ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันเสาร์, พฤศจิกายน 29, 2551

"คนเสื้อแดง"รวมตัวที่"ลานคนเมือง"พรุ่งนี้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปก. และผู้ร่วมดำเนินรายการความจริงวันนี้ เปิดเผยว่า วันที่ 30 พ.ย. ให้ผู้รักประชาธิปไตยคนเสื้อแดง ย้ายสถานที่การนัดรวมตัวจากบริเวณท้องสนามหลวง ไปที่ "ลานคนเมือง" ในเวลา 16.00 น. เช่นเดิม เพื่อต่อต้านการทำ “รัฐประหารซ่อนรูป” พร้อมยืนยันว่าจะไม่เคลื่อนย้ายเพื่อให้เกิดความวุ่นวายใดๆ

" EU "ซัดพธม.ทำภาพลักษณ์ไทยเสียจี้"ม็อบถ่อย"ออกจากสนามบินอย่างสันติ

ข่าวโดย :.prachatouch.hotnews
29 พ.ย. 2008 - 18:46:45 น.




สหภาพยุโรป ออกแถลงการณ์ จวก ม็อบเถื่อนยึดท่าอากาศยานไม่เหมาะสม ทำภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย เรียกร้อง กลุ่มผู้ประท้วงออกจากดอนเมือง-สุวรรณภูมิ อย่างเร็วและสันติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (29 พ.ย.) ว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมประท้วงในประเทศไทย ออกไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างสงบ และว่าการชุมนุมประท้วง ซึ่งทำให้มีผู้โดยสารตกค้างถึงกว่า 100,000 คน กำลังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายอย่างมาก

แถลงการณ์จากเอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทยยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไทยอย่างสันติ เคารพในกฎหมาย และสถาบันประชาธิปไตยของประเทศ และว่าอียูเคารพสิทธิในการประท้วงและปราศจากการแทรกแซงปัญหาการเมืองภายในของไทย แต่เห็นว่าการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงในเวลานี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาประเทศ
เอกอัครราชทูตอียูเรียกร้องให้กลุ่มผู้ประท้วงออกไปจากท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง อย่างสันติและโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย

นายกฯพร้อมเจรจาจำลอง ป้องนปช.ไม่เคยทำผิดกฏหมาย

ข่าวโดย.dailyworldtoday.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพร้อมเจรจากับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ต้องไม่มีเงื่อนไขยุบสภาหรือลาออก พร้อมเรียกร้องประชาชนร่วมต่อต้านคนร้ายที่ยึดสนามบินจนอาจจะส่งผลให้ประเทศต้องถูกโดดเดี่ยวในอนาคต ส่วนการที่กลุ่ม นปช. จะชุมนุมใหญ่พรุ่งนี้นั้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า กลุ่มนปช. ไม่เคยทำผิดกฎหมาย เมื่อชุมนุมเสร็จแล้วก็กลับบ้าน แต่ย้ำว่าไม่สนับสนุนการปะทะกัน


ผบ.ทบ.ปล่อยเกียร์ว่าง..?สร้างสถานการณ์ ปล้นประชาธิปไตย!

“เราไม่ได้กดดันรัฐบาล แต่เสนอแนะทางออกของประเทศที่จะแก้ปัญหาสถานการณ์ให้ทุกคนสบายใจ ทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ปัญหาและต่อสู้วิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตร่วมกัน ไม่ใช่เป็นการกดดัน เป็นการเรียนเสนอแนะ และพูดหลายมิติว่ารัฐบาลน่าจะให้โอกาสประชาชนตัดสินใจอนาคตในการจัดการเลือกตั้งใหม่”

คำแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วมทหารกับตำรวจ (คตร.) เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งเชิญภาคเอกชน อาทิ สภาการอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัย เข้าร่วมประชุม เพื่อปรึกษาหารือและร่วมแสดงความคิดเห็นหาทางออกของวิกฤตการเมืองที่กำลังลุกลามบานปลายกระทบกับภาพรวมของประเทศ

แม้ พล.อ.อนุพงษ์ยืนยันว่าไม่ใช่การปฏิวัติเงียบ เพราะจะอยู่บนกรอบของระบอบประชาธิปไตยทุกอย่าง และมีกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับใช้ เพียงแต่เป็นการเสนอให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจยุบสภาด้วยตัวเอง และให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนตัดสิน ซึ่งเป็นภาพที่ต่างชาติต้องการเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก่อนที่นายสมชายจะออกมาแถลงจุดยืนของรัฐบาลนั้น แกนนำพันธมิตรฯก็ชิงออกมาประกาศจุดยืนของตนว่า ไม่ยอมออกจากสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิโดยเด็ดขาดจนกว่ารัฐบาลจะลาออก เพื่อบีบรัฐบาลให้ไม่มีทางเลือก อย่างที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า ทหารไม่ได้บีบรัฐบาลแต่ทำเพื่อบ้านเมือง พันธมิตรฯก็ทำตามวิถีทางของพันธมิตรฯ ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯมีทหารมาร่วมชุมนุมด้วยจำนวนมาก แต่มานอกเครื่องแบบ ไม่ได้ประกาศตัว และมีหลายชั้นยศ


“สมชาย” ไม่ลาออก-ไม่ยุบสภา

คำตอบของนายสมชายที่แถลงสดผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ที่จังหวัดเชียงใหม่คือ จะไม่ลาออกและยุบสภา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างถึงที่สุด เนื่องจากรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมโดยสงบภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และให้คืนพื้นที่สถานที่ราชการ ทั้งทำเนียบรัฐบาล สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ

ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ระบุว่า สิ่งที่ พล.อ.อนุพงษ์เสนอ 4 แนวทางให้กับรัฐบาล รวมถึงการยุบสภานั้น ถือเป็นมติของ คตร. ไม่ใช่ความคิดของผู้บัญชาการทหารบกเพียงผู้เดียว เพราะเห็นว่าเป็นการนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ทั้งยอมรับว่าในที่ประชุมมีผู้เสนอให้ทางทหารทำปฏิวัติรัฐประหารจริง แต่ผู้บัญชาการทหารบกยืนยันว่าไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น และมิหนำซ้ำยังจะทำให้สถานการณ์ในบ้านเมืองรุนแรงมากขึ้น

“ท่านทำในฐานะที่ท่านได้รับการแต่งตั้งจากท่านนายกฯมาให้เป็นประธาน คตร. เพราะฉะนั้นท่านทำให้หน้าที่ของท่านด้วยการเสนอแนวทางที่ดีที่สุด หากนำเสนอแล้วรัฐบาลไม่เห็นชอบด้วย วิธีการปฏิบัติก็ต้องจัดประชุม คตร. ใหม่ เพื่อชี้แจงให้ทุกคนได้ทราบว่า รัฐบาลไม่เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอ โดยทางกรมยุทธการทหารบกในฐานะเลขาธิการ คตร. ได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเสนอต่อสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่จากการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีปฏิเสธข้อเสนอนี้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไปรัฐบาลต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น” โฆษกกองทัพบกกล่าว


ปฏิวัติผ่านสื่อ-นักวิชาการ

ทั้งการแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์และ พ.อ.สรรเสริญ ระบุชัดว่า นับแต่นี้ไปให้รัฐบาลรับผิดชอบเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเอง ทั้งที่กองทัพต้องทำงานตามคำสั่งรัฐบาล จึงไม่แปลกที่จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและลบ แต่ส่วนใหญ่เห็นคล้ายกันว่าเป็นการปฏิวัติหน้าจอโทรทัศน์ที่ยากจะเป็นไปได้ อย่างนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าเหมือนการรัฐประหารเงียบ และตั้งคำถามมติ คตร. ที่กดดันให้นายกรัฐมนตรียุบสภา แต่กลับไม่มีหลักประกันและไม่พูดถึงการจะหยุดเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตรฯที่ข้ามเส้นสังคมอารยะและทำลายสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง ซึ่งกองทัพควรจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อนำสังคมกลับสู่หลักกฎหมายและหลักนิติธรรมให้ได้ แต่ไม่ใช่การตอบโต้ด้วยความรุนแรง

“ในส่วนบุคคลและองค์กรที่เคยมีบทบาทให้ท้ายพันธมิตรฯต้องลุกขึ้นมาวิจารณ์ว่าพันธมิตรฯข้ามเส้นเกินไปแล้ว เช่น นพ.ประเวศ วะสี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรออกมาพูดให้ชัดเจนว่าสิ่งที่พันธมิตรฯทำนั้นยอมรับได้หรือไม่ในสังคมอารยะ ดังนั้น นอกจากมาตรการทางกฎหมายแล้ว การใช้พลังทางสังคมในการกดดันการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯก็เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งทั้งหมดต้องกระทำโดยสันติ”


อารยะขัดขืนบีบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การประชุม คตร. ถูกวิจารณ์อย่างมากว่า พล.อ.อนุพงษ์อาจวางแผนเพื่อปูทางใช้อำนาจ หรือไม่ก็พยายาม “ลอยตัว” หนีความรับผิดชอบที่ปล่อยให้พันธมิตรฯยึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่ทั่วโลกถือเป็นการก่อการร้ายที่ร้ายแรงและเป็นภัยอย่างยิ่งกับความมั่นคงของประเทศ แม้จะอ้างเป็นมติของที่ประชุมที่มาจากผู้นำหรือตัวแทนระดับชาติทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเป็นไปตามกรอบประชาธิปไตยนั้น

มีการตั้งคำถามว่าแล้วทำไมไม่ให้รัฐสภาทำหน้าที่ เพราะรัฐสภาสามารถเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อขอความเห็นจากที่ประชุมได้ แทนที่จะใช้ความเห็นจากคนไม่กี่คนที่ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน

ดังนั้น มติ คตร. จึงไม่ต่างอะไรกับมติของสภากำมะลอที่ไม่มีความหมายอะไร โดยพยายามดึงมวลชนและสื่อมาเป็นแนวร่วมการปฏิวัติเงียบครั้งนี้ด้วย เพราะมีแต่มาตรการที่จะใช้กดดันรัฐบาล อย่างที่เสนอให้ข้าราชการไม่ทำตามคำสั่งของรัฐบาลและรัฐมนตรีในลักษณะ “อารยะขัดขืน” แต่กลับไม่มีมาตรการหยุดการก่อการร้ายของฝ่ายพันธมิตรฯ นอกจากให้สังคมอ้อนวอนพันธมิตรฯ

โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมประชุม คตร. มีจำนวนหนึ่งเคยเห็นดีเห็นชอบและเป็นตัวจักรสำคัญให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติทั้งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ อย่างนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ และยังเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากกับมติของ คตร.

