ามีประกาศจากนานาชาติว่าห้ามใช้แก๊สน้ำตา และสาม หลายประเทศก็ผลิตแก๊สน้ำตา”
ไทยนำเข้าตั้งแต่ปี 2536
จากคำให้สัมภาษณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพาวุธของจีนสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.ภูวดล วุฒฑกนก ผู้บังคับการกองพลาธิการและสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ระบุว่า แก๊สน้ำตาที่ใช้สลายชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้สั่งซื้อมาตั้งแต่ปี 2536 หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ซึ่งตอนนั้นตำรวจไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ในการควบคุมและสลายฝูงชน เมื่อมีการสั่งซื้อมาแล้วก็ไม่มีเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่เกิดขึ้น ทำให้ตำรวจไม่มีโอกาสได้ใช้อุปกรณ์ควบคุมและสลายฝูงชนที่ได้จัดซื้อมา จึงยังไม่มีประสบการณ์ในการใช้มากนัก โดยเฉพาะแก๊สน้ำตา
เคยใช้ที่สงขลาไม่มีคนเจ็บ-ตาย
“ก่อนหน้านี้เคยใช้แก๊สน้ำตาชนิดเดียวกันนี้สลายผู้ชุมนุมคัดค้านท่อก๊าซที่จังหวัดสงขลา แต่ไม่ได้ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต หลังการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้เรียกเก็บแก๊สน้ำตารุ่นดังกล่าวแล้ว และจะไม่นำมาใช้อีก รวมทั้งเรียกเก็บรุ่นที่ผลิตจากอเมริกาด้วย” พล.ต.ต.ภูวดลกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสลายการชุมนุมกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซที่จังหวัดสงขลาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2545 ที่หน้าโรงแรมเจบี อำเภอหาดใหญ่



จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

สลายม็อบ 7 ต.ค. ในสายตานักข่าวต่างชาติ

สลายม็อบ 7 ต.ค. ในสายตานักข่าวต่างชาติ

เหตุการณ์สลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ยังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง และแตกต่างกันค่อนข้างมาก ใครที่เอนเอียงไปทางไหนก็มักจะพูดเข้าข้างฝ่ายนั้น แต่เหตุการณ์ในวันนี้ไม่ได้มีแค่กลุ่มผู้ชุมนุมกับตำรวจเท่านั้นที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังมีผู้สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศร่วมอยู่ในเหตุการณ์เพื่อรายงานข่าวด้วย

เมื่อฝ่ายตำรวจพูดอย่างหนึ่ง พันธมิตรฯพูดอย่างหนึ่ง นักวิชาการ นักการเมือง ผู้เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องทั้งหลายพูดอีกอย่างหนึ่ง ในมุมของคนทำข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เพราะผู้สื่อข่าวต่างประเทศไม่เลือกข้าง นำเสนอข่าวสารอย่างที่พวกเขาพบและเห็น

Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ได้เขียนบันทึกเหตุการณ์เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ NewMandala http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2008/10/11/what-happened-on-7102008/#more-3196

และจากนี้ไปคือคำแปลบันทึกเหตุการณ์ของผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนนี้

เกมแห่งม่านหมอก

ในเกมแห่งม่านหมอกและกระจกเงา ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างภาพ เพื่อบอกกับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

ในบทความชิ้นนี้ผมจะพยายามบรรยายสิ่งที่ผมเห็น และความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่ได้อ้างว่าผมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมอยู่ที่นั่นระหว่างตี 5 ถึง 5 ทุ่มเท่านั้น โดยได้ปลีกตัวออกมาชั่วคราวในช่วงเที่ยงและช่วงระหว่าง 13.00-16.00 น. เพื่อส่งรูปถ่ายไปยังสำนักงาน และหลับตาไปอีกราว 30 นาที ฉะนั้นผมจึงไม่สามารถอยู่ในทุกที่ในช่วงเวลาเดียวกันได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ที่ห่างออกไปแม้เพียง 100 เมตรก็ตาม

เตือนก่อนเข้าสลาย

การโจมตีโดยตำรวจเริ่มประมาณ 06.00 น. ในขณะนั้นผมอยู่ในพื้นที่ที่ฝ่ายพันธมิตรฯยึดครองไว้ ทันทีที่ผมเห็นตำรวจตั้งแถวเพื่อเตรียมโจมตี ผมรีบออกจากจุดนั้นเพื่อไปอยู่ตรงด้านหน้าของแถวตำรวจแทน ผมรู้สึกปลอดภัยขึ้น เพราะผมรู้ว่าหากตำรวจต้องการสลายการชุมนุมจะต้องมีการใช้กำลังอย่างหนัก

ตำรวจได้ใช้รถบรรทุกที่ติดเครื่องขยายเสียงประกาศเตือนให้ผู้ชุมนุมสลายตัวเพราะกำลังจะถูกโจมตี และจะมีการยิงแก๊สน้ำตา ตำรวจได้ประกาศเตือนอย่างต่อเนื่อง และยังกล่าวว่าในความขัดแย้งครั้งนี้ยากที่จะมีใครเป็นผู้ชนะ พวกเราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่ควรมาสู้กันเอง

ผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว และหลังจากนั้นไม่นานการโจมตีก็เริ่มขึ้นด้วยการระดมยิงแก๊สน้ำตา

ต่างฝ่ายต่างโยนเข้าหากัน

มันเริ่มจากทั้งด้านถนนราชวิถีและถนนพิชัย (ผมอยู่ที่นี่) ผมเห็นลูกระเบิดแก๊สน้ำตาระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อปะทะเข้ากับแนวกั้นยางรถยนต์ ยางบางเส้นถึงขนาดกระเด็นสูงจากพื้น 2-3 ฟุต ผู้ชุมนุมต่างพากันวิ่งหนีโดยเร็ว ผมเดินตามหลังตำรวจที่อยู่แถวหน้า มีการต่อสู้ระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรรุนแรงมากนัก มีการโยนลูกระเบิดแก๊สน้ำตาโดยตำรวจเล็กน้อย (ผมเดาเช่นนั้น ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้) และผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรฯที่เหลืออยู่ไม่กี่คนก็โยนวัตถุระเบิดเข้าใส่ตำรวจเช่นกัน มันอาจเป็นประทัดหรือระเบิดปิงปองก็ได้ ในช่วงเวลาที่เร่งร้อนและเต็มไปด้วยหมอกควันนี้ เป็นการยากที่จะเห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นแน่ ควันจากแก๊สน้ำตาทำให้คนตาพร่าไปหมด

ผู้ชุมนุมขาขาด

นอกจากนี้มีตำรวจไม่กี่คนที่มีหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตา พวกเขาจึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ตลอดช่วงเวลานี้ตำรวจได้ป่าวประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้ผู้ชุมหยุดการต่อสู้ และทันทีที่ผู้ชุมนุมหยุด และนั่งลงที่ถนน ตำรวจก็สามารถบรรลุเป้าหมาย คือเปิดประตูรัฐสภาได้สำเร็จ

ถึงตอนนี้ผมจึงได้เห็นว่ามีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัส ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น โดยขาข้างซ้ายถูกระเบิดขาดตั้งแต่หัวเข่าลงไป มีผิวหนังสองสามเส้นเชื่อมขาที่ตกอยู่ข้างๆ เขาถูกห้อมล้อมโดยตำรวจที่ก็ตกใจกับสภาพที่เห็นเช่นกัน ตำรวจบางคนพยายามปลอบเขา ยังมีผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2-3 คนในบริเวณนั้น

แก๊สน้ำตากลายเป็นระเบิดได้

ไม่นานหลังจากนั้นรถพยาบาลได้นำชายคนนั้นและผู้บาดเจ็บคนอื่นขึ้นรถไป ภายในรัฐสภามีนักข่าววิทยุได้รับบาดเจ็บที่หลัง ผิวบางส่วนเปิดออก เลือดไหลและไหม้อย่างรุนแรง ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) นายหนึ่งเข้าไปปลอบขวัญเขา

เมื่อสถานการณ์สงบลง ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเรื่องคนบาดเจ็บ พวกเขาล้วนตกใจกันทั้งนั้น หน่วยยิงแก๊สน้ำตาอธิบายว่า ภายใต้สถานการณ์บางอย่าง การยิงแก๊สน้ำตาอาจก่อให้เกิดแรงระเบิดที่สูงได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดขึ้นในเวลาที่คนอยู่ด้วยกันอย่างหนาแน่น

ผมใช้เวลาอยู่ในบริเวณนั้นอีกพักหนึ่ง นั่งอยู่ภายในตึกรัฐสภา แล้วก็เดินไปที่แยกถนนราชวิถี-สามเสน อันเป็นบริเวณที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯกำลังรวมตัวกันอยู่

โยนระเบิดเข้า บช.น.

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ประมาณ 10.00 น. ผมเดินไปกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตรงหัวมุมลานพระบรมรูปทรงม้า ทันทีที่ไปถึงฝ่ายพันธมิตรฯก็เริ่มการโจมตี พวกเขาโยนระเบิดปิงปอง (หรืออาจเป็นลูกระเบิดแก๊สน้ำตา) เข้าไปยังพื้นที่ของ บช.น. และเข้าใส่ตำรวจ พวกเขาใช้หนังสติ๊กระดมยิงลูกเหล็กและลูกแก้วเข้าใส่ตำรวจ ช่วงขณะหนึ่งผมได้ยินเสียงระเบิด ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเสียงกระสุนปืนที่ยิงผ่านไปอยู่รอบตัวผม (เสียงของลูกกระสุนปืนที่พุ่งผ่านไปต่างกับเสียงของลูกกระสุนที่ยิงโดยหนังสติ๊กอย่างชัดเจน) ผมซ่อนอยู่ข้างหลังรถคันหนึ่ง และขณะที่กำลังโทรศัพท์หาเพื่อนนักข่าวที่ชื่อนิรมาล กอช จาก the Straits Times ผมก็ถูกยิงด้วยลูกเหล็กเข้าที่ท้อง ขณะที่ตำรวจก็ยิงแก๊สน้ำตาเช่นกัน

หลังจากสงบสติอารมณ์สักพักหนึ่ง ผมก็ตามตำรวจที่ล่าถอยเข้าไปในพื้นที่ของ บช.น. หลังจากนั้นสถานการณ์ก็สงบลงชั่วคราว ผมจึงกลับบ้านเพื่อจัดการส่งภาพถ่ายให้สำนักงาน เมื่อถึงตอนนี้ตำรวจได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่รอบๆรัฐสภาให้กับพวกพันธมิตรฯไป

ตร. เปิดทางให้ ส.ส.-ขรก.

ผมได้รับโทรศัพท์ในช่วงบ่ายว่าเกิดการปะทะกันอีกครั้งเมื่อตำรวจต้องเปิดประตูรัฐสภาด้านถนนราชวิถีอีกครั้ง ผมมาจากทางถนนร่วมจิตแล้วก็ต้องติดอยู่กับด้านผู้ชุมนุมที่กำลังถูกตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ โดยตำรวจพยายามตอบโต้การโจมตีของฝ่ายพันธมิตรฯ ระเบิดแก๊สน้ำตาลูกหนึ่งตกลงมาห่างจากผมราว 1 เมตร ตอนที่ผมกำลังวิ่งอยู่ มันส่งเสียงระเบิดกึกก้องทีเดียว

ผมวิ่งมาถึงเส้นที่จะข้ามไปยังพื้นที่ที่ตำรวจยึดครองอยู่ (ตำรวจยิงระเบิดแก๊สน้ำตาลูกหนึ่งใส่ผม เพราะเข้าใจผิดว่าผมเป็นผู้ชุมนุม แต่ก็หยุดหลังจากที่ผมตะโกนซ้ำๆกันว่าผมเป็นผู้สื่อข่าว และยกกล้องให้ดู)

ผมอยู่ตรงหัวถนนนั้นจนตกดึก ตำรวจต้องป้องกันหัวมุมถนนด้านนี้ไว้เพื่อให้ข้าชการ ลูกจ้าง และ ส.ส. สามารถออกจากรัฐสภาได้ ตรงจุดข้ามถนนต้องเจอกับการโจมตีจากฝ่ายพันธมิตรฯอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาระดมยิงลูกเหล็ก ลูกแก้ว ตำรวจจึงตอบโต้การโจมตีด้วยการยิงระเบิดแก๊สน้ำตา มีการยิงเข้าใส่ตำรวจที่อยู่ตรงหัวมุมถนนเป็นช่วงๆ โดยยิงมาจากสถาบันราชภัฏ

พันธมิตรฯขับรถชนตำรวจ

ตำรวจได้ขอให้พวกพันธมิตรฯที่หลบซ่อนอยู่ในตึกโดยรอบออกมา ตำรวจตะโกนบอกว่าจะไม่ทำอะไรผู้ชุมนุมที่ออกมา ผมเห็นหลายคนเดินออกมาโดยตำรวจไม่ได้ทำอะไรพวกเขา สถานการณ์ที่เหนือจริงอันหนึ่งก็คือ เพื่อนของผมซึ่งเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯก็เดินออกจากตึกเหล่านั้นด้วย

หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ตึงเครียดอย่างไม่น่าเชื่อ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาตลอดเวลา ทั้งตรงจุดนั้นและแถวหัวมุมถนนที่ใกล้กับประตูใหญ่รัฐสภา ช่วงขณะหนึ่งฝ่ายพันธมิตรฯพยายามขับรถบรรทุกตรงเข้ามายังตำรวจที่อยู่ตรงถนนร่วมจิต พวกตำรวจจึงรีบตั้งเครื่องกีดขวางและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่รถบรรทุกทันก่อนที่รถจะชนตำรวจ คนขับถูกตำรวจนำตัวไป


พันธมิตรฯยิงตำรวจ

ผมถ่ายรูปเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บหลังจากถูกฝ่ายพันธมิตรฯใช้ปืนสั้นยิงเข้าใส่บริเวณหัวมุมตึกรัฐสภา และตำรวจที่ถูกรถปิกอัพพุ่งชนโดยตั้งใจ

มีข่าวออกมาจากรัฐสภาว่าฝ่ายพันธมิตรฯยิงตำรวจ 3 นาย พวกเขาอยู่ในตึกรัฐสภา และไม่ยอมให้รถพยาบาลเข้าไปรับคนเจ็บ มีคนวิ่งข้ามถนนจากรัฐสภาเพื่อหนีออกมาจากบริเวณนั้นตลอดเวลา

เมื่อฟ้ามืดลง บริเวณนี้ก็สงบลง ผมเดินกลับไปที่ บช.น. ซึ่งกำลังเจอกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรฯ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา พันธมิตรฯใช้หนังสติ๊ก เสียงกระสุนปะทะกับโล่กำบังและพื้นถนนตลอดเวลา ครั้งนี้ผมโชคดีที่ไม่ถูกยิงอีก เห็นได้ชัดว่าฝ่ายพันธมิตรฯยิงปืนออกไปเป็นครั้งคราวเช่นกัน แต่ผมก็ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอน มันน่ากลัวมากทีเดียว มีความพยายามขับรถยนต์และรถบรรทุกเข้าชนแนวกีดขวาง แต่ตำรวจสกัดกั้นไว้ได้

ทหารเข้าสังเกตการณ์

ช่วงขณะหนึ่งฝ่ายผู้ชุมนุม 1 หรือ 2 คนได้รับบาดเจ็บที่ขา แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง เพียงเห็นจากภาพถ่ายของช่างภาพไทยคนหนึ่ง สถานการณ์ในตอนนี้สงบลงเล็กน้อย ตำรวจสามารถยึดแนวกีดขวางตรงหัวมุมลานพระบรมรูปทรงม้ากลับมาได้ รถปิกอัพที่มีคนพยายามขับชนตำรวจจอดแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ตำรวจลากชาย 2 คนออกมาจากข้างหลังและเล่นงานพวกเขาเล็กน้อย ผู้หญิงที่บาดเจ็บคนหนึ่งนอนอยู่บนถนนและมีหมอทหารมารับไป

รถฮัมวีของทหารคันหนึ่งวิ่งสังเกตสถานการณ์โดยรอบ และจอดตรงแถวตำรวจครู่หนึ่งก่อนจะต่อไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

ต่างฝ่ายต่างหยุด

หลัง 22.00 น. สถานการณ์เริ่มอยู่ในความควบคุมมากขึ้น ฝ่ายพันธมิตรฯมีคนน้อยกว่ามาก ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม สักครู่มีชายใส่ชุดพรางกายทหาร ซึ่งอาจเป็นทหารประจำการหรือนอกราชการที่อยู่ฝ่ายพันธมิตรฯก็ไม่รู้แน่ เดินมายังแนวลวดหนามและเจรจากับตำรวจชั่วครู่

ตำรวจตอบว่าจะหยุดยิงแก๊สน้ำตาหากฝ่ายพันธมิตรฯหยุดยิงหนังสติ๊กและโจมตีตำรวจ ตำรวจเพียงแค่ตอบโต้การโจมตีเท่านั้น

หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็อยู่ในความสงบ มีกลุ่มพันธมิตรฯประมาณ 100 คนที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวลานพระรูปฯ ผมจึงกลับบ้าน

ตำรวจใช้เครื่องมือเท่าที่มี

ขณะนี้มีการถกเถียงกันว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่ รวมถึงการใช้แก๊สน้ำตาด้วย จากสิ่งที่ผมเห็นเชื่อว่าตำรวจไม่มีทางเลือกอื่น คุณอาจโทษว่าเป็นเพราะงบประมาณตำรวจที่น่าเวทนา ทำให้พวกเขาไม่มีระเบิดแก๊สน้ำตาที่ก่ออันตรายน้อยกว่านี้ใช้ก็ได้ แต่อย่าโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นเลย ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยเครื่องมือที่มีให้พวกเขา และในกรณีนี้ก็คือเครื่องมือที่ทำในรัสเซีย

ถามว่าการบาดเจ็บมีสาเหตุจากระเบิดของฝ่ายพันธมิตรฯหรือไม่? ตอบตามตรงผมไม่รู้ รู้แต่ว่ามีการโยนระเบิดโดยผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯบางคนเท่านั้น

ไม่มีแก๊สน้ำตาอะไรจะเกิดขึ้น

การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ฝ่ายพันธมิตรฯใช้อาวุธที่อันตราย ถ้าตำรวจไม่ใช้แก๊สน้ำตาสถานการณ์อาจย่ำแย่จนนำไปสู่การปะทะตัวต่อตัวระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม และหากเป็นเช่นนั้นผมมั่นใจว่าจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายสูญเสียชีวิตมากขึ้น ฝ่ายพันธมิตรฯมีปืนสั้นจำนวนหนึ่ง ตำรวจ 1 หรือ 2 นายถูกแทงด้วยปลายเสาธง ฉะนั้นจึงไม่อยากจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากแก๊สน้ำตาไม่ได้ช่วยสร้างระยะห่างระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายไว้ ผมไม่อยากคิดว่าตำรวจตั้งใจทำให้ใครบาดเจ็บ แต่ในช่วงเวลานั้นมีทางเลือกน้อยมาก

พันธมิตรฯไม่ยอมเจรจา

สิ่งที่บางคนดูเหมือนจะลืมก็คือ ความเป็นจริงพื้นฐานกฎหมายอยู่ข้างตำรวจ ไม่ได้อยู่ข้างพันธมิตรฯ ดูเหมือนว่าขณะนี้งานเขียนของผมจะอยู่ใจกลางของสงครามโฆษณาชวนเชื่อ ผมสามารถบอกซ้ำเพียงว่ามีการประกาศเตือนผ่านรถติดเครื่องขยายเสียงของตำรวจอย่างชัดเจนว่าไม่มีการเจรจา ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรฯได้สร้างแนวกีดขวางเอาไว้ และไม่มีเจตนาจะล่าถอยออกไปหลังจากที่มีการเตือน ตำรวจจึงเคลื่อนเข้าหา

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งตำรวจต้องถูกตำหนิ ตำรวจในประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์ในการควบคุมการจลาจลอย่างตำรวจในบางประเทศ เช่น เยอรมนีที่การจลาจลเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ และต้องบันทึกไว้ด้วยว่าที่เยอรมนีผู้ก่อจลาจลไม่ได้พกเอาปืนผาหน้าไม้ออกไปด้วย แน่นอนด้วยว่าอุปกรณ์และเครื่องมือของตำรวจในโลกตะวันตกก็เตรียมการดีกว่ามาก

ไม่มีพันธมิตรฯถูกยิงด้วยปืน

ผมยังคงเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดตามเงื่อนไขที่อำนวยให้ ไม่มีผู้ชุมนุมพันธมิตรฯรายไหนถูกยิงด้วยอาวุธปืน จากข้อมูลของผมสิ่งนี้แตกต่างจากเหตุการณ์ในปี 2535, 2519 และ 2516

ผมหวังว่าผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ 7 ตุลา จะไม่ถูกนำมาขยายความเกินจริงเพื่อเปรียบเทียบกับ 3 เหตุการณ์ดังกล่าวก่อนหน้านี้ เพราะการทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไร และจะก่อให้เกิดความเกลียดชังมากขึ้น เกิดการนองเลือดมากขึ้น

พันธมิตรฯพกพาอาวุธอย่างท่อนไม้และหนังสติ๊กด้วย เรื่องนี้ไม่เป็นที่ต้องสงสัย และมีผู้ชุมนุมพันธมิตรฯอย่างน้อย 1 รายถูกบันทึกภาพเคลื่อนไหวเอาไว้ด้วยว่ามีปืนพก มีตำรวจ 3 นายได้รับบาดเจ็บจากการถูกอาวุธปืนยิง การอ้างว่าสมาชิกพันธมิตรฯไม่ได้พกอาวุธจึงเป็นเรื่องน่าขัน เช่นเดียวกับเรื่องสุดขั้วจากฝ่ายตรงข้ามพันธมิตรฯที่บอกว่าผู้ที่เสียแขนเสียขาเป็นผู้พิการอยู่แล้ว

กทม. ต้องรับผิดชอบด้วย

การสืบสวนของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ดูเหมือนจะยืนยันว่าแก๊สน้ำตาชนิดขว้างจะต้องรับผิดชอบกับการบาดเจ็บอันน่าสยดสยองนี้แต่โดยดีและความรับผิดชอบใหญ่ควรจะอยู่บนบ่าของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ด้วย เพราะได้ปฏิเสธคำขอรถดับเพลิงของตำรวจเพื่อใช้เป็นปืนฉีดน้ำ (water cannon) โดยให้เหตุผลว่าน้ำที่ไม่สะอาดในถังบรรจุอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ชุมนุม เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติม

ตำรวจกำลังถูกทำลาย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจล้วนได้รับคำตำหนิ ผมได้รับรายงานว่าในภาคกลางของไทยมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 7 ตุลา คือเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายหรือถูกรุมตีจนได้รับบาดเจ็บ ผมสงสัยว่าผู้บงการที่ต้องการให้สถานการณ์อยู่ในภาวะสุดโต่งโดยหวังจะบรรลุเป้าหมายในระยะเวลาสั้นตระหนักถึงผลเสียในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นหากกองกำลังตำรวจของไทยถูกรื้อออกในทิศทางที่เกิดขึ้นในขณะนี้หรือไม่ ทุกความพยายามในการปรับปรุงกองกำลังตำรวจกำลังจะถูกทำลาย

ผมขอบคุณคนที่รู้สึกว่ารายงานของผมพยายามที่จะมีความเป็นกลางและเที่ยงตรงเท่าที่สามารถทำได้ และผมตั้งความหวังด้วยว่าผู้คนที่กำลังโกรธการรายงานของผมจะไม่เป็นความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของผมหรือครอบครัว

หาความเป็นกลางได้ยาก

นี่คือสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมากต่อการทำงานในฐานะผู้สื่อข่าว ความเที่ยงตรงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากในห้วงยามนี้ ขณะที่มีหลายแง่มุมของสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องพิจารณาและตีความด้วยการใช้แนวทางประวัติศาสตร์ สังคม และใช้แง่มุมที่หลากหลายผสมปนเปกัน สิ่งที่จะเกิดต่อไปนั้นไม่มีใครหยั่งรู้ไปเสียทั้งหมด และสำหรับทุกคนนี่คือเส้นทางของการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่

ขณะนี้การทำงานมีความเสี่ยงอันตรายมากยิ่งขึ้น ความอันตรายที่เห็นได้ชัดในขณะนี้คือเหตุความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ผมกลัวยิ่งกว่าว่าจะทำผิดพลาดอยู่ในสงครามโฆษณาชวนเชื่อนี้ ไม่มีคนหนึ่งคนจะทำให้ถูกต้องได้สำหรับทุกคน และคนฝ่ายหนึ่งมักจะไม่พอใจสิ่งพิมพ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง



จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551

"ประชาธิปไตย ธรรมดา"

โดย ว ณ ปากนัง
ที่มา เว็บ prachatai

*อันประชาธิปไตย ธรรมดา
ทั่วโลกา ว่าปวงชน เป็นใหญ่
เทวดา ว่าประชาธิปไตย
ต้องศีลธรรม เป็นใหญ่ เหนือปวงชน

*จึ่งต้องให้ เทวดา มาชี้นำ
เพื่อศีลธรรม นำเกื้อ เหนือเหตุผล
เลือกตั้ง มี “ลากตั้ง” หวังชี้ดล
เพื่อเกิดผล “คนดี” มีศีลธรรม

*ประชาธิปไตย ไม่เชื่อ เสียงปวงชน
จึ่งสับสน ปลอมปน จนถลำ
เป็นอะไร ไม่รู้ สู่เวรกรรม
จนชอกช้ำ สำเร็จ เผด็จการ

*ประชาธิปไตยแบบควบคุม
อยู่ในหลุมอำนาจบทบาทผลาญ
อำนาจแฝงคอยควบคุมรัฐบาล
มาจากการเลือกตั้งของปวงชน

*รัฐบาลอ่อนแอแพ้แต่ต้น
โดยผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งหวังผล
เพื่ออำนาจเพื่อบทบาทอภิชน
มาชี้ดลการเมืองไทยไว้ถือครอง

*มาอวดอ้างการเมืองใหม่ใช้วาทกรรม
เพื่อชี้นำยึดอำนาจปวงชนผอง
เป็นการเมืองถอยหลังลงลำคลอง
ข้อเรียกร้องเหมือนคนบ้าพาเรื่องร้าย

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 16, 2551

หากเกิดยึดอำนาจ ขอให้ คุณจาตุรนทร์ ออกมานำม็อบประชาชนต่อสู้เผด็จการที่สนามหลวง

บทความ โดย Bugbunny
ที่มา www.thaifreenews.com/


ข่าวว่าฮิปโปกำลังสติแตกถึงระดับสูง เมื่อปรากฏว่ากระสุนนัดที่ประเมินผลล่วงหน้าว่าจะทำให้มีมหาชนเข้าร่วมมากมาย กลับกลายเป็นกระสุนที่ระเบิดเอาจนกระบอกปืนแตกกระจายเข้าหน้าคนยิงเป็นบาดแผลเหวอะหวะ ผิวหน้าลอกหลุดเป็นแผ่น และทุกชั้นชนพากันตาสว่างกันถ้วนหน้าโดยมิได้นัดหมาย จึงสติแตกระเบิดอารมณ์ถึงขั้นว่า ให้ขุนศึกคนไหนก็ได้ต้องออกมาทำตามที่ตนสั่ง แต่ขุนศึกต่างก็ยังเงียบฉี่ แม้จะบีบขนาดไหน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคำพูดที่ยกยอไอ้ตั๊บจนเลิศเลอทั้งที่ไม่เคยทำอะไรเลย ในขณะที่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้มาหลายสิบปีนั้นกลายเป็นผู้ไม่มีความหมาย ต่างเสียความรู้สึกกันเป็นแถว ไม่รวมถึงกำลังขนาดใหญ่สีกากีที่พากันแค้นใจเป็นอย่างยิ่งกับการกระทำเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา

ที่เรียกร้องให้คุณจาตุรนทร์ ฉายแสง ออกมานำการชุมนุม ก็เพราะเขาคือคนที่ประชาชนศรัทธาพอ กับนายทหารให้ความเชื่อถือ เนื่องจากความสามารถ คำพูด และประเด็นที่นำเสนอ เป็นสิ่งที่นายทหารในกองทัพยอมรับมาก จากความเห็นของอาจารย์ที่สอนในวิทยาลัยการทหารระดับสูงและรู้จักนายทหารในประเทศนี้อย่างดี ท่านจบปริญญาเอกทางด้านยุทธศาสตร์การทหารหนึ่งเดียวของประเทศนี้ จากมหาวิทยาลัยไอวี่ลีกในอเมริกา

อาจารย์บอกว่า ทหารไม่ได้กลัวกำลังมวลชนเพราะกำลังไฟเขาเหนือกว่ามาก แต่รู้ดีว่าพลังที่แรงกว่าคือพลังที่ได้รับการยอมรับจากมวลชนมาก ๆ คุณจาตุรนทร์ มีลักษณะนิ่มนวลแต่แข็งแกร่งจริง ทำตามระเบียบแบบแผนมาตลอด ไม่ใช่พวกฮาร์ดคอร์นักฉวยโอกาสทางการเมือง ทำให้มีอิทธิพลทางความคิดต่อมวลชนกว้างขวางกว่าคนอื่น ๆ ที่เคยเห็นหน้ากันมาในการต่อสู้แทบจะทุกคน รวมไปถึงการยอมรับจากผู้ถืออาวุธและเป็นกำลังในการเปลี่ยนแปลงเมืองไทย

จงอย่าคิดว่าการรัฐประหารอีกเป็นเรื่องเพ้อฝัน พวกเขาทำแน่ถ้ามีโอกาสและจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อไอ้ตั๊บจะเคลื่อนที่สร้างเหตุผลการยึดอำนาจให้ในเร็ววัน และการบีบคั้นจากฮิปโป

ถ้าหากมีการยึดอำนาจ อยากวิงวอนให้ คุณจาตุรนทร์ ฉายแสง ออกมานำม็อบประชาชนที่สนามหลวง เราก็จะมี Idol ที่ทุกคนยอมรับนับถือ เราเชื่อว่าคุณจาตุรนทร์น่าจะพร้อมออกมาเป็นผู้นำของประชาชนอย่างแน่นอน แล้วพวกเราจะเข้มแข็งที่สุดเมื่อต้องต่อสู้กับฮิปโป

ผู้ที่มองโลกแค่ปลายจมูก ก็จะเห็นแต่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ซึ่งไม่ไกลเกินปลายจมูก แต่คนที่มองโลกอย่างนักปฏิบัตินิยม เขาจะมองออกไปไกลถึงเส้นขอบฟ้าหรือเลยกว่านั้นไปอีก ไม่ทำเรื่องจุ๊กจิ๊กที่แค่มันในอารมณ์ แต่ไม่ได้ผลในภาพรวม การมองแบบคุณจาตุรนทร์จะทำให้เห็นโอกาสและอุปสรรคอย่างแจ่มชัดแบบพาโนรามา ต้องให้คนแบบนี้เป็นผู้นำประชาชนผู้รักประชาธิปไตย แล้วฝ่ายประชาชนจะชนะสงคราม
............

วันพุธ, ตุลาคม 15, 2551

ในเป้าหมายของม็อบพันธมิตร มียาพิษของ โพธิรักษ์ ซ่อนอยู่

การแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อปกครองแผ่นดิน และบริหารประเทศ ตามแนวทางของลัทธิอโศก คือ เป้าหมายสูงสุดของ โพธิรักษ์ สำนักอโศก และ จำลอง ศรีเมือง อย่างมิพักต้องสงสัยอีกต่อไป

การเอาชนะทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ คือปลายทางของ โพธิรักษ์ และ จำลอง ที่กำหนดไว้นานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสเดินทางไปถึง ด้วยวิถีทางปกติ และวิธีการที่เป็นที่ยอมรับในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าฯกทม. กทม.สองสมัย ของจำลอง ศรีเมือง ดูจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และทำให้ โพธิรักษ์ กับ จำลอง ตลอดจน สาวกสำนักอโศก มีความหวังอย่างยิ่งที่จะได้ใช้แนวทางคำสอนของลัทธิอโศก เป็นแนวนโยบายบริหารประเทศ

เมื่อถึงนั้นลัทธิอโศก ก็จะมีสถานะไม่ด้อยกว่าพระพุทธศาสนา อีกทั้ง พ่อท่านโพธิรักษ์ ก็คงมีศักดิ์เสมอเท่าสมเด็จพระสังฆราช เป็นอย่างน้อย

ความหวังทั้งหมดมวลนี้ของชาวอโศก และโพธิรักษ์ พังทลายลงเหมือนกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด เนื่องเพราะพรรคพลังธรรมที่มีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค พ่ายพิษน้ำลายในสงครามการเมืองเรื่องเลือกตั้งเมื่อปี 2535 ให้แก่พรรคประชาธิปัตย์

เมื่อศิษย์เอกอย่างจำลอง ศรีเมือง พลาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีข้อหา พาคนไปตาย ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ พรรคพลังธรรม ถึงกาลล่มสลายลงในที่สุด เมื่อนักการเมืองที่มารับช่วงต่อจาก จำลอง ศรีเมือง และประชาชนที่เคยให้การสนับสนุน ได้รู้เห็นความจริงว่าพรรคพลังธรรม คือ ตัวแทนของสันติอโศก และ จำลอง ที่แท้ก็คือ ตัวตนของโพธิรักษ์ อีกภาคหนึ่ง

การถอนตัวออกจากพรรคพลังธรรมของ ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดกำเนิดความบาดหมางแรกระหว่าง จำลอง กับ ทักษิณ เพราะหลังจากที่ทักษิณ หันหลังให้ อันเนื่องจากความขัดแย้งภายในพรรค จนยากจะประสานได้ พรรคการเมืองที่จำลอง และ โพธิรักษ์ หวังจะใช้เป็นบันไดไขว่คว้าหาอำนาจรัฐ ซึ่งเกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว ก็ไปไม่รอดและจอดไม่ต้องแจวเหมือนเรือเกยตื้นยังไงยังงั้นเลย

แต่ใช่ว่าเมื่อพลาดหวังกับพรรคพลังธรรม จำลอง ศรีเมือง กับ โพธิรักษ์ จะหยุดตัวเอง จะละ ลด เลิก กิเลส ตัณหา ความอยากได้ อยากมีอำนาจรัฐ แต่อย่างใดไม่ ทั้งสองคนวางแผนที่จะกลับคืนสู่เกมอำนาจอีกคราครั้งหนึ่ง ด้วยการลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่ 3 ของจำลอง ศรีเมือง ก่อนจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เสียฟอร์มให้แก่ พิจิตต รัตตกุล

สาเหตุของความพ่ายแพ้ก็เนื่องมาจาก ประชาชนคนกรุงเทพฯ รู้ทันเสียแล้วว่าจำลอง ไม่ใช่ของจริง กลยุทธ์หาเสียงด้วยเข่งปลาทู ทำตัวให้ดูน่าสงสาร น่าเห็นใจ เป็นคนยากคนจน ไม่สามารถเรียกคะแนนสงสารจากคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเคย

เลยไปจนถึงเรื่องการบริหารราชการงานที่กทม. ซึ่งมีข้อพิรุธสงสัยว่า จำลอง ศรีเมือง มีความสุจริต โปร่งใสจริงหรือไม่ เมื่อได้เห็นเรือหางยาวของบริษัทครอบครัวขนส่ง วิ่งรับ-ส่งประชาชน เก็บเงินค่าโดยสาร ราวกับเป็นเจ้าของคลองแสนแสบ ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้รับสัมปทานเส้นทางการเดินเรือ และ ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการเดินเรือในคลองแสนแสบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจาก ได้รับความเห็นชอบให้ทำโครงการทดลองให้บริการประชาชน เท่านั้น

แต่ทว่าเป็นการทดลองให้บริการที่ใช้ระยะเวลายาวนานนับสิบปี โดยที่ไม่มีการประเมินผล และไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจประกอบการรายอื่น เข้าเสนอประโยชน์ให้แก่กทม. ในลักษณะของการแข่งขัน แต่กลับปล่อยให้บริษัทครอบครัวขนส่งเก็บกินผลประโยชน์ไปหลายร้อยล้านบาท ใน ขณะที่กทม. ไม่ได้อะไรเลย อีกทั้งยังต้องตกเป็นหนี้บุญคุณบริษัท ที่อุตส่าห์จัดเรือมาให้บริการ ช่วยแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ ในสายตาของจำลอง ศรีเมือง ทั้งในขณะที่อยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ และ พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

หลังการพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จำลอง ศรีเมือง ก็หลบลี้หนีหน้าหายไปจากสังคมการเมือง สืบสาวราวเรื่องในภายหลังได้ความว่าไปเปิดโรงเรียนผู้นำ และ โรงเลี้ยงหมาจรจัด สร้างภาพความสมถะ และเสียสละ ให้สังคมได้รู้เห็นอีกครั้งหนึ่ง

แต่การหนีออกจากสังคมเมืองไปหลบเลียแผลในป่าในดง ไปอยู่กับธรรมชาติ และหมาจรจัด ก็ไม่ได้ทำให้กิเลสตัณหา ความยากมีอำนาจในหัวใจของจำลอง ลดลงแต่อย่างใดไม่

เช่นเดียวกับ โพธิรักษ์ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จกับการสร้างพรรคพลังธรรม และต้องถูกศาลฎีกาตัดสินลงโทษในทางอาณาจักร และถูกมหาเถรสมาคมลงโทษในทางศาสนจักร จนต้องกลับไปกล้ำกลืนความเจ็บปวดในสำนักอโศก ไม่เคยโผล่ ไม่เคยเยี่ยมหน้าออกมาปรากฏให้ผู้คนได้พบเห็นในสถานที่สาธารณะมากนัก

แม้จะหลบลี้หนีหน้าออกจากสังคมไป แต่ในใจของโพธิรักษ์ กลับไม่เคยหยุดคิดเรื่องการแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อสถาปนาลัทธิอโศก ขึ้นเป็นศาสนาเทียบเท่าพระพุทธศาสนา แนวทางคำสอนของอโศก ที่โพธิรักษ์บัญญัติขึ้นเพื่อสั่งสอนสาวกให้ลด ละ เลิก กิเลส กลับไม่สามารถเข้าถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของตนเองได้

ทั้ง โพธิรักษ์ และ จำลอง จับจ้องมองดู คอยฉกฉวยโอกาสหาจังหวะที่จะพาตัวเองและอโศกกลับคืนสู่เส้นทางการแสวงหาอำนาจรัฐ อยู่เสมอๆ ในทุกรูปแบบ ทั้งการก่อตั้งพรรคการ เมืองที่ชื่อ "พรรคเพื่อฟ้าดิน" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของสันติอโศก ที่ยึดถือคำสอนของโพธิรักษ์ เป็นนโยบายพรรค และมี จำลอง ศรีเมือง เป็นที่ปรึกษาพรรค พร้อมด้วย ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตร อาละวาด ด่ากราดทุกคนที่ไม่เข้าร่วมกับม็อบพันธมิตร อยู่ในเวลานี้ ก็เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อฟ้าดิน ด้วย

โอกาสแรกของจำลอง กับ โพธิรักษ์ เกิดขึ้นเมื่อ รัฐบาลทักษิณ ออกนโยบายหวยบนดิน จำลอง กระโดดแผล็วขึ้นมาเป็นผู้นำต่อต้านทันที เป็นการปรากฏตัวของจำลอง ในฐานะฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลทักษิณ อย่างเปิดเผยและเป็นทางการเป็นครั้งแรกในการรับรู้ของประชาชน หลังจากที่ซุ่มเงียบรอจังหวะมานานหลายปี

กระทั่งเกิดกรณี บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนักลงทุน นักธุรกิจ เห็นเป็นโอกาสดีของประเทศไทย ที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียนทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ที่กำลังซบเซา จะได้ฟื้นตัวและมีสีสันขึ้นมาอีกครั้ง

ในขณะที่ จำลอง ก็เห็นเป็นโอกาสดีของตนเช่นกัน ที่จะทำใช้กรณีนี้เป็นเวทีเปิดตัวเอง กลับคืนสู่เส้นทางการช่วงชิงอำนาจรัฐอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการนำสาวกสันติอโศก ในนามกองทัพธรรม ออกมา ชุมนุมปิดถนนประท้วง ไม่ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียน ด้วยข้ออ้างว่าเป็นธุรกิจผลิตและขายสุรา เป็นธุรกิจที่ไม่มีธรรมาภิบาล

การปิดถนนประท้วงต่อต้านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนั้น เป็นการปรากฏตัวของจำลอง โพธิรักษ์ และ สันติอโศก ในฐานะผู้ผดุงคุณธรรม และต่อต้านธุรกิจที่เป็นอันตรายต่อสังคม ได้รับคำชื่นชมไปไม่น้อย

แต่อีกด้านหนึ่งของการต่อต้านครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างใหญ่หลวง เมื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เห็นว่าการใช้ดุลพินิจอย่างเป็นอิสระในพิจารณารับบริษัทจดทะเบียน เกิดปัญหาขึ้นแล้ว เมื่อภาพข่าวการก่อม็อบของจำลอง และการปิดถนนกดดันของสาวกสันติอโศก มีผลให้บริษัทมหาชน บริษัทหนึ่ง ไม่สามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้

ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เปิดรับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ด้วยความยินดียิ่ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสิงคโปร์ มีบรรยากาศที่น่าน่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นไทยหลายเท่าตัว และ ส่งผลให้เงินทุนในประเทศ ต้องออกไปอยู่ในต่าง ประเทศ อย่างที่ไม่ควรจะเป็น

การได้ชัยชนะของจำลอง ศรีเมือง และม็อบสันติอโศก เป็นต้นแบบของการก่อม็อบปิดถนน ประท้วงเพื่อกดดันรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐในเวลาต่อมา กระทั่งกลายเป็นแฟชั่น เป็นค่านิยม สำหรับผู้ต่อต้านนโยบายรัฐ นโยบายสาธารณะ รวมไปถึงนโยบายองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ส่งผลให้สังคมตกอยู่ภายใต้การกดดันของม็อบรายวัน ในขณะที่กฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถนำมาใช้บังคับใช้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ อ่อนแอ เกรงจะเกิดปัญหามวลชน

หลังจากนำกองทัพธรรมที่ประกอบด้วยสาวกของสันติอโศก กดดันตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ทำตามความต้องการของตนและพวกพ้อง สำเร็จ จำลอง ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์การเมือง นโยบายรัฐบาลทักษิณ บ่อยครั้งขึ้น ในที่สุดก็ประกาศตัวเข้าร่วมขบวนการม็อบพันธมิตรขับไล่ทักษิณ ชินวัตร อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยมีโพธิรักษ์ นำสาวกสันติอโศก ที่อุตริสถาปนาตนเองเป็นกองทัพธรรม เข้าร่วมด้วย และเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญ ที่ตรึงพื้นที่ชุมนุมไว้ และเป็นกำลังหนุนคอยเติมคนให้ดูว่ามีผู้ชุมนุมหนาแน่นอยู่ตลอดเวลา

การร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ของ โพธิรักษ์ กับ จำลอง ศรีเมือง ครั้งที่แล้ว ถูกมองว่าตกเป็นเครื่องมือของทหาร ที่นำการชุมนุมไปใช้เป็นเงื่อนไขก่อการรัฐประหาร เพื่อสนองความพึงพอใจของ เปรม ติณสูลานนท์ ที่เห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร กำลังท้าทายอำนาจของตนเอง อย่างที่ไม่เคยมีใครกล้ากระทำมาก่อน

หลังการรัฐประหาร แม้ว่า จำลอง ศรีเมือง จะได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ ทั้งจำลอง โพธิรักษ์ และ สำนักอโศก ไม่ได้อะไรเลยจากการลงทุนลงแรงเข้าร่วมชุมนุม เนื่องเพราะรัฐบาลสุรยุทธ์ ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของจำลอง และ โพธิรักษ์ รวมไปถึงแกนนำพันธมิตรทุกคนอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบทเรียนของบรรดาแกนนำม็อบพันธมิตร ที่จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก

เป็นที่น่าสังเกตว่าการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ของม็อบพันธมิตร ในครั้งนี้ จำลอง ศรีเมือง กลายเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในการนำ ซึ่งแตกต่างจากครั้งแล้วที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แสดงบทบาทผู้นำเดี่ยวชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็เป็นสาวกของโพธิรักษ์ และ ผู้คนในชุมชนอโศกที่มาจากสำนักต่างๆ ทั้งปฐมอโศก และ ราชธานีอโศก ซึ่งต้องมาร่วมด้วยเงื่อนไขหากไม่เข้าร่วม ก็จะถูกขับออกจากชุมชนอโศก

จำลอง กับ โพธิรักษ์ คิดอะไรอยู่ มองอะไรเป็นเป้าหมาย หลังการต่อสู้ เคลื่อนไหว ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ในครั้งนี้ อ่านกันไม่ยาก และยิ่งง่ายขึ้นมาก เมื่อได้เข้าไปดูเวปไซต์ของสันติอโศก ก็จะพบว่าสันติอโศก ที่เป้าหมายทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง และมีความเกี่ยวข้องในลักษณะเป็นเจ้าของพรรคการเมืองที่ชื่อ พรรคเพื่อฟ้าดิน อย่างเปิดเผย

เพียงแต่ว่า การแสวงหาอำนาจรัฐ โดยกลไกทางการเมืองตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีพรรคเพื่อฟ้าดินเป็นสะพานไปสู่การมีอำนาจรัฐ ไม่มีแนวโน้มทีท่าว่าจะประสบผลสำเร็จ ไม่เคยประสบผลสำเร็จ จำลอง กับ โพธิรักษ์ จึงจับมือกันยึดสะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นสะพานไปสู่การแสวงหาอำนาจรัฐ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และวิถีทาง กระทั่งแนวร่วมที่มาอยู่ในขบวนการปล้นอำนาจ เดียวกันว่าเป็นใคร มาจากไหน มีอุดมการณ์บุญนิยม เช่นเดียวกับตนหรือไม่

อาทิ จำลอง ศรีเมือง ประกาศไม่นอนกับเมีย เพื่อรักษาศีลให้แก่ตัวเอง แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล นอกับผู้หญิงไม่เลือกหน้า นอนกับเมียคนอื่นหลายคน ยกเว้นเมียตัวเอง

อาทิ จำลอง ศรีเมือง นับถือ โพธิรักษ์ ที่ถูกมหาเถรสมาคมขับออกบวรพระพุทธศาสนา และไม่นับเป็นสงฆ์ เป็นศาสดา แต่สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าต่อสู้เพื่อรักษาพระพุทธศาสนา และปกป้องพระเกียรติยศสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประธานมหาเถรสมาคม

แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้จำลอง ศรีเมือง กับ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นมนุษย์คนละสายพันธุ์ หันมาจับมือทำงานร่วมกันได้

คำตอบก็คือ อำนาจ และ สถานะผู้มีอิทธิพลเหนือการเมือง เหนือกฎหมาย ไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย มีสิทธิพิเศษบนผืนแผ่นดินไทยทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว ชนิดที่คนธรรมดาสามัญอื่นๆ มีไม่ได้ นั่นเอง

ในขณะที่ จำลอง ศรีเมือง บอกว่าตนลด ละ เลิก กิเลสตัณหา ไม่แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ ตามคำสอนของโพธิรักษ์ เจ้าสำนักอโศก

ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ในธรรมะของพระพุทธองค์ ซึ่งสอนว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

แต่ ทั้งสองคน กลับจับมือกันสร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย ให้แก่บ้านเมือง และฉุดดึงประชาชน ประเทศชาติ ให้ตกต่ำลงอย่างเมามัน ไม่ครั่นคร้ามต่อกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

กระทั่ง พระเจ้าแผ่นดิน ทรงมีพระราชดำรัสเตือนว่า ประเทศเคยพังมาแล้วและจะพังอีก แต่ทั้งสองคน ซึ่งคนหนึ่งเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เข้าเฝ้ารับฟังพระราชกระแสเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ ความเสียหายของประเทศชาติ เมื่อประชาชนถูกปลุกระดมให้ออกมาเผชิญหน้ากัน และอีกคนหนึ่งเคยถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ที่แอบอ้างว่าแนบชิดและนำสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของตนเอง

พิจารณาจากลำดับความเคลื่อนไหวปลุกระดมประชาชน ให้ออกมาเผชิญหน้า แบ่งประเทศเป็นสองฝ่าย แยกประชาชนเป็นสองเสี่ยง นับแต่การก่อม็อบไล่ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งที่แล้ว จนมาถึงปิดถนนราชดำเนิน เมินพระราชกระแสรับสั่งพระเจ้าอยู่หัว มัวเมาอยู่ในคำสอนของโพธิรักษ์ ที่ยกพลพรรคสาวกแอบอ้างเรียกขานตัวเองเป็นกองทัพธรรม ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานนับเนื่องกันเกือบ 3 ปี จนถึงขณะนี้ หากจะตัดประเด็นโพธิรักษ์ กับ สำนักอโศก และเป้าหมายทางการเมือง ออกจากเรื่องนี้ไปแล้ว ก็อาจจะเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด และหากเป็นเช่นนั้น ก็มีโอกาสที่ประเทศไทย จะตกอยู่ใต้สงครามศาสนา เช่นเดียวกับ มุสลิม นิกาย ชีอะห์ กับ สุหนี่ ที่เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน ก็เป็นไปได้

เหตุการณ์ของประเทศไทยจะดำเนินไปทางใด บ้านเมืองจะเคลื่อนไปทิศทางไหน ก็อยู่ที่คนไทยทั้งหลาย พุทธบริษัททั้งปวง ว่าจะยอมตนตกเป็นเครื่องมือ เดินตามจำลอง กับ โพธิรักษ์ และสนธิ รื้อบ้านรื้อเมือง และสถานปนาลัทธิอุบาทว์ชาติชั่ว ขึ้นมาทัดเทียมพระพุทธศาสนา หรือไม่

อย่าว่าแต่เดินตามไปสมทบกับม็อบพันธมิตรเลย แม้แต่นิ่งดูดาย คิดว่าธุระไม่ใช่ ก็มิอาจจะกระทำได้ หากว่า ท่านยังต้องการปกป้องรักษาพระพุทธศาสนา ให้คงอยู่คู่กับเมืองไทยตลอดไป

พึงระลึกให้ดีว่า...

ครั้งที่แล้ว หลายท่านตกเป็นเครื่องมือของม็อบพันธมิตร นำทหารออกมาก่อการรัฐประหาร กว่าจะทันรู้ตัวว่าถูกหลอก ประเทศชาติก็เสียหายย่อยยับไปแล้ว

ครั้งนี้ ท่านอาจจะตกเป็นเครื่องมือของจำลอง กับ โพธิรักษ์ ทำลายพระพุทธศาสนา โดยไม่ทันรู้ตัวอีกครั้งหนึ่ง

โปรดพิจารณาให้ดี ในเป้าหมายของม็อบพันธมิตร มียาพิษของโพธิรักษ์ ซ่อนอยู่



ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots

วันอังคาร, ตุลาคม 14, 2551

‘หมอพรทิพย์’ซัดพันธมิตร: การ์ดพันธมิตรแฉหมดเปลือก

(คลิ๊กดูข่าว) การ์ดพันธมิตรแฉหมดเปลือก ระเบิดปิงปองคือสาเหตุที่ทำให้แขนขาขาด
.........

หมอพรทิพย์” สรุปผลพิสูจน์การใช้แก๊สน้ำตาที่มีการอ้างว่าทำให้คนบาดเจ็บแล้ว ระบุทุกอย่างมีความชัดเจน แต่รอให้กรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นคนชี้ขาด ซัด “ไอ้พวกพันธมิตร” พูดมาก เอาไปแอบอ้างบนเวทีจนแปดเปื้อนเสียหาย ยืนยันไม่ได้ทำงานให้ใครแต่เป็นไปตามหลักวิชาการ รับพบสารระเบิดปนในแก๊สน้ำตาจริง แต่ตั้งข้อสังเกตคนใช้งานจะรู้หรือไม่ เพราะมีการจัดซื้อตั้งแต่ปี 2538

การเข้าตรวจพิสูจน์พื้นที่ที่มีการใช้แก๊สน้ำตา และมีการอ้างว่าทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงแล้ว และส่งผลการตรวจพิสูจน์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการเข้ามารับงานในครั้งนี้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ระบุว่ามีแรงกดดันอย่างมากจากหลายฝ่าย

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่าผลตรวจสอบที่ได้มีความชัดเจนไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการมาตรวจซ้ำอีก และขอยืนยันว่าทุกอย่างทำไปตามหลักการ

ผอ.นิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าการทำงานเป็นไปตามหลักวิชาชีพเพื่อพิสูจน์ความจริงที่ทำให้เกิดความถูกต้องและความยุติธรรม ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ฝ่ายค้าน รัฐบาล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บัญชาการทหารบก
ดังนั้นขอให้ทุกคนฟังข้อมูลให้ครบแล้วคิดก่อนที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์

"หมอก็ต้องมาแปดเปื้อนกับไอ้พวกพันธมิตรฯที่พูดมาก ขึ้นเวทีแล้วไมโครโฟนไฟดูด เที่ยวมาบริภาษเรา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีความรู้" พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว


...รวมข่าวออนไลน์ จาก ไทยอีนิวส์/ประชาไท