ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันศุกร์, สิงหาคม 07, 2552

เดรัจฉานคาถา ของ ว.วชิรเมธี (มหานกกระจอก!)

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เมื่อเสาร์ที่แล้ว ผมอยู่กรุงเทพและขับรถไปธุระ เปิดวิทยุฟังและบังเอิญได้พบกับรายการ ของ อ.ส.ม.ท. คลื่นความคิด Fm 96.5 เขาถ่ายทอดสดรายการสนทนาเรื่องการบ้านการเมือง ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ อ.ส.ม.ท.จัดตั้งมาครบ 32 ปี ที่โรงแรมเรดิสัน ถนนพระราม 9 ใกล้ๆ ที่ทำการของ อ.ส.ม.ท.นั่นเอง
หัวข้อที่จัดให้เป็นเรื่องถกแถลงกัน
คิดเพื่ออนาคต ถอดโจทย์ประเทศไทย ครั้งที่ 2”
แต่ครั้งที่ 1 นั้น เขาจัดกันไปเมื่อใดผมไม่ทราบ มีผู้ร่วมวงสนทนา มี พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นางสาวรสนา โตสิตระกูล ส.ว.สรรหา และนายอภิสิทธิ์ หรือนายมาร์ค มุกควาย มาเป็นผู้ปาฐกถานำ
ตาบังสนธิ บุญยรัตกลิน ก็พูดถึงกิจกรรมที่แกทำหลังลงจากหลังเสือ ซึ่งไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ที่จักจี้จักเดียมอยู่หน่อย คือ นายวชิระ สารพิมพา ผู้ดำเนินรายการ ได้เกริ่นแนะนำตาบังสนธิยิ่งใหญ่โตว่าเป็นระตูกูระหม่า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นถึง
“องค์อธิปัตย์” ของสยามประเทศ
(คำว่า “อธิปัตย์” นั้นไม่มีในภาษาไทย มีแต่คำว่า “อธิปไตย” ยิ่งเอาคำว่า “องค์” ไปไว้ข้างหน้า นอกจากไม่มีความหมายในภาษาไทยแล้ว ยังดูเป็นการเลียตูดด้วยการยกยอปอปั้นตาบังกันถึงขนาด โดยเรียกเป็น “องค์” ทำไมไม่เรียกว่า“สมเด็จสนธิ” เลียนแบบท่าน “สมเด็จฮุนเซน” ไปเลยล่ะ? )
ต้องขอบอกว่า ผู้เขียนเองกลับไม่มองอย่างอีตาวัชระ แต่การกระทำของ พล.อ.สนธิฯ ที่ได้ก่อการยึดอำนาจและเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ล้มล้างพระราชอำนาจนั้น ทำให้ผมต้องเขียนเรียกมิสเตอร์บัง ว่า
“ไอ้บังกบฏ”
ด้วยซ้ำไป!
สำหรับ ส.ว.ผู้หญิง คือ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ที่พูดจาปาฐกนั้น เจ๊ก็มามุกเดิมๆ คือ เรื่องจริยธรรมและธรรมาภิบาล และคัดค้านแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเจ๊อยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรใหม่จนน่าสนใจ
ดังนั้น การที่บุคคลทั้งสองอภิปรายวันนั้น ในทัศนะของผมแล้ว ไม่เห็นจะถอดโจทก์อะไรของประเทศไทย ตรงไหนเลย!
สำหรับผู้เข้าร่วมสนทนาอีกหนึ่งรูป เพราะเป็นพระภิกษุ ชื่อพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี โฆษณาว่า เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย คนรู้จัก นามปากกาของท่านมหา มากกว่าชื่อจริงเสียอีก คือ
“ว.วชิรเมธี”
หากท่านผู้อ่านติดตามงานเขียนของ “วาทตะวัน” มาโดยตลอด คงจะเห็นว่า ผมสนใจในเรื่องของศาสนา ทุกวันนี้ก็ทำบุญตักบาตรสม่ำเสมอ เวลามีผู้ดำเนินรายการทางสื่อต่างๆ นำเรื่องไม่งามของพระสงฆ์มาเผยแพร่ด้วยการออกอากาศ หรือเล่าขานกันทางโทรทัศน์ ผมก็เคยแสดงความไม่พอใจ เพราะบางครั้งตัวเองกำลังจัดของไปทำบุญตักบาตร ดันมาได้ยินเรื่องอัปมงคลตอนเช้าๆ เข้า ทำให้อารมณ์เสียไปเลย
จึงได้เขียนบทความต่อว่าไปหน่อยคือ ขอให้รายงานข่าวปกติก็ได้ ไม่ต้องออกแอ๊คชั่นมากมาย เพราะมันเป็นข่าวที่นำความเศร้าหมองมาสู่ผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนา ทำให้ไม่สบายใจกัน โดยเขียนไว้เป็นหลักเป็นฐานชัดเจน ท่านหาอ่านได้จากหนังสือของผมที่ชื่อโดนใจชาวบ้านคือ...
“รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”