“หากรัฐบาลไม่เสนอแนวทางอื่นในการดำเนินการ ไม่มีแนวทางจัดการปัญหานี้ และไม่ดำเนินการต่อข้อเรียกร้องนี้ เราจะพูดกันถึงคำว่าปฏิเสธความชอบธรรมในการบริหารราชการของรัฐบาลต่อไป หากยังปล่อยให้สถานการณ์ร้ายแรงคุกคามประเทศชาติอย่างนี้ ส่วนหลังรัฐบาลดำเนินการนั้นแล้ว หากพันธมิตรฯไม่ยอมดำเนินการ เราตกลงกันว่าความชอบธรรมในทางสังคมจะเป็นคำถามที่พันธมิตรฯต้องตอบ และพวกเราในที่นี้หลายคนต้องช่วยถามพันธมิตรฯ”


ม้วนเดียวเจ๊งทั้งประเทศ

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯที่ประกาศอีกครั้งว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้าย จะไม่ยืดเยื้อและม้วนเดียวจบนั้น แม้จะยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองขณะนี้ไม่เพียงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยต่อนานาชาติจะกู่ไม่กลับแล้ว ยังทำลายเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท เพราะการยึดสุวรรณภูมิไม่เพียงนานาชาติจะประณามว่าเป็นการก่อการร้ายที่ยอมรับไม่ได้แล้ว ยังเป็นการปิดประตูเศรษฐกิจของประเทศซึ่งย่ำแย่อยู่แล้วให้ยิ่งทรุดหนักและต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกู้กลับคืนได้

เพราะไม่เพียงทุกสายการบินจะหยุดการบินทั้งเข้าและออกประเทศไทยที่ทำให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และการบินไทยต้องสูญเสียรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อวัน การขนส่งสินค้าหรือแอร์คาร์โก้ก็คาดว่าจะเสียหายประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อวัน แล้วยังส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและการส่งออกนับแสนล้าน รวมทั้งการท่องเที่ยวที่ส่งผลกระทบทันทีในขณะนี้ ซึ่งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่าเฉพาะช่วงไฮซีซั่นนี้ประเทศไทยจะเสียรายได้ไปกว่าแสนล้านบาท ทั้งอาจสูญเสียตลาดให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับการสูญเสียการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคนี้

สงครามครั้งสุดท้ายของพันธมิตรฯจึงเป็นของจริง เพราะกำลังชี้อนาคตของบ้านเมืองว่าจะออกไปในทิศทางใด จะมีคนตายมากน้อยแค่ไหน โดยเศรษฐกิจของประเทศนั้น “เจ๊ง” ไปเรียบร้อยแล้ว


2 ทางสุดท้าย “นิติรัฐ-รัฐประหาร”

จึงไม่แปลกที่จะมีการเรียกร้องให้กองทัพออกมาใช้กำลังหรือรัฐประหาร หากรัฐบาลมีสภาพเป็นได้แค่ “เป็ดง่อย” หรือรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.ก.การบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้กองทัพและฝ่ายความมั่นคงออกมาใช้กำลังควบคุมและยุติสถานการณ์อย่างเด็ดขาด โดยให้ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ โดยไม่ต้องวิตกว่าจะเกิดการต่อต้านและการนองเลือดอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นวิกฤตก็ไม่ยุติ และยิ่งทำให้บ้านเมืองหายนะล่มจมยิ่งขึ้น

อย่างที่นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกร้องให้นายสมชายในฐานะผู้อำนวยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.กอ.รมน.) ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นด้วย เพราะเป็นการใช้อำนาจเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งบีบให้ฝ่ายพันธมิตรฯต้องเจรจา

เช่นเดียวกับนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนพฤษภาทมิฬ 35 ประณามพันธมิตรฯที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิว่า ไม่มีประเทศใดปิดสนามบินจนเกิดความเสียหายเช่นนี้


บีบรัฐบาล-โอ๋พันธมิตรฯ

การออกมาแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์ร่วมกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักวิชาการ และนักธุรกิจ ที่ดูเหมือนเป็นมติจากบุคคลต่างๆในสังคมที่น่าเชื่อถือนั้น แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าไม่ได้ประณามฝ่ายพันธมิตรฯเลย ทั้งๆที่เป็นฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองมากมายมาโดยตลอด รวมทั้งการสร้างความเดือดร้อนอย่างมากกับประชาชน และสร้างหายนะต่อบ้านเมืองที่ยังประเมินค่าไม่ได้

ที่สำคัญหลังจาก พล.อ.อนุพงษ์แถลง ฝ่ายพันธมิตรฯก็ออกมาปฏิเสธไม่ยอมยุติการเคลื่อนไหวทันที ขณะที่นายสมชายแถลงในช่วงตอนดึกวันเดียวกัน ยืนยันว่าเมื่อรัฐบาลมาตามแนวทางประชาธิปไตย จะต้องแก้ปัญหาตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น จึงไม่ยุบสภาและไม่ลาออก

อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ตอกกลับ พล.อ.อนุพงษ์ว่า ขอถามผู้บัญชาการทหารบกว่าสั่งพันธมิตรฯให้หยุดชุมนุมได้หรือไม่ ไม่ใช่มาเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภา ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาเลย


“เกียร์ว่าง” ปูทางรัฐประหาร

ขณะที่ข่าวที่ปรากฏในสื่อต่างๆของไทยเน้นไปที่ข่าวรัฐบาลจะยุบสภาหรือลาออกหรือไม่ มากกว่าจะเสนอข่าวไปตามข้อเท็จจริงหรือประณามพันธมิตรฯว่ากระทำผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองอย่างไร

แม้แต่ข่าวศาลแพ่งที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้พันธมิตรฯเคลื่อนออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทันทียังเป็นแค่ข่าวเล็กๆ ทั้งที่เป็นการตอกย้ำถึงพฤติกรรมของฝ่ายพันธมิตรฯที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเท่ากับสื่อเองเห็นชอบหรือสนับสนุนการกระทำของฝ่ายพันธมิตรฯว่าใช้อำนาจโดยชอบธรรม ทั้งที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและขัดขืนกระบวนการยุติธรรม เป็น “อนาธิปไตย” ไม่ใช่ “อารยะขัดขืน” อย่างที่กล่าวอ้าง

โดยเฉพาะการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองถือเป็นการกระทำเยี่ยงการก่อการร้าย ซึ่งนานาชาติถือเป็นความผิดอย่างร้ายแรง แต่กองทัพเองไม่ได้ทำหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ ทั้งที่มีการร้องขอให้ช่วย และเห็นชัดเจนว่ากำลังจะเกิดความวิบัติอย่างใหญ่หลวงกับบ้านเมือง แต่กลับทำเหมือน “ใส่เกียร์ว่าง” อ้างไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศชาติโดยตรง แต่กลับตั้งสภากำมะลอมีมติเรียกร้องให้ยุบสภา แทนที่จะประณามฝ่ายพันธมิตรฯและมีมาตรการชัดเจนและเด็ดขาดที่จะหยุดการก่อการร้ายของพันธมิตรฯที่ทำลายความมั่นคงและเศรษฐกิจของชาติจนย่อยยับ

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เปิดเผยว่า นายชวรัตน์ได้มอบหมายให้ไปประชุมและหาทางออกกับ คตร. ที่มี พล.อ.อนุพงษ์เป็นประธาน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเสนอความเห็นต่อที่ประชุม และจะนำผลการประชุมไปเป็นแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขอยืนยันว่าตำรวจไม่ได้นิ่งดูดายกับสถานการณ์ แม้กระทั่งการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะต้องรอคำสั่งจาก คตร. ไม่เช่นนั้นจะขัดต่อระเบียบปฏิบัติ
สื่อต่างชาติเกือบทุกสำนักจึงตั้งคำถามและสงสัยในท่าทีของกองทัพว่ามีแผนหรือมีคำสั่งจาก “มือที่มองเห็น” หรือ “มือที่มองไม่เห็น” เพื่อปูทางหรือเดินไปสู่การรัฐประหารหรือไม่ โดยนำมติของสภากำมะลอมาประทับตราอ้างความชอบธรรม และฉวยโอกาสนำความอึดอัดของประชาชนส่วนใหญ่ที่เบื่อหน่ายกับสถานการณ์ที่ปั่นป่วนขณะนี้มาเป็นข้ออ้าง


“เด็กเส้น” ใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดิน

การปล่อยให้พันธมิตรฯยึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิจึงต้องพุ่งเป้าไปที่กองทัพโดยตรงว่าทำไมจึงไม่ทำการป้องกันและขัดขวาง ทั้งที่รู้ล่วงหน้าและมีเวลามากพอที่จะป้องกันและขัดขวาง เพราะทหารไม่ได้อยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไปออกเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีคำสั่งจากรัฐบาลไม่ให้ใช้ความรุนแรงใดๆจนพันธมิตรฯเหมือน “เด็กเส้น” ที่ได้รับการคุ้มครองพิเศษ

ขณะเดียวกันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่า การออกมาเรียกประชุมและแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์ไม่ต่างอะไรกับการปักธงหรือปูทางเพื่อการรัฐประหาร แต่ครั้งนี้ผู้นำกองทัพและผู้อยู่เบื้องหลังตระหนักดีว่าการทำรัฐประหารนั้นไม่ยาก แต่การทำให้สาธารณชนยอมรับว่าเป็นความชอบธรรมและความจำเป็นจึงต้องมีการปูทางอย่างแนบเนียน แม้หลายฝ้ายเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้สุกงอมเพียงพอแล้วก็ตาม

แต่ฝ่ายที่ต้องการทำรัฐประหารต้องชะลอไว้จนกว่าจะมั่นใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงข้ออ้างความชอบธรรมเท่านั้น แต่กลับวิตกประชาชนและกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะออกมาต่อต้าน ซึ่งเชื่อว่าจะมีจำนวนนับแสนนับล้านคน ไม่ใช่ไม่กี่หมื่นอย่างสงครามครั้งสุดท้ายของฝ่ายพันธมิตรฯขณะนี้

การใส่เกียร์ว่างและออกมาระดมความเห็นจากฝ่ายต่างๆของกองทัพจึงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง รวมทั้งเป็นการแย่งชิงมวลชนและสื่อมวลชนให้ออกสนับสนุนให้มากที่สุด


ปล้นประชาธิปไตย!

ขณะที่การออกมาอาละวาดป่วนเมืองของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะการยึดสนามบินและเพิกเฉยต่อคำสั่งของศาลแพ่งให้เคลื่อนออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งการก่อความวุ่นวายต่างๆนั้น เป็นการฉายหนังซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ตอกย้ำถึงฐานะของพันธมิตรฯว่าไม่ใช่ “เด็กเส้น” ธรรมดา แต่เป็น “เด็กเส้น” ที่ “ใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดิน” จริงๆ

ผู้นำกองทัพจึงปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะผู้ดูแลความมั่นคงของชาติไม่ได้ที่ปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองบานปลายจนถึงขั้นยึดสนามบินและบ้านเมืองเป็นอนาธิปไตย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายยึดประเทศโดยไม่ดำเนินการใดๆเลยนั่นเอง ถือเป็นความผิดร้ายแรงซึ่งไม่เพียงการปลดออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังพ่วงโทษตามกฎหมายของบ้านเมืองอีกด้วย

