ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2552

ประเทศไทยมีแต่คนเก่งที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะกลัวเสียหน้า ประเทศไทยถึงได้วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้

ข้อมูลภาพและบทความ โดย : คนบางมด : สายลมรัก (จาก ไทยฟรีนิวส์)

โบ้ย'หมอพรทิพย์'มั่ว!!ตร.ยัน'น้องโบว์'ตายเพราะ'ซี-โฟร์'ไม่ใช่แก๊สน้ำตา

'หมอพรทิพย์' แย้งผลสอบคดี 'น้องโบว์' เหยื่อสลายการชุมนุม 7 ต.ค. ย้ำเสียชีวิตเพราะโดนแก๊สน้ำตา ระบุไม่มีเครื่องมือที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสารประกอบวัตถุระเบิด 'ซี-โฟร์' ชี้ผลชันสูตรศพพบเพียงสาร RDX ด้าน 'ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน' โบ้ย 'ผอ.นิติวิทยาศาสตร์' มั่วนิ่ม!! ยันตำรวจมีเครื่องมือตรวจ 'ซี-โฟร์' พร้อมอ้างอิงเอกสารทางวิชาการสหรัฐฯระบุ 'สามารถทำได้'


พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจแถลงสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.อังคนา ประดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ว่าเกิดจากระเบิดซีโฟร์

และปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ใดที่แสดงผลตรวจพิสูจน์เป็นซีโฟร์ได้ มีแต่เครื่องมือที่แสดงผลถึงสารประกอบย่อย เช่น อาร์ดีเอ็กซ์ ซึ่งผลพิสูจน์ของตนที่ร่วมกับแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบสารอาร์ดีเอ็กซ์ที่บาดแผลน้องโบว์ และยังขอยืนยันว่าน้องโบว์เสียชีวิตจากแก๊สน้ำตาจีน ทั้งลูกขว้างและลูกยิง ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่าแก๊สน้ำตาทั่วไป เนื่องจากจุดชนวนด้วยอาร์ดีเอ็กซ์ นอกจากนี้ยังพบว่าร่างกายและเสื้อผ้าข้องน้องโบว์มีสารอาร์เดีเอ็กซ์

ทั้งนี้ จากการสรุปผลตรวจพิสูจน์ศพร่วมกับทีมแพทย์ที่ผ่าชันสูตรศพให้ความเห็นตรงกันว่า สภาพศพของน้องโบว์ไม่ได้เสียชีวิตจากระเบิด ตนมีประสบการณ์ในการตรวจศพเหยื่อระเบิดในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้เชื่อได้ว่าน้องโบว์ไม่ได้เสียชีวิตจากระเบิด แต่ศพมีบาดแผลเฉพาะจุดที่ลงความเห็นได้ตรงกันกับแพทย์ที่ผ่าศพว่าเป็นวัตถุแก๊สน้ำตา





อย่างไรก็ตาม แม้ผลตรวจของกระทรวงยุติธรรมและตำรวจไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร เพราะผู้ที่อยู่ในวงการด้านนิติวิทยาศาสตร์ ก็จะรู้ว่าไม่มีเครื่องมือใดที่แสดงผลตรวจเป็นระเบิดซีโฟร์ได้

สนว.ยันตร.มีเครื่องมือตรวจหา'ซี-โฟร์'

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ(สนว.ตร.) กล่าวยืนยันว่า สนง.นิติวิทยาศาสตร์ตำรวจสามารถตรวจหาซีโฟร์ได้ โดยมีวิธีการหลายขั้นตอน และเครื่องมือหลายตัวประกอบกันที่สามารถตรวจหาสารเคมีที่เป็นสารวัตถุระเบิดและตรวจหาซีโฟร์ได้อย่างแน่นอน โดยมีขั้นตอนตามหลักสากล นอกจากจากเอกสารทางวิชาการณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ระบุไว้ว่าสามารถตรวจหาซีโฟร์ได้

อย่างไรก็ตาม การตรวจหาสารจากเสื้อและเสื้อชั้นในของน้องโบว์ เป็นไปตามที่ได้แถลงข่าวไปว่าพบซีโฟร์ และพบสารเคมี 4 อย่างที่ประกอบเป็นซีโฟร์ สรุปได้ว่าเป็นซีโฟร์อย่างแน่นอน และการตรวจหาซีโฟร์ก็ไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ตำรวจก็เคยมีการตรวจหาซีโฟร์มาก่อนแล้ว

ส่วนแก๊สน้ำตาที่นำมาตรวจ 4 ชนิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้นั้น จากที่ตรวจไม่พบว่ามีสารซีโฟร์ มีเพียงแก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีนที่มีสารอาร์ดีเอ็กซ์ ซึ่งการทำงานตรวจพิสูจน์เป็นขั้นตอนที่ทำอยู่ตามปกติ ส่วนน้องโบว์จะเสียชีวิตเพราะอะไรนั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ อยู่ที่การผ่าพิสูจน์จากแพทย์ แต่ยืนยันได้ว่าปรากฎพบสารซีโฟร์ในเสื้อ และเสื้อชั้นในของน้องโบว์ ซึ่งเป็นสารที่แก๊สน้ำตาไม่มี



วีรบุรุษจ๊าบ..