สำหรับมหาวุฒิชัยนั้น นับเป็นภิกษุรูปแรกและรูปเดียวที่โดนผมเขียนวิพากษ์วิจารณ์เอา ตั้งแต่ตัวเองยังเขียนให้สังกัดเดิม ซึ่งเรื่องอยู่ว่า
เมื่อต้นปี พ.ศ.2550 ที่บ้านเราเพิ่งผ่านการยึดอำนาจมาเพียง 4-5 เดือน พระครูอรรถเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ไปแสดงธรรมเทศนา เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ที่พรรคไทยรักไทย ท่านก็ให้ให้ศีลให้พร พร้อมกับอวยพรให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีโอกาสกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง
เท่านั้นแหละครับ เป็นเรื่อง!
วันต่อมา คมช.ส่งทหารไปถามหาพระครู ถึงวัดสระเกศเลย!!
อย่างไรก็ตาม ท่านพระครูยังไม่ถึงคราวต้องเดือดร้อน เพราะชาวพุทธแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบฉับพลันออกมา ว่า
คมช. แกอย่าไปรังแกพระนะ!!!
เท่านั้น พล.อ.สนธิฯ หน.กบฏก็ไหวทัน แก้เกมโดยการรีบไปเฝ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ขอจัดงานทำบุญทั่วประเทศ เพื่อสร้างภาพว่า คมช.นั้น ไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองอะไรพระครู ที่ไปเทศน์ให้กำลังใจพรรคการเมืองของนายกฯ ทักษิณ
ความจริงแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่น่ามาเกี่ยวข้องกับมหาวุฒิชัยฯ แต่ที่เป็นเรื่องและผมต้องเขียนถึงมหารูปนี้เอาไว้ ในคอลัมน์ตัวเอง ลงในเว็บไซด์ผู้จัดการ ชื่อ
คอลัมน์กาแฟขม ขนมหวาน
ตอนที่ 273 เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2550 ชื่อตอนว่า
ว.วชิรเมธี...“ท่านมหานกกระจอก!”
เหตุที่ผมเขียนถึงท่าน มีตามเหตุผลตามข้อเขียนที่ผมตัดตอนเอามา ซึ่งปรากฏอย่างนี้ครับ...

....ท่าน ว.วชิรเมธี ตอบกระทู้จากผู้ชมทางบ้าน ถามถึงความเหมาะสมกรณีพระครูอรรถเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ไปแสดงธรรมเทศนา เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ที่พรรคไทยรักไทย
ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า แม้การที่ท่านพระครูไปเทศนาธรรม ณ ที่ทำการพรรคไทยรักไทย จะเป็นการให้กำลังใจแก่สมาชิกพรรค ที่มานิมนต์ไปทำบุญ แต่พระมีหน้าที่เตือนสติคน ไม่มีหน้าที่ทำให้คนหลง ไม่มีหน้าที่ไปเข้าข้างใคร พระเข้าข้างได้แต่ธรรมมะเท่านั้น เรื่องนี้ท่านพุทธทาสเคยบอกว่า
“อย่าให้ชาวบ้าน เอาข่ายมาจับ”
ซึ่งหมายถึง อย่าให้ชาวบ้านตะล่อมไปเป็นพวก ต้องอยู่ตรงกลาง ไม่ว่าฝ่ายไหนจะมานิมนต์ไปเทศน์ ก็ไม่เข้าข้าง ไม่ว่าจะเป็นพรรค ก. พรรค ข. พรรค ค.
“ไม่ใช่พอเขาให้ประโยชน์แล้ว ก็ไปเข้าข้างเขา เพราะพระสงฆ์ไม่มีหน้าที่เป็นเสาหลักของใคร แต่จะต้องเป็นเสาหลักของมนุษยชาติ ทำหน้าที่สมานฉันท์กับคนทั้งโลก” ...