วันนี้จึงต้องขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ว่าจะยอมเป็นควายที่ถูกเจาะจมูกลากจูงเหมือนในอดีต หรือจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองและประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไม่ให้กลับสู่วงจรอุบาทว์และวังวนนรกอีกต่อไป

จะด้วยเป็นการใช้อำนาจนอกระบบของฝ่ายพันธมิตรฯ หรือขบวนการนอกระบบที่กำลังรวมหัวกับผู้นำกองทัพบางคนให้ทำการรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ว่าจะอ้างความชอบธรรมใดๆก็ตาม มันก็คือการปล้นประชาธิปไตยเราดีๆนี่เอง

ไทย อันตรายที่สุด อันดับ 7 ของโลกในขณะนี้

โดย : math
www.thaifreenews.com/

หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของสหราชอาณาจักร ไ้ด้จัดอันดับให้ไทย อยู่ในกลุ่มประเทศที่อันตรายที่สุด 20 อันดับแรกของโลกในขณะนี้
1. อิรัก
2. อัฟกานิสถาน
3. เชชเนีย
4. แอฟริกาใต้
5. จาไมกา
6. ซูดาน

7. ไทย

8. โคลัมเบีย
9. เฮติ
10. อีริเีทีย
11. สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
12.ไลบีเรีย
13. ปากีสถาน
14. บูรุนดี
15. ไนจีเรีย
16. ซิมบับเว
17. อินเดีย
18. เม็กซิโก
19. อิสราเอลและเขตยึดครองปาเลสไตน์
20. เลบานอน

ประกาศศึกวันแดงเดือดพรุ่งนี้ ต้านชุมนุมม็อบสันดานหมาบ้า ต้านรัฐประหารเงียบ

เข้าตำรายกพิมเสนแลกเกลือ'นายหัววีระ'แฉยับคดียุบพรรคหวัง“รัฐประหารซ่อนรูป”ล้มรัฐบาลพลังประชาชน แลก ม็อบสถุนเลิกย้ำยีประเทศ ชี้'ไอ้ปื้ด'ดอดเจรจาลับกับม็อบโกเต็กซ์ย้ายออกสุวรรณภูมิ 'จตุพร'ลั่นตุลาการรธน.ชุดนี้น่าละอาย สมคบคิดยึดอำนาจ ประกาศศึกวันแดงเดือดพรุ่งนี้ ต้านชุมนุมม็อบสันดานหมาบ้า ต้านรัฐประหารเงียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(29 พ.ย.) นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการการแห่งชาติ และผู้ดำเนินรายการหลักความจริงวันนี้ กล่าวแถลงนัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง ว่า หากมาตราการที่จะดึงคนออกจากสนามบินทั้งสองแห่งไม่บังเกิดผลและเหตุการณ์ในบ้านเมืองยังไม่ดีขึ้นเราจะจะนัดชุมนุมคนเสื้อแดง เพื่อให้กำลังใจแต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติตามกฎหมายให้เห็นว่ายังมีประชาชนสนับสนุนการทำหน้าอย่างเต็มกำลัง พร้อมกับระบุถึงคดียุบพรรคพลังประชาชนนั้นเป็นข้อเจรจาระหว่างคนลึกลับกับคนในม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่กลุ่มพันธมิตรฯจะล่าถอยออกจากการเข้ายึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยให้ประชาชนสังเกตจากคำแถลงของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า วันที่ 2 ธค.ทุกอย่างจะจบ ซึ่งเห็นได้ว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อล้มล้างรัฐบาลให้ได้ แต่ใช้วิธีแยบยลให้ประชาชนเห็นว่าเป็นเรื่องของกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธี “รัฐประหารซ่อนรูป”

"เวลานี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฎิบัติการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยจากมาตราการอ่อนไปหาแข็งด้วยวิธีการเจรจา ซึ่งอาจต้องใช้เวลา ฉะนั้นจึงต้องชุมนุมคนเสื้อแดง เพื่อให้กำลังใจการทำงานของรัฐบาล แต่ขณะนี้เกิดเหตุแทรกซ้อน คือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ พิจารณาตามข้อเสนอของทั้ง 3 พรรค ได้แก่พรรคพลังประชาชน พรรคมฌิมาธิปไตยและพรรคชาติไทย โดยจะไม่พิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ได้ร้องขอเสนอไป โดยจะไม่รับหลักฐานใดๆเพิ่มเติมปิดคดีเพียงเท่านั้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวเราทราบว่าเป็นการแลกเปลี่ยน ในการเจราระหว่างคนลึกลับกับคนในม็อบที่ไปปิดสนามบิน เป็นข้อตกลงว่าใช้มาตราการทางศาลล้มล้างรัฐบาลจะยอมเคลื่อนย้ายออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ"นายวีระกล่าว

อย่างไรก็ตามในการวันที่ 30 พ.ย.นี้ จึงมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1. เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติหน้าที่ทุกฝ่ายที่ไปคลี่คลายสถานการณ์ในสนามบินทั้งสองแห่ง 2.เพื่อต่อต้านการทำ “รัฐประหารซ่อนรูป” ดังนั้นเชิญชวนผู้ที่รักประชาธิปไตยมาร่วมต่อต้อานเผด็จการในทุกรูปแบบตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ที่ท้องสนามหลวง เวลา 16.00 น.ส่วนการชุมนุมจะจบสิ้นใน 1-2 วันหรือจะยืดเยื้อต่อไปแล้วแต่สถานกาณ์ อย่างไรก็ตามในการชุมนุมจะไม่ต่อสายโทรศัพท์ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งขอสงวนเนื้อหาของแต่ละคนที่จะขึ้นพูดบนเวทีด้วย และยืนยันว่าการชุมนุมจะไม่สร้าความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่เคลื่อนย้ายเพื่อสร้างความวุ่นวายใดๆทั้งสิ้น