ตายด้วยแก๊สน้ำตาด้วยเปล่า

ข้อมูลความจริงที่เราประชาชนคนไทยด้วยกันรับทราบจากสื่อต่างๆ ก็คือ การชุมนุมของพันธมิตรมีวัตถุระเบิดจำนวนมากมายและทำพลาดขนาดระเบิดรถตัวเองถึงขั้นเสียชีวิต แม้ขนาดเคลียร์พื้นที่ในทำเนียบรัฐบาลหลังจากยุติการชุมนุมของ พธม.ก็ยังพบวัตถุระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่จำนวนมาก ข้อมูลความจริงเหล่านี้ก็พอที่จะบอกสาเหตุการเสียชีวิตได้แล้วหรือยังไม่สามารถสรุปได้ ประเทศไทยมีแต่คนเก่งที่ไม่ยอมรับความจริงเพราะกลัวเสียหน้า

สำนึกดีเสมอ นปช.ยุติการชุมนุมเช้านี้ ลั่นเดินหน้าขับไล่รัฐบาล

ที่มาจากไทยรัฐ

วันนี้ (26 ก.พ.) เมื่อเวลา 21.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศแถลงการณ์ฉบับที่ 2 โดยระบุว่า เพื่อยกระดับการต่อสู่ในการขับไล่รัฐบาล ภายใต้แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาโดยความไม่ชอบธรรม ที่เกิดจากการแทรกแซงสถาบัน องค์กรอิสระ ทั้งตุลาการ ทหาร และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ขาดความชอบธรรม

ทั้งนี้ แกนนำ นปช. กล่าวต่อว่า โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารประเทศอย่างไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง 4 ข้อ ดังนั้นกลุ่มนปช. ที่ได้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง จึงมีความชอบธรรมที่จะต่อสู้ขับไล่รัฐบาลเผด็จ การอย่างถึงที่สุด และวันนี้จะเป็นการเริ่มต้นการใช้ยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น โดยจะมีการดำเนินการขับไล่รัฐบาลทั้งในสภา และนอกสภา ในเมือง และในชนบท ในประเทศ และต่างประเทศ จนกว่าจะได้รับชัยชนะ และขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร ให้ออกมาร่วมกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการ และต่อจากนี้ไปไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงมาตรการต่อจากนี้ว่า กลุ่ม นปช.จะสลายการชุมนุมเช้าวันพรุ่งนี้ (27 ก.พ.) และได้กล่าวถึงมาตรการในการดำเนินการต่อว่า 1.คนเสื้อแดงขอสงวนสิทธิในการแสดงออกอย่างเปิดเผย เพื่อขับไล่รัฐบาลในทุกกรณี โดยปราศจากอาวุธ เจอที่ไหนไล่ที่นั่น 2.คนเสื้อแดงจะจัดตั้งเครือข่ายแนวร่วม ให้แดงทั้งแผ่นดิน โดยจะใช้เวลาหนึ่งเดือนนับจากนี้ ขณะที่แกนนำก็จะลงพื้นที่ในทุกภาค เพื่อรวบรวมมวลชน และหลังจากนี้หนึ่งเดือนเราจะกลับมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล แบบยืดเยื้อ ไม่กลับบ้าน ไม่ชนะไม่เลิก

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 27 ก.พ. - 1 มี.ค. ไทยจะเป็นจ้าภาพการประชุมอาเซียน เรารักประเทศไทย ภาระในการโอบอุ้มประเทศจึงอยู่ที่บ่าของคนเสื้อแดง เราหยุดให้เพื่อหน้าตาของประเทศ หากนายอภิสิทธิ์รักษาไว้ไม่ได้เราจะรักษาให้ พร้อมกล่าวยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการหารืออย่างละเอียดรอบคอบถี่ถ้วน ทางกลุ่มนปช. ไม่ได้พาผู้ชุมนุมมาทิ้งกลางทาง และขอให้ความมั่นใจว่าหากผู้ชุมนุมไว้ใจ พวกตน ตนก็จะซื่อสัตย์ต่อความไว้ใจ

“เราจะไม่ทำเหมือนพันธมิตรฯ ที่ปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยในวันพรุ่งนี้ เราได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีขบวนเสด็จของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ในการพระราชทานปริญญาบัตรในเวลา 10.00 น. เราจะถวายความจงรักภักดี โดยจะเปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินให้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2552

พันเอกสุชาติ พรหมใหม่ ผบ.พัน มทบ11 กองทัพภาคที่ 1 -- ทำไมถึงมีสันดานหมาๆส่งลูกน้องทหารไอ้เณรไปป่วนเสื้อแดง