....ตัวคนเขียนเองนั้น ตั้งธงเอาไว้ในใจนานแล้วว่า จะหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าพระสงฆ์ แต่มาหนนี้ต้องขอแตะสักหน่อย เพราะให้รู้สึกจักจี้มาก เมื่อท่านมหา ว.วชิรเมธี ได้กล่าวย้ำ ว่า
“พระจะต้องเป็นประเภทเลี้ยงไม่เชื่อง ไม่ว่าใครจะให้ประโยชน์อะไร ก็อย่าหลงไปติดข่ายของใครทั้งสิ้น”
การที่ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายความ คงมีจุดประสงค์เพียงเพื่อขยายคำ “อย่าให้ชาวบ้าน เอาข่ายมาจับ” ของท่านพุทธทาส โดยท่านมหาหนุ่มกล่าวเสริมว่า สงฆ์ต้องเป็นผู้เลี้ยงไม่เชื่องนั้น พอจะเข้าใจได้ แต่การที่ท่านเลือกใช้คำอธิบาย ว่า
‘เลี้ยงไม่เชื่อง’ นั้น

ผมพิจารณาถ้อยคำของท่านมหา เห็นว่ามันพิกล จนต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะจำไม่ได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนว่า พระภิกษุต้องเป็น ‘ผู้เลี้ยงไม่เชื่อง’ หรือเปล่า? หรืออาจเป็นเพราะความรู้เรื่องศาสนาตัวผู้เขียนเอง ยังไม่แตกฉานถึงขั้น หรือจะเป็นคำสั่งสอนของท่าน ว.วชิรเมธี ที่ท่านคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เลยไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะทราบแต่เพียง ว่า
พระสงฆ์ต้องเป็น สุภโร หรือ เลี้ยงง่าย อย่างที่ระบุในกรณียเมตตาสูตร ว่า สนฺตุสฺสโก จ สุภโร จ แปลความว่า เป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย ญาติโยมหรือผู้ศรัทธาเขาถวายอาหารให้ ก็ไม่เลือกมาก รับประเคนมาก็ฉันไป เพียงประทังชีวิตเพื่อการบำเพ็ญภาวนา ให้บรรลุพระนิพพานผล
อย่างนี้เรียกว่า...เป็นผู้เลี้ยงง่าย
ส่วนในทางโลกผมรู้ว่า เลี้ยงไม่เชื่องนั้น เขาเปรียบเสมือนนกกระจอก คนจับมาขังในกรงให้มันกินข้าวกินน้ำ เปิดกรงออกมันก็บินไป ไม่ได้คิดถึงคนที่เขาเลี้ยงดู แต่จะไปว่ามันก็ไม่ได้ ด้วยวิสัยสัตว์อย่างมัน ก็เป็นอย่างนั้น

มันเป็นของมันเอง โดยสัญชาติญาณ ไม่มีอะไรไปปรุงแต่งมันได้ แต่คนไทยเขาเอาเจ้านกชนิดนี้ ไปเป็นคำเปรียบเทียบกับคนไม่รู้จักบุญคุณ
ดังนั้นคำว่า ‘เลี้ยงไม่เชื่อง’ ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมฉบับล่าสุดด้วยว่าเป็น พวกที่ ‘เนรคุณ’ พวกที่ขุนไม่ขึ้น เพราะไม่รู้จักข้าวแดงแกงร้อนของคนที่ชุบเลี้ยง อย่างนี้แหละถึงเป็นพวก
เลี้ยงไม่เชื่อง!