'เดอะตู่'ลั่นแดงรักชาติล้นสนามหลวง

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการการแห่งชาติ กล่าวว่า จุดเปลี่ยของเหตุการณ์มีอยู่ 2 ทางคือ 1.ในวันพรุ่งนี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยคนเสื้อแดง จะมาชุมนุมกันเต็มท้องสนามหลวงล้นถนนราชดำเนินเพื่อหยุดยั้งความเป็นอาณาธิปไตยในขณะนี้ และ 2.เพื่อหยุดยั้งการรัฐประหาร ของศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลไกลเผด็จการเดิมในการประหัตถ์ประหารฝ่ายประชาธิปไตยอย่างนับไม่ถ้วน

หากพรรคพลังประชาชนถูกตัดสินยุบนั้นไม่มีปัญหา แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อหยุดยั้งการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งเมื่อหลังจากที่ นายกฯประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อนำกลุ่มพันธมิตรฯออกจาสนามบิน และวันรุ่งขึ้นศาลรัฐธรรมนูญประกาศวันให้แต่ละพรรคนั้นได้แถลงปิดคดี นั้นหมายความว่าเมื่อตัดสินยุบพรรคความเป็นนายกรัฐมนตรี ของนาสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะพ้นตำแหน่งไปโดยกฎหมาย ทั้งนี้กลไกลของศาลก็เป็นกลไกลของรัฐประหารนายกรัฐมนตรี

พร้อมกันนี้ตนขอเรียนต่อสื่อมวลชนว่า ตุลาการศาลรัฐธรมนูญชุดนี้เป็นกลไกลทางการเมือง ไร้ความน่าเชื่อถือ มีพฤติกรรมที่น่าละอาย สมคบคิดกันยึดอำนาจ เป็นการรัฐประหารแบบครอบคลุม คือการใส่ชุดครุยทำการรัฐประหาร การทำการโดยไม่เกรงใจประชาชนที่รักความยุติธรรม คนที่ตัดสินคดีความหากจิตใจสกปรก ผลการตัดสินดคีก็สกปรก การประกาศวันยุบพรรคเพื่อต้องการประกาศว่า อีก 4 วันรัฐบาลจะหมดอำนาจจะต้องไป เพื่อที่จะบอกเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานว่า อย่าไปทำสิ่งใดกับกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการทำให้เป็นศูนย์ยากาศทางการเมือง ฉะนั้นพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยขอให้มารวมตัวกัน เพื่อนๆสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคยกล่าวว่า จะระดมคนให้นำมารวมกันที่ท้องสนามหลวง

ผู้มีส่วนร่วม ล้วนมีความสุข คิดอะไรก็ยกพวกไปทำ




ลักษณะและรูปแบบของคนพาล
โดย : Scorpion


มงคล คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ นำมาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งมี ๓๘ ประการ

๑.) การไม่คบคนพาล

***ลักษณะของคนพาลมี ๓ ประการคือ***

๑. คิดชั่ว คือการมีจิตคิดอยากได้ในทางทุจริต มีความพยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดเป็นชอบ
๒. พูดชั่ว คือคำพูดที่ประกอบไปด้วยวจีทุจริตเช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ
๓. ทำชั่ว คือทำอะไรที่ประกอบด้วยกายทุจริตเช่น การฆ่าสัตว์ ลักขโมย ฉ้อโกง ฉุดคร่าอนาจาร ประพฤติผิดในกาม

***รูปแบบของคนพาล มีข้อควรสังเกตุคือ***

๑. ชอบแนะนำไปในทางที่ผิด หรือที่ไม่ควรแนะนำ อาทิเช่น แนะนำให้ไปเล่นการพนัน ให้ไปลักขโมย ให้กินยาบ้า ให้เสพยา ชวนไปฉุดคร่าอนาจาร เป็นต้น เหล่านี้ถือว่าเป็นพาล
๒. ชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ อาทิเช่น ไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนให้เรียบร้อย แต่กลับชอบจะไปก้าวก่ายยุ่งกับหน้าที่การงานของผู้อื่น หรือไปจับผิดเพื่อนร่วมงาน แกล้ง ยุยง นินทาว่าร้ายกันและกัน เป็นต้น
๓. ชอบทำผิดโดยเห็นสิ่งผิดเป็นของดี อาทิเช่น การสูบยาได้เป็นฮีโร่ เห็นคนที่ซื่อสัตย์เป็นคนโง่ไม่กินตามน้ำ ชอบรับสินบน ทุจริตในหน้าที่ หรือช่วยพวกพ้องให้พ้นจากความผิด เป็นต้น
๔. จะโกรธเคืองเมื่อพูดเตือน อาทิเช่น การเตือนเรื่องการเที่ยวเตร่ เตือนเรื่องการดื่มเหล้า กลับบ้านดึก เตือนเรื่องการคบเพื่อนเป็นต้น คนพวกนี้จะโกรธเมื่อได้รับการตักเตือน และไม่รับฟัง
๕. ไม่มีระเบียบวินัย อาทิเช่น ไม่เข้าคิวตามลำดับก่อนหลัง แต่ชอบแซง***่างหน้าด้านๆ ทิ้งขยะลงคลอง หรือข้างทาง ไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมือง หรือของท้องถิ่น เป็นต้น