โดย : Palrak www.thaifreenews


เอาอีกแล้วครับทหารไทย ทำไม ทำไม คนชั่วจึงปะปนแล้วก็ก่อเรื่องรังแกประชาชน มึงมันเป็นคนสันชาติไหนครับ





พันเอกสุชาติ พรหมใหม่ ผบ.พัน มทบ11 กองทัพภาคที่ 1 -- ทำไมถึงมีสันดานหมาๆส่งลูกน้องทหารไอ้เณรไปป่วนเสื้อแดง

บอกสังกัดว่าเป็นทหารรักษาพระองค์ แต่ทำไม มาเฝ้าทำเนียบ ยืนห่างกันถี่เหลือเกิน ถี่กว่าในวังอีก ไอ้มาร์คมันองค์ไหนวะถึงต้องมาอารักขาขนาดนั้น ได้เป้นนายกเพราะดจรก่อการร้ายแท้ หรือ ว่า ทหารพวกนี้ก็ใช่ ถุยๆ

เก็บภาพจาก : แมวอ้วนอ้วน ไทยฟรีนิวส์มาเพิ่มให้ดูกันอีกครับ



เมื่อคืนวาน เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เมื่อการ์ดเสื้อแดงพบชายฉกรรจ์ 2 คนมีท่าทีพิรุธ เมื่อขอเข้าทำการตรวจสอบ ชายฉกรรจ์ทั้ง 2 ก็วิ่งหนี
การ์ดเสื้อแดงวิ่งไล่ตามตะคุบตัวไว้ได้ 1 คน อีกคนวิ่งหนีเข้าค่ายทหารไป โดยมีทหารเปิดประตูให้






โดยขณะวิ่งไล่ตามจับกุม "เกรียน" ได้ปะทะทำการ์ดเสื้อแดงบาดเจ็บแขนเดาะไปหนี่งคน ก่อนที่จะล๊อคคอได้
ตรวจค้นตัวพบ ว.ดำ (วิทยุสื่อสารใช้ทางราชการ) 1 เครื่อง
การ์ดเสื้อแดงยืนยันว่า 1 ใน 2 คนที่วิ่งหนีมีอาวุธปืน และพกวัตถุคล้ายระเบิดปิงปอง โดยคนร้ายได้วิ่งหนีเข้าค่ายทหารซึ่งทหารเป็นคนเปิดประตูรับเข้าไป

เมื่อจับตัวมาสอบถามเบื้องต้น "เกรียน" ให้การว่าเป็นคนเสื้อแดงมาจากต่างจังหวัด ตั้งใจมาร่วมชุมนุม เพียงแต่ไม่ได้ใส่เสื้อแดงมาเท่านั้น





เมื่อสอบถามว่า "แล้วทำไมต้องวิ่งหนี และขัดขืนการตรวจสอบ"
เกรียน ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้

ตรวจสอบโดยละเอียดจากกระเป๋าสตางค์ที่ชายนั้นติดตัวมา
พบบัตรข้าราชการทหาร ชื่อ ส.อ. อำนวย





แกนนำเสื้อแดงนัฐวุฒ จึงให้นำตัวพาไปส่งหน่วยต้นสังกัด
แต่ระหว่างเดินออกจากจุดที่ตรวจสอบ ได้ไม่นานก็เจอกับทหารอีกกลุ่มหนึ่ง แสดงตัวว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของ ส.อ. อำนวย
โดยแสดงตัวว่าเป็น พ.อ. สุชาติ เป็น ผบ.พัน ขอมารับตัว ส.อ.อำนวย กลับไป
โดยแจ้งว่า ตนเองเป็นผู้สั้งการให้ ส.อ.อำนวย มาดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม ไม่มีเจตนาไม่ดี
นัฐวุฒ จึงถามว่า "อ้าว แล้วทำไมต้องวิ่งหนี ปะทะขัดขวางการตรวจสอบด้วยล่ะพี่"





หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ชาวเสื้อแดงก็คืนตัว ส.อ.อำนวย ให้กับกลุ่มทหารที่ออกมาแสดงตนรับตัวไป
ในภาพคือ บุคคลที่แสดงตนว่าเป็น พ.อ.สุชาติ ผบ.พัน ผู้สั่งให้ ส.อ.อำนวย มาปฏิบัติภารกิจ



ส.อ. อำนวย "ผมเป็นเสื้อแดง มาจาก ตจว. มาร่วมชุมนุม"
พ.อ.สุชาติ "ผมสั่งให้ ส.อ.อำนวยมาดูแลความเรียบร้อย"

พันเอก และ สิบเอก สงสัยไม่ได้เตี้ยมกันไว้..ผลงานเลยออกมาไม่เนียนทั้งคู่


..อายเขาไหมนี่ เขาน่าจะมาเกิดเป็นคนไทยแทนไอ้ห่าทหารเลวพวกนี้นะ




เมื่อวานนี้มีหนุ่มอเมริกัน 2 คน เข้ามาสังเกตุการณ์ที่ชุมนุมเสื้อแดง
โดยมีเพื่อนสาวชาวไทยเป็นผู้พาเข้ามาสังเกตุการณ์
ได้สอบถามเพื่อนชาวไทยทราบว่า หน่มอเมริกันนี้เป็นอาจารย์สอนอยุ่ที่ประเทศเกาหลี

ทั้งคู่ให้ความสนใจกับการชุมนุมเป็นอย่างยิ่ง และสนับสนุนการชุมนุมของชาวเสื้อแดง
บอกว่าสิ่งที่เสื้อแดงทำนั้นถูกต้องแล้ว
ประชาชนต้องต่อสุ้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง



วันพุธ, กุมภาพันธ์ 25, 2552

เก็บมาฝาก โอ้....ทหารไทย.....

ภาพโดย .. hi5.com

ทหารไทยภายใต้ การบังคับบัญชาของ ประวิทย์- ป๊อก ความสามารถพิเศษ ยืนอารักขา เฝ้าทำเนียบให้ไอ้นายกโจรก่อการร้าย หนีทหาร ที่ชื่อ ไอ้ มาร์ค อย่างจงรักภักดี

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket


Photobucket

ท่าทางทหารจะเอาจริงจังถึงตาย แต่ตำรวจต้องอยู่หน้านะ
Photobucket
คงจะมาแก้แค้นให้เพื่อนทหารที่ตายนี่ใช่ไหม ใช่คนเสื้อแดงฆ่ารึเปล่า ถึงขนกันมาตั้ง 20กว่ากองร้อย

Photobucket

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 22, 2552

หน่วยข่าวลับ: ผวาแดงคอมมิวนิสต์-ศก./ ผู้ใหญ่ส่งสัญญาน/ชวนเจรจารัฐบาลแห่งชาติ/ สุเทพไม่ถอย

โดย หน่วยข่าวลับ
ที่มา Blog สุริยาอัสดง/ http://www.thaienews.blogspot.com/
21 กุมภาพันธ์ 2552/


หมายเหตุไทยอีนิวส์: การประมวลข่าวดังกล่าวนำมาจากบุคคลนิรนามที่ใช้นามแฝงว่า "หน่วยข่าวลับ" ได้ทำการเผยแพร่ข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตมานับตั้งแต่ก่อนการทำการัฐประหาร ยังไม่มีผู้ใดทราบว่า "หน่วยข่าวลับ" สังกัดหน่วยงานใด สีใด หรือมีจุดยืนในการประมวลข่าวเช่นใด แต่ข่าวต่างๆที่ออกมาจาก "หน่วยข่าวลับ" มักอ้างว่ามาจากทั้งหน่วยข่าวทางทหาร นักการเมือง รวมไปถึงแหล่งข่าวนิรนามจากอินเตอร์เน็ต


ไทยอีินิวส์จัดความน่าเชื่อถือของข่าวทั้งหมดในระดับข่าวลือที่พอจะเืชื่อถือได้ ขอให้ท่านใช้วิจารณญาณในการอ่าน


@@"หน่วยข่าวลับ" รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองการทหาร หลังรัฐบาล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"นายกรัฐมนตรี ภายใต้การกำกับของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง บริหารประเทศมาได้ ๒ เดือน และกำลังจะมีการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ (๒๗ ก.พ.)ขณะที่กำลังมีความเคลื่อนไหวของม็อบต่อต้านฝ่าย"เสื้อแดง"(๒๔ก.พ.)ที่ขู่จะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล พร้อมๆกับมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.ประจวบฯ ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปพบกับ"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง ว่า มีความเคลื่อนไหวจากผลการส่ง"สัญญาณ"จาก"ผู้ใหญ่"คนสำคัญผ่าน"ผู้ใหญ่"ระดับสูงในคณะองคมนตรี ไปยัง"ชวน หลีกภัย"ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำมาซึ่งการพบปะพูดคุยระหว่าง"ผู้ใหญ่"ในพรรคประชาธิปัตย์ กับ"ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ"แห่งพรรคเพื่อไทย ก่อนมีการออกมาระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมพลิกเกมด้วยการหันมาจับตัวกับพรรคเพื่อไทย ในการตั้งรัฐบาลหลังจากนี้

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า "ผู้ใหญ่"มีความต้องการสกัดไม่ให้สถานการณ์ที่กำลังกัดเซาะทำลายสถาบันระดับสูงของประเทศลุกลามต่อไป หลังจากมีรายงานความเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคเหนือ และอีสาน รวมถึงภาคใต้ตอนบน กับการจัดตั้งกองกำลังของอดีตแนวร่วม"พรรคคอมมิวนิสต์"เดิม โดยใช้ฐานมวลชนของกลุ่ม"เสื้อแดง"ที่เริ่มมีการเกาะตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทั้งฝ่ายซ้ายวิชาการ ที่มีแนวทางตรงข้ามกับ"ซ้ายศักดินา"ที่พร้อมผนึกตัวกับ"ฝ่ายเสื้อแดง"อีกส่วนหนึ่งที่มีแนวทางการต่อสู้ด้วยเหตุผลการสนับสนุน"ทักษิณ" โดยเนื้อหาสำคัญของการเคลื่อนไหวมีข้อตกลงที่แตกต่างไปจากการเคลื่อนไหวเมื่อครั้งหลัง ๑๙ก.ย.๔๙ ที่มี"ทักษิณ"เข้ามาเป็น"ตัวแปรสนับสนุน"ในด้าน"ทุน"

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่ใช่มีเพียงแต่มวลชนที่อยู่นอกอำนาจรัฐ ที่เป็นประชาชนรากหญ้า และปัญญาชน หากแต่ยังมีการเคลื่อนไหวในหมู่นายทหารในกองทัพจำนวนไม่น้อย ภายใต้การเคลื่อนไหวของ ตท.๑๐ และ ทหารที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้าย รวมถึงที่ได้รับ"อิทธิพล"จาก"ข้อมูล"เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในโครงสร้างอำนาจ และสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยที่อยู่ภายใต้"อำนาจ"เหนือ"อำนาจ"ที่กำลังทำให้ผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่กำลังเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๒ มีความรุนแรงมากขึ้นและยากควบคุม ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้รับความเดือดร้อนไปด้วย และรวมถึงกลุ่มนายทหารที่ไม่พอใจกับภาพความตกต่ำเสื่อมเสียของกองทัพจากพฤติกรรมของนายทหารบางส่วนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลกระโยชน์ทางการเมืองและมีพฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการทุจริตเรียกรับประโยชน์ ในห้วง คมช.

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"ผู้ใหญ่"มีความกังวลอย่างมากกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อาจลุกลามไปยังประชาชนในประเทศและอาจพาลมาสู่สถาบันระดับสูงที่ในระยะหลัง ๑๙ก.ย.๔๙ มีการใส่ข้อมูลด้านลบให้กับประชาชน ทำให้"ผู้ใหญ่"มีการรื้อแนวความคิดเดิมที่จะให้มี"รัฐบาลแห่งชาติ"เกิดขึ้นโดยยังคงมี"กองทัพ"เป็นแบ็คอัพในด้านความมั่นคง ขณะที่มีการเตรียมดึง"เกจิด้านเศรษฐกิจ"ที่เป็น"คนกลาง"ในการเข้าร่วมกันแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ที่มีการประเมินแล้วว่ายอดเงินคงคลังที่แท้จริงที่เหลืออยู่นั้นน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะเป็นที่แน่ชัดว่าประมาณการจัดเก็บรายได้(ภาษี)จะลดลง ซึ่ง"สัญญาณ"เหล่านี้ทำให้"ผู้ใหญ่"ไม่มั่นใจว่า"อภิสิทธิ์"หรือ"กรณ์ จาติกวณิชย์"รมว.คลัง จะรับมือได้ ซึ่งท่าทีนี้ถูกส่งผ่าน"นายชวน"รวมถึง"พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ"ที่ถูกระบุให้เป็น"ผู้ประสาน"การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีการส่งสัญญาณเหล่านี้ไปยังแกนนำของพรรคหลายๆคนรวมทั้ง"สุเทพ" โดยมีการระบุว่าสถานการณ์หนักหน่วงเกินไปที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์มาแบกรับโดยเฉพาะประมาณเดือนมิ.ย.๕๒ ที่จะปรากฎภาพที่ชัดเจนในสถานการณ์วิกฤติ ที่ทำให้ในการเดินทางไปเจรจาขอกู้เงิน ๗.๒แสนล้านจากญี่ปุ่น มีข้อสรุปที่รัฐบาลไทยยอมกู้ในอัตราดอกเบี้ย ๓.๗-๓.๘ % ทั้งที่ประเทศอื่นๆกู้เพียงอัตรา ๐.๕-๐.๗ %

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า นอกจากแรงกระเพื่อมที่ทำท่าว่าจะบานปลายดังกล่าวแล้ว "ผู้ใหญ่"ยังมีความกังวลกับข่าวการดำเนินคดีกับบรรดาผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาหมิ่นต่อสถาบันระดับสูงในห้วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่"ดา ตอปิโด"ไล่มาจนถึง"ใจ อึ๊งภากรณ์"ลูกชายของ"ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์"และลามเลยไปถึงสื่อมวลชนต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับ"นายนิโครลายส์"นักเขียนชายออสเตรเลีย ที่ถูกจับกุมและต้องโทษหมิ่นสถาบัน ที่ทำให้เกิดกระแสโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยไปทั่วในต่างประเทศโดยเฉพาะในออสเตรเลียและบรรดาประเทศต่างๆรวมถึงส่งผลกระทบต่อทัศนคติของสื่อต่างประเทศต่อสถาบันในประเทศ..โดยเฉพาะยิ่งมีการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกประเทศไทยต่อกฎหมายหมิ่นสถาบันในรัฐธรรมนูญผ่าน"ใจ อึ๊งภากรณ์" ซึ่งความกังวลาดังกล่าวนำมาสู่ความเคลื่อนไหวของ"ผู้ใหญ่"สอดรับกันล่าสุดกับข่าวการได้รับพระราช
ทานอภัยโทษของ"นิโครลายส์"(๑๙ก.พ.)

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าเบื้องหลังกรณีดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมจัดประชุมอาเซียนซัมมิทที่หัวหิน(๒๗ก.พ.)และรวมถึงท่าทีจากการเดินทางมาเยือน ๔ ประเทศในอาเซียนของ"ฮิลลาลี คลินตัน"รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ที่ไม่มีประเทศไทยอยู่ในรายการเยือน ที่แม้จะมีการประสานจาก"สุรินทร์ พิศสุวรรณ"ในฐานะเลขาธิการอาเซียน ในการพบปะกับ"ฮิลลาลี"ที่พยายามให้"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"นายกรัฐมนตรีของไทยมีโอกาสเดินทางไปในที่อินโดนิเซียในช่วงการเยือน แต่ก็ยังมีแรงเสียดทานผ่านท่าทีของฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่เข้าพบ"นายชวน หลีกภัย"ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์แทนที่จะพบ"อภิสิทธิ์"เมื่อ ๒-๓สัปดาห์ก่อน

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าประเด็นที่สหรัฐไม่พอใจประเทศไทย และอาจทำให้ประเทศไทยโดยรัฐบาลปัจจุบัน(อภิสิทธิ์)ต้องพยายามเคลียร์กรณีคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง และกรณียึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมๆกับกรณี เหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุม ๗ ตุลาคม ในห้วงเวลาที่มีการประชุมอาเซียนซัมมิท คือ กรณีที่ในช่วงที่มีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีการยึดเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ของสหรัฐจำนวนหลายลำเพื่อเป็นประกันกับสหรัฐในห้วงเวลานั้น ที่ทำให้ช่วงเวลานั้นทำให้"ประธานาธิบดีบุช"ไม่พอใจ และกองทัพสหรัฐเตรียมที่จะเคลื่อนกองเรือที่ ๗ เข้ามาในประเทศไทยเพื่อกดดัน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวนำมาซึ่งความกังวลของ"ผู้ใหญ่"และเป็นสาเหตุต่อมาที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีการตัดสินคดียุบพรรคพลังประชาชนอย่างทุลักทุเลจนถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งนี้เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความวุ่นวายโดยอาศัยกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งห้วงเวลานั้นสื่อสัญชาติสหรัฐมีการเคลื่อนไหวโจมตีประเทศไทยอย่างหนัก

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า แม้กระนั้นข้อหารือใน"สัญญาณ"จาก"ผู้ใหญ่"ที่ส่งผ่านไปยัง"ชวน"และ"บัญญัติ บรรทัดฐาน"ก็เห็นด้วย ในการให้รัฐบาลถอยฉากออกจากการรับหน้าเสื่อการแก้วิกฤติเศรษฐกิจโดยให้มี"คนอื่น"(คนนอก)มาคั่นก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ถูกปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามจาก"สุเทพ"ที่มี"ผู้ใหญ่"อีกท่านให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ต้น

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าประเด็น เงินบริจาดให้พรรคประชาธิปัตย์ ๒๕๐ ล้านของ"ประชัย เลี่ยวไพรัช"แห่งทีพีไอ.นั้นเป็นเรื่องจริงที่รับรู้กันในหมู่แกนนำพรรค โดยเป็นการส่งผ่าน"นิพนธ์ บุญยามณี"รองเลขาธิการพรรค แต่ที่เรื่องนี้แดงออกมาเพราะ มีการเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของทีพีไอ.และพบว่ามีการปลอมเอกสารภาษี กรณีการจ้างบริษัทโฆษณาเมสไซอะของ"สุชาติ สังข์ขาว"ซึ่งเคยร่วมทำธุรกรรมกับ"สุพัฒน์ ธรรมเพชร"และ"ไทกร พลสุวรรณ"มือไม้ของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"ที่ภายหลังม็อบ"ชมรมคนรู้ทันทักษิณ"ที่มี"น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ"และกลุ่มมือไม้ของ"เสธหนั่น"..เครือข่ายของ"สุเทพ"มีความเชื่อมโยงกับ"ประชัย"มากขึ้นผ่านคอนเนคชั่นในกองทัพโดยเฉพาะมีการเชื่อมผ่านไปยังเครือข่ายของทหารบ้านสี่เสาฯ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่ากรณีเงินดังกล่าวเป็นส่วนผสมระหว่างเรื่องเก่ากับเรื่องใหม่ ที่ทำให้"ประชัย"เองก็ยอมรับกับสื่อว่าเขาเคยบริจาดให้กับพรรคประชาธิปัตย์แต่เป็นห้วงที่รัฐธรรมนูญ ๔๐ บังคับใช้ซึ่งยังทำได้ แต่ความจริงจากหลักฐานของ ดีเอสไอ.ที่พบคือเส้นทางของเงินซึ่งมีมากกว่า ๒๕๐ ล้าน อาจถึงหลัก ๒-๓,๐๐๐ล้าน ที่มีการเคลื่อนไหวในระยะปี ๒๕๔๘-๕๐ ไม่ได้ไปที่ปลายทางเฉพาะกลุ่มธุรกิจโฆษณาที่ทำโฆษณาให้พรรคประชาธิปัตย์ หากแต่มีการโอนไปยังปลายทางบริษัทขนส่ง ที่ไปสอดรับกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดคนเข้ามาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณภูมิ ในเครือข่ายของ"สุเทพ"ห้วงรัฐบาล"สมัคร"และ"สมชาย"

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า เริ่มมีท่าทีความไม่พอใจจากบรรดาแกนนำในปีกของ"สุเทพ"ที่เคยร่วมแรงร่วมใจกันในห้วงสถานการณ์ต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะมีท่าทีจาก"ชำนิ ศักดิเศรษฐ"ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ระดมคนไปช่วยแต่ผลสุดท้ายเมื่อมีการตั้งรัฐบาลทั้งที่"สุเทพ"เป็นผู้จัดการทุกอย่างกลับไม่จัดตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ให้กับ"ชำนิ"ตามที่เขาคาดหมาย มีเพียง"วิทยา แก้วภราดัย"ซึ่งก็เป็นอีกหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ที่ได้รับการตอบแทน ทำให้มีกระแสจากคนใกล้ชิด"ชำนิ"ว่าเขาไม่พอใจอย่างมากและกำลังตัดสินใจที่จะย้ายสังกัดไปอยู่กับ"เสธหนั่น"ต้นสังกัดเดิมของ"บ้านสนามบินน้ำ"ที่พรรคชาติไทย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า สถานการณ์โดยรวมที่ประเมินแล้วว่าไม่สามารถควบคุมได้กับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่มีผลพวงจาก ๒ ปีก่อนซ้ำกับสถานการณ์โลก ทำให้แกนนำระดับอาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้มีการ"ยุบสภา"หลังจากผลักดันนโยบายประชานิยมได้ผลในระดับต้นๆแล้วโดยอาจใช้สถานการณ์การชุมนุมของม็อบเสื้อแดงและพันธมิตรที่อาจถูกทำให้สถานการณ์บานปลาย เป็นประเด็นอ้างที่ล้างไพ่

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 19, 2552

ปฏิบัติการ"ซาบซึ้งสัญจร สองพันล้าน"ได้ผล..น้ำตาท่วมเน็ต

ที่มา บอร์ดประชาไท

*คลิ้กที่รูปเพื่อขยายใหญ่ขึ้น หรือคลิ้กที่ลิ้งค์นี้





























ลุ้นงาช้างงอกจากปากหมา หลังเทือกลั่นเร่งคดีม็อบเส้นใหญ่ยึดสนามบิน


พวกเดียวกัน-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปลื้มจนลืมหุบ ทั้งที่ไปงานศพดาวไฮปาร์คพันธมิตรคนหนึ่ง เหตุจากได้รับการจับมือไม้ต้อนรับจากชาวพันธมิตร โดยมีลุงขาประจำม็อบลิ้มนรก(ใส่หมวกอยู่กลางภาพ)เป็นปฏิคมต้อนรับ งานนี้เป็นการรวมญาติปชป.-พันธมิตรครั้งใหญ่ ท่ามกลางข่าวคดียึดสนามบินจะถูกบิดเบือนเป่าทิ้ง หลังระบอบเทวดาเด้งคนคุมคดีพ้นหน้าที่ไปอยู่กรุเรียบวุธ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาทรรศน์
18 กุมภาพันธ์ 2552
*ข่าวเกี่ยวเนื่อง กระทู้พันทิปแดกเจ็บ พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน สื่อต่างชาติบิดเบือน..!!?

ลุ้นงาช้างงอกจากหมา หลังเทพเทือกลั่นจะเร่งคดียึดสนามบินหลังผ่านไป85วันยังไม่มีการดำเนินคดี "ใส"ปากสั่นแกนเน่าไม่หวั่น แต่ตำรวจที่คุมคดีแฉแหลกการเมืองแทรกเต็มลำจนคดีอืดกว่าเรือเกลือ แถมเด้งตำรวจคุมคดีเข้ากรุหมด "จงรัก"ถอดใจลาออกจากประธานคดีปิดสนามบิน เปิดทางการเป่าคดีเคลียร์ให้ม็อบเส้นใหญ่พ้นผิด


ลุ้นงาช้างงอกจากปากหมา ลุ้นรัฐบาลเทพประทานเร่งคดียึดสนามบิน

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร เปิดเผยว่า แกนนำพันธมิตรฯ ไม่รู้สึกหวั่นไหวกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ระบุว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะนำผู้รับผิดชอบการดำเนินคดีเกี่ยวกับพันธมิตรฯ มาแถลงข่าว เนื่องจากปัจจุบันแกนนำก็ขึ้นศาลอยู่เป็นประจำ ขณะเดียวกัน มองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำให้คดีมีความคืบหน้า

ก่อนนี้เมื่อวันที่16ก.พ.ที่ผ่านมา นายสุเทพ ถูกสื่อมวลชนกดดันว่ารัฐบาลหรี่ตาให้พันธมิตรเคลื่อนไหว แต่จ้องเอาผิดกลุ่มเสื้อแดง โดยตอบคำถามนักข่าวว่า รัฐบาลไม่หรี่ตา ไม่เข้าข้างเสื้อสีไหนทั้งนั้น แต่ว่าแต่ละกลุ่มก็มีแนวทางของตัวเอง ไม่ลดละ รัฐบาลก็คอยดูแลให้การชุมนุมอยู่ภายใต้กฎหมาย และยืนยันว่าถ้าใครทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดีกับทุกฝ่าย โดย 1-2 วันนี้ ตนจะนำ ผบ.ตร. และผู้บัญชาการภาคต่างๆมาแถลงความคืบหน้าเรื่องคดีความของทุกฝ่ายที่ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าไม่มีการละเลยหรือยกเว้นให้กับฝ่ายใดทั้งสิ้น โดยจะรวมถึงคดีการบุกยึดสนามบินด้วย ซึ่งตนได้เร่งให้ตำรวจทำทุกคดีโดยเร็ว แต่คดีที่อยู่ในขั้นตอนของศาลนั้นไม่มีใครไปเร่งได้ ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ในส่วนของตำรวจตนได้เร่งให้ทำสำนวนให้เสร็จโดยเร็ว

ตำรวจประจานอย่าหวังความยุติธรรม เหตุคนที่คุมคดีโดนเด้งเข้ากรุหมดแล้ว

หลังจากเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิผ่านไปเป็นเวลา 85 วัน นับจากวันที่ 25 พฤศจิกายน2551 เป็นต้นมา ไม่มีการดำเนินคดีกับกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตร แม้ว่าพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตำรวจได้ประกาศไว้เมื่อวันที่13มกราคมที่ผ่านมาว่าจะจับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหาได้ภายใน1เดือน แต่แล้วเมื่อถึงวันที่13กุมภาพันธ์ครบ1เดือน ปรากฎว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ล่าสุดวานนี้(17ก.พ.)ช่วงเย็น พล.ต.ต.ดำริห์ โชตเศรษฐ์ รอง ผบช.น. กล่าวถึง ความคืบหน้าของคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตร ว่า ขณะนี้การพิจารณาเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดเวลา เห็นได้จากการประชุมแต่งตั้งโยกย้ายของ ก.ตร. ล่าสุด ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกโยกย้าย รวมถึงตนเองซึ่งรับผิดชอบคดีกลุ่มพันธมิตรก็ถูกโยกย้ายเข้าไปประจำ ตร.ด้วยเช่นกัน ทำให้ต้องสรรหาคนมาทำต่อ ซึ่งคนที่มารับหน้าที่แทนตน ก็ไม่รู้ว่าจะมีแนวทางในการสอบสวนคดีของกลุ่มพันธมิตรอย่างไร ถ้าได้รับอิทธิพลทางการเมืองก็อาจจะทำให้รูปคดีมันผิดไปจากความเป็นจริง

รอง ผบช.น กล่าวอีกว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้ลาออกจากการเป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนคดีกลุ่มพธม.ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองแล้ว ทำให้ต้องหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าใครจะมาทำหน้าที่และเข้ามาทำหน้าที่เมื่อใด รวมถึงคนที่มาทำหน้าที่นั้นจะเบียงเบนรูปคดีให้ไปในทิศทางที่การเมืองต้องการหรือไม่

ทั้งนี้ ปัจจุบันคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มี ทั้งหมด 66 คดี มีคดีสำคัญ 4 คดี คือ คดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง คดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และคดีหน้ารัฐสภาวันที่ 7 ตุลาคม

การประชุมโยกย้ายตำรวจใหญ่ล่าสุดมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้จัดการรัฐบาลเทพประทานเป็นประธานการประชุม ได้มีการโยกย้ายคนของพรรคประชาธิปัตย์และคนของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรขึ้นเป็นใหญ่ และเตะโด่งคนที่ทำคดีพันธมิตรยึดสนามบินพ้นวงโคจรออกไป

คลังบทความของบล็อก