นั่นมันเป็นเพียงนกกระจอก ซึ่งเป็นแค่นกธรรมดา แต่ในชาดกนั้น เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพญานกแขกเต้า ลงไปกินข้าวของชาวนา นอกจากกินข้าวของเขาจนอิ่มแล้ว พญานกแขกเต้ายังคาบรวงข้าว ไปฝากบิดามารดาของท่าน ที่บินออกหากินไม่ไหว แต่พญานกแขกเต้าก็ยังรู้สำนึกในบุญคุณของเจ้าของนา ที่ท่านลงมาอาศัยกินข้าวของเขาด้วย
ผมจึงแค่เห็นแย้งท่านมหาว่า พระต้องเป็นผู้เลี้ยงง่ายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้เลี้ยงไม่เชื่อง!!
ดังนั้น เมื่อท่าน ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี บรรยายธรรมเชิงสั่งสอน และวิพากษ์วิจารณ์การเทศนาของเพื่อนสหธรรมิก อย่างท่านพระครูวัดสระเกศ ต่อหน้าบรรดาญาติโยม และผู้รับชมทางโทรทัศน์ช่อง ASTV โดยนำพฤติกรรมนกที่เลี้ยงไม่เชื่อง อย่างกระจอกที่ชอบกินน้ำรวดเร็ว จนเขาเรียกว่า ‘เร็วเหมือนนกกระจอกกินน้ำ’ มาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบนั้น
ต้องขอนมัสการกราบเรียนตรงๆ ว่า หากท่านมหา ว.วชิรเมธี ยังแสดงธรรมว่า สงฆ์ต้องเป็นผู้เลี้ยงไม่เชื่อง อย่างนี้ไปเรื่อยๆ นั้น
ผมเกรงคนเขาจะตั้งฉายา ให้ท่านเป็น “มหา ว. ผู้เลี้ยงไม่เชื่อง” หรือไม่เรียกให้น่ากลัวขนาดนั้น อาจเรียกเป็น “ท่านมหานกกระจอก” หรือ “หลวงพี่นกกระจอก” เวลาฝรั่งถามถึงท่าน ลูกศิษย์ลูกหาก็อาจพากันบอก ว่า
ท่าน ว.วชิรเมธี นี่แหละ คือ ‘Sparrow Monk’ องค์จริง...เสียงจริง!
ถึงแม้ท่านจะได้รับการเรียกขาน ฉายาอย่างที่ว่านั้นแล้วก็ตาม ก็ยังขออำนวยอวยพร ให้หลวงพี่มหา ได้เจริญต่อในพระพุทธศาสนา ขอได้รับการเลื่อนสมณะศักดิ์เรื่อยๆไป จนได้เป็น ‘เจ้าคุณ’ จะได้เรียกขานกันเสียให้เต็มยศว่า
“ท่านเจ้าคุณ...นกกระจอก!”
เทศน์เก่งๆ อย่างนี้ โยมขออาราธนา ให้ท่านอยู่เทศนาสั่งสอนผู้คน ไปอีกนานๆ นะขอรับ!!
อย่าเพิ่งสึกหาลาเพศ ออกไปมี ‘แม่บ้าน’ เสียก่อนล่ะ...โยมเสียดายแย่เลย!!!

นี่เป็นข้อความที่ผมเขียนเมื่อสองปีที่แล้ว (ดูรายละเอียดที่ http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9500000017583) และตัดตอนเอามาให้แฟนๆ ได้อ่านกันในวันนี้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเตือนสติท่านมหานกกระจอก และไม่เคยนึกว่า จะต้องมาเขียนอะไรที่เกี่ยวกับท่านอีกเลย จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ท่านมหาไปเป็นวิทยากร บรรยายต่อจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายมาร์ค มุกควาย และที่ท่านมหาได้พูดจาในวันนั้น เป็นเหตุให้ผมต้องมาพูดถึงอีกในวันนี้ กล่าวคือ
มหา ว. พูดถึงเรื่องคอรัปชั่น ซึ่งแน่นอนใครในประเทศนี้ต่างก็เห็นว่า เป็นเรื่องที่ ‘กัดเซาะ’ สังคมไทยมานานแล้ว ตรงนั้นไม่มีอะไรให้ใครโต้แย้ง แต่มาสะดุดอย่างแรงก็ตรงที่ท่านได้เล่าว่า
ญาติโยมมาพูดกับท่านว่า “ไม่ชอบการปฏิวัติรัฐประหาร” ท่านก็ได้พูดในทำนอง ย้อนถามกลับไปว่า
“โยมไม่ชอบรัฐประหาร แล้วโยมไม่ชอบเรื่องคอรัปชั่นด้วยหรือเปล่า? ถ้าโยมไม่ชอบเรื่องรัฐประหาร ก็ควรไม่ชอบเรื่องคอรัปชั่นด้วย”
ตรงนี้แหละครับ ที่ฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที ด้วยวิธีการพูดของท่าน ไม่สามารถทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่นได้เลย นอกจากจะเข้าใจว่า ท่านมหานกกระจอกพยายามจะสื่อว่า
“ถ้ามีคอรัปชั่นแล้ว...จะทำรัฐประหารก็ได้ ไม่เป็นไร!?”
หลวงพี่จะอธิบายอย่างนั้น...ใช่หรือเปล่า?
การทุจริตคอรัปชันนั้น กฎหมายกำหนดไว้เป็นความผิด และมีกระบวนการสอบสวน ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ แต่การรัฐประหารโดยอ้างเหตุคอรัปชั่นนั้น ทำไม่ได้ และประมวลกฎหมายอาญาระบุว่า เป็นการทำความผิดฐาน
กบฏ!
หากคนที่กำลังฟังอยู่ในที่ประชุมด้วย ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับท่านมหาเอาว่า

- “คดีซื้อที่ดินรัชดานั้น เป็นเรื่องคอรัปชั่นหรือเปล่า?”
- “การแต่งตั้งคณะกรรมการ คนไม่ถูกกันกับนายกฯ ทักษิณมาเป็นพนักงานสอบสวน โดยไม่ใช้วิธีการปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ท่านมหาว่าเป็นธรรมหรือไม่?แล้วโลกอารยะ เขารับกันได้หรือไม่?”
- “พรรคประชาธิปัตย์นั้น มีส่วนร่วมกับพันธมาร ในการล้มรัฐบาลชุดนายกทักษิณฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเปล่า?”
- “มหา ว. ทราบหรือเปล่าว่า พรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลังการยึดสนามบิน กระบี่ สงขลา ภูเก็ต เมื่อปี พ.ศ.2551?”
- “ที่สถานที่ราชการถูกบุก สนามบินสุวรรณภูมิถูกยึด
มหา ว. เชื่อหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกพรรค สนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลังด้วย ?”
“รัฐบาลประชาธิปัตย์ มีเรื่องทุจริตให้เห็นอย่างชัดแจ้ง อย่างที่ผมเขียนไว้ในคอลัมน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วชื่อ พวกมัน “หิวโหย” กันแค่ไหน!? ท่านมหาคิดว่า ได้เวลาที่ทหารควรทำรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์เพราะเหตุคอรัปชั่นอื้อฉาว หรือยัง?”
- “การทำรัฐประหาร เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนไทย ใช่หรือไม่?”
- “ในทัศนะของท่านมหา คิดว่าการยึดอำนาจโดย ‘ไอ้บังกับพวก’ นั้น ถูกต้องชอบธรรมหรือเปล่า?”

ฯลฯ

ผมคิดว่า ถ้าให้ท่านมหานั่งคิดคนเดียว ตามภูมิปัญญาและประสบการณ์ของท่าน คำตอบที่ท่านจะออกมานั้น อาจทำให้ผู้คนจำนวนมาก โต้แย้งได้ไม่ยากอะไรเลย
ฉะนั้น หากท่านจะดำรงความเข้าใจไว้กับตัวเอง โดยไม่เอ่ยปากแสดงทัศนะทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการรัฐประหาร หรือพูดคุยกันเฉพาะในหมู่เพื่อนสหธรรมิก ในที่รโหฐาน คงไม่มีใครเขาว่ากะไร แต่นี่ท่านเลยกระโจนออกมาพูดเรื่องการเมือง วิพากษ์วิจารณ์การยึดอำนาจ ในที่สาธารณะ โดยผู้ที่มาพูดขนาบอยู่ข้างๆ ท่านนั้น เป็นหัวหน้ากบฏ อย่างนายพลฯ สนธิ และผู้ที่มาเป็น Key Note Speaker ก็ดันมาเป็นนายมาร์ค มุกควายที่ผู้คนจำนวนมากยังข้องใจว่า เคลื่อนไหวนอกสภา เพื่อโค่นล้มรัฐบาลฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งสมาชิกพรรคยังถูกจับกุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยึดสถานที่ราชการ สนามบินด้วย นั้น
จึงอยากให้ท่านมหานกกระจอก ลองเอาคำถามของผมนี้ ไปถามทั้งนายมาร์ค มุกควาย และไอ้บังกบฏดูบ้างก็ได้ เผื่อจะได้คำตอบดีๆ ที่แตกต่างจากคำตอบที่ผู้เขียนอยู่ในใจ ซึ่งมีเหตุมีผลและพยานหลักฐานพร้อมพรั่ง

content/picdata/162/data/photo_vachiramatee.jpg

สำหรับตัวท่านมหาเอง ผมคิดว่าเปรียญสูงอย่างท่าน น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่า การไปพูดในที่ชุมนุมชนในลักษณะนี้ เป็นการแสดง “ดิรัจฉานกถา” ออกมาให้ปรากฏต่อสาธารชน ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้าม ดังที่มี ‘พุทธดำรัส’ ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าพูด ดิรัจฉานกถา ซึ่งมีหลายอย่าง คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอนเรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความ
เสื่อม....”

ฉะนั้น การที่ท่านมหาไปพูดต่อที่ประชุมสาธารณะ บนฟลอร์เดียวกันกับไอ้บังกบฏ จะเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่? ท่านคงคิดได้เอง ถ้าเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้ามีพุทธบัญญัติห้ามเอาไว้ ก็เป็นเรื่องที่ “ไม่งามอย่างยิ่ง” อย่าได้ทำอีก เพราะทุกวันนี้ ท่านเองก็คงทราบดีแก่ใจว่าถูกตีตราเป็น “พระพันธมิตร” หรือ “สงฆ์เอเอสทีวี” อยู่แล้ว!
ท่านมหาเองเคยออก ASTV วิพากษ์วิจารณ์พระครูวัด
สระเกศว่าติดข่าย ซึ่งโยมก็ได้ทักท้วงไปครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อไม่ให้ท่าน “หลง” จนเกินไป
ยิ่งครั้งนี้ท่านมหายังลงมาคลุก และพูดมั่วๆเรื่องการเมือง ทั้งๆที่ตัวเองยังมีขีดจำกัดมาก จะทำให้ท่านเสียศูนย์ได้ง่ายๆ
ไม่ผิดอะไรกับนกกระจอกสีเหลือง ที่หลงไปติดตาข่ายทางโลกเข้าไปแล้ว และไม่ติดเปล่านะ...
...ยังดันร้องสรรเสริญตาข่าย อีกต่างหาก!

ดังนั้น การที่ท่านมหาไปพูดการเมืองเรื่องรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นมงคล ทั้งยังก่อให้เกิดความขัดแย้งได้โดยง่าย แต่โยมยังไม่อยากจะว่ากล่าวให้หนักหนา เพราะจะพาให้เป็นบาปกับตัว แต่หากจำใจต้องตักเตือนพระ ตามหน้าที่ของศาสนิกที่พึงกระทำเท่านั้น ด้วยประสงค์ให้ท่านอยู่ในอารามสงฆ์ด้วยความเป็นปกติ ไม่ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านให้เขาซุบซิบนินทา ว่าท่านเป็น
“พระการเมือง”
และขอกล่าว ในที่สุดนี้ ว่า

“พูดเรื่องเดียรัจฉาน มันทำให้เสื่อมนะ ท่านมหา!!!”

...................

ท้ายบท
ท่านผู้อ่านที่สนใจ และสงสัยคำว่า “ อธิปัตย์” “อำนาจอธิปัตย์” หรือ “องค์อธิปัตย์“ ว่ามีความหมายอย่างไร? พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ของไทยเรามีหรือไม่? นั้น
กรุณาเข้าไปอ่านข้อเขียนของผม ชื่อ "ป.ป.ช. ยกคำสั่งบัง เทียบชั้น พระบรมราชโองการ! อุเหม่!!!...อย่าบังอาจ!!!" ใน http://www.prachatouch.com/content.php?id=7799
หากเข้าไม่ได้ กรุณาตรวจสอบใน google

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลังบทความของบล็อก