มงคลที่ ๑ ยังไม่ผ่าน อย่าคิดเลยว่าจะก้าวไปถึงมงคลที่ ๓๘






















เหตุเกิดที่สยามเมืองยิ้ม กับความรู้สึกชาวต่างชาติ ที่เกินจะบรรยาย













กลับไปเขาคงจะบอกเล่าชื่นชมได้อย่างทั่วถึง ว่าชาติหน้ากูจะไม่มาอีกแล้ว






ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯไม่ยินยอมเจรจา...'โกวิท'ลั่น'ต้องทำ'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้(29 พ.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาประชุมร่วมกับพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยพล.ต.อ.โกวิท กล่าวถึงการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ต้องดูว่าเขาจะเจรจาด้วยหรือไม่

ทั้งนี้เมื่อถามว่า ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯไม่ยินยอมเจรจาตำรวจจะทำอย่างไร พล.ต.อ.โกวิท กล่าวว่า หากไม่เจรจา ก็ต้องทำ โดยไม่ได้ตอบคำถามว่าจะทำอย่างไร โดยอ้างว่าขอเข้าประชุมก่อน

ตร.ตั้งด่านสกัดบนมอเตอร์เวย์ ห้ามเข้าสุวรรณภูมิเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความคืบหน้าการตั้งด่านสกัดบนทางถนนมอเตอร์เวย์ทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างยาวนานตั้งแต่เวลา 03.00 น.โดยมีการเรียกตรวจรถทุกคันที่วิ่งผ่านอย่างละเอียด พร้อมกับห้ามเข้าไปในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังปักหลักชุมนุมอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีการประกาศใช้ในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง


.......

ชั่วได้ใจ"ม็อบมาร"ปิดวิภาวดีอัมพาต3ชม.ปชช.ด่ายับ

จอดรถ 8 คัน ปิดถนนวิภาวดี หน้าคลังสินค้า จราจรติดสนิท 3 ชั่วโมง ประชาชนสวดยับโจรทำเดือดร้อน แกนนำทำไม่รู้ไม่ชี้ อ้างไม่ใช่พวก

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลนำรถยนต์ 8 คัน จอดปิดถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า บริเวณด้านหน้าอาคารคลังสินค้า สนามบินดอนเมือง ทำให้การจราจรสามารถวิ่งได้เลนเดียว ทำให้รถบริเวณหน้าสนามบินดอนเมืองติดยาวไปถึงรังสิตสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก บางคนถึงกลับลงมาเข็นรถ แต่คนขับใส่เบรคมือไว้ ผู้ใช้รถบางคนจึงนำก้อนหินขว้างใส่รถคันดังกล่าว
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ผ่านไป 3 ชั่วโมง ตำรวจจราจรกลางจึงนำรถลากมาลากรถที่จอดกีดขวางดังกล่าวทั้งหมดออกไป ขณะที่ทางแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่างปฏิเสธว่า ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ

ขณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กลุ่มแนวร่วมพันธมิตรฯ ได้ระดมมวลโดยขนคนเต็มรถกระบะหลายคนเพื่อกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตรึงกำลังอยู่บริเวณทางเข้ารอบนอกของตัวอาคาร หลังรู้ว่ามีการปิดกั้นไม่ให้นำอาหารและขนคนเข้ามาในพื้นที่การชุมนุม

.......

สื่อม็อบปลุกพลังผีบ้ากุตร.เปิดฉากยิงปปช.
29 พ.ย. 2008 - 10:21:52 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุปะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชานเพื่อประชาธิปไตย ที่ท่าอากาศยานสุวรณภูมิ บริเวณอาคารคลังสินค้า โดยกลุ่มผู้ชุมุนุมเดินออกจากจุดชุมนุมเพื่อขับไล่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อย ที่ตั้งด่านสกัดอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังขับรถออกจากที่เหตุ กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าฮือเข้าปิดล้อมรถ โดยกล่าวหาว่าตำรวจขับรถอย่างไม่ปลอดภัยต่อผู้ชุมนุม ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางออกจากพื้นที่แล้ว ภายหลังเจรจากันนานกว่า 30 นาที อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงใดๆเกิดขึ้นตามที่สื่อเอเอสทีวีผู้จัดการเสนอรายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200 นายตรึงกำลังประชิดกลุ่มผู้ชุมนุม ที่บริเวณด่านสกัดตรงทางขาขึ้นสุวรรณภูมิชั้นที่ 4 พร้อมกับเปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุมแต่ไม่ปรากฎว่ามีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ส่วนบริเวณมอเตอร์เวย์ ทางเข้าสนามบินนั้น พันธมิตรฯ ได้นำรถ 20 - 30 มาปิดถนน เนื่องจากต้องการให้ตำรวจออกจากปากทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากัน ซึ่งพันธมิตรฯ ยื่นเงื่อนไขให้ตำรวจทิ้งรถไว้บริเวณดังกล่าว




ที่มาข่าวจาก.prachatouch.ฮ๊อตนิวส์

นัดรวมพลคนเสื้อแดง ที่สนามหลวง อาทิตย์ 30 พย.51

ประกาศจาก รายการ ความจริงวันนี้ ทาง NBT
28 พฤศจิกายน 2551



คุณวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการ ความจริงวันนี้
ประกาศนัดรวมพลคนเสื้อแดงทั่วประเทศ
ร่วมกันออกมาปกป้องประชาธิปไตย
ที่ท้องสนามหลวง


ในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2551
พร้อมกันตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป


..............ขอให้เตรียมเสื้อผ้ามาเผื่อผลัดเปลี่ยนด้วยอาจมีการชุมนุมยืดเยื้อ


นาย วีระ มุสิกะพงศ์ กล่าวในรายการ ‘ความจริงวันนี้’ ช่อง NBT เมื่อคืนนี้ว่า ในวันที่ 2 ธค. นี้ จะมีการนัดแถลงคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยคดียุบ 3 พรรค ได้แก่ พรรคไทยรักไทย ชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย เพื่อยุติการไต่สวนพยานที่เหลือทั้งหมดนั้น ถือเป็นการใช้กลไกของรัฐที่คณะรัฐประหารให้กำเนิดไว้เพื่อตัดขารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ล้มลงและตัดน้ำหนักการจัดการปัญหาร้ายแรงเฉพาะหน้าที่จะเกิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้นายวีระได้แจ้งการนัดหมายชุมนุมคนเสื้อแดงในเย็นวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.นี้ ที่สนามหลวง และขอให้เตรียมเสื้อผ้ามาอีก 1 ชุด เพราะอาจมีการค้างคืน พร้อมระบุว่าคนเสื้อแดงได้อดทนมาจนถึงที่สุดสำหรับความอยุติธรรมต่าง ๆ คงต้องออกมาแสดงพลังให้เห็นถึงการต่อต้านการทำลายระบอบประชาธิปไตย

วันอังคาร, พฤศจิกายน 25, 2551

รายชื่อผู้บาดเจ็บจากการถูก กลุ่ม พันธมิตร ยิงและไล่ฟันทุบตีทำร้ายบริเวณปากซอยวิภาวดีรังสิต 3 ได้แก่ มีทั้งสิ้น 11 ราย

1.นายเรืองยศ ชูเดช
2.นายศุภมิตร จันประพันธ์
3.นายสุชาติ ช้างเนียม
4.นายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ( ดีเจ อ้น ชัยนริทร์ นักจัดรายการ คลื่นชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75 และ 107.50 )

5.นายสมคิด พิษนอก
6.นายนนท์ พิทยะนันท์
7.นายคมสัน ติวงศ์สุข
8.นายสำรวย ขัยผา
9.นายจันดา ตคชมพู
10.นายวิรัตน์ เอี่ยมระหงษ์
11.น.ส.ศิริประภา วงศ์ลีลากร

ขอกราบขอบพระคุณที่ผ่านมาและล่วงหน้าสำหรับชาวเสื้อแดงผู้ใจบุญสนใจจะบริจาคช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกกบฏพันธมิตรทำร้าย ขอเชิญได้ที่

เลขบัญชี 019-0-009761-3
ชื่อบัญชี นายชินวัฒน์ หาบุญพาด
ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนวิภาวดี

หรือโทรสอบถามได้ที่ 20-6174044 / 02-6174133 / 02-6177118 ( คุณ ชินวัฒน์ ผอ.คลื่นวิทยุชุมชนคนแท็กซี่)

คลิปพันธมิตรยิงปืนใส่กลุ่มtaxiและเผา




ม๊อบถ่อยยกพวกถล่มวิทยุ TAXY พร้อมกราดยิงเอ็ม 16

'ม็อบพันธมาร' บุกยึด 'วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75' การ์ด-ผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองโชว์พฤติกรรม 'หมาบ้า' กรูข้ามถนนไล่ตีประชาชนเจ็บเพียบ ไม่หนำใจ! กราดยิงปืน M16 เข้าใส่ 'คนเสื้อแดง-กลุ่มคนขับแท็กซี่' พร้อมทุบตู้โทรศัพท์ ราดน้ำมันเผารถยนต์-จักรยานยนต์วอด!หลายสิบคัน ล่าสุดผู้จัดรายการถูกยิงเจ็บสาหัส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. ได้เกิดเหตุการณ์ยิงปะทะกันขึ้นบริเวณปากซอยวิภาวดี 3 ถนนวิภาวดีรังสิต (ฝั่งขาออก) หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้เคลื่อนขบวนไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระหว่างนั้นขณะผู้ชุมนุมได้เดินทางผ่านบริเวณดังกล่าว ได้เกิดเหตุความวุ่นวาย โดยผู้ชุมนุมและการ์ดพันธมิตรกว่า 100 คน ซึ่งแต่ละคนได้ถือไม้หน้าสาม ท่อนเหล็ก มีด และอาวุธปืน วิ่งกรูกันเข้าทำร้ายประชาชนที่สวมเสื้อสีแดง และกลุ่มแท็กซี่ที่จอดอยู่ในบริเวณดังกล่าว พร้อมกับเข้าปิดล้อมสถานีวิทยุชุมนุมคนแท็กซี่ FM. 92.75 MHz.

ทั้งนี้ พันธมิตรฯได้ทำการทุบตู้โทรศัพท์สาธารณะ มีการเผารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่จนได้รับความเสียหายหลายคัน เบื้องต้นมีรายงานผู้บาดเจ็บ จำนวน 6 ราย โดยผู้บาดเจ็บบางส่วนได้นำส่งโรงพยาบาลเปาโลแล้ว

และมีรายงานว่า ในเวลาใกล้เคียงกันนี้ ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดที่จุดเกิดเหตุ อีกทั้งบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเอสโซ่ กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการนำยางรถยนต์มาเผาไฟ และพยายามก่อเหตุความวุ่นวาย

ขณะที่นายชัยนรินทร์ กุลกมล ผู้จัดรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงด้วยอาวุธปืน ซึ่งนายชินวัตร หาบุญพาด ผู้อำนวยการสถานีฯ ได้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาวุธดังกล่าวมีลักษณะคล้ายปืน M16 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 50 นายได้ทำการตรึงกำลังอยู่บริเวณหน้าปากซอยวิภาวดี 3 เพื่อระงับเหตุความรุนแรง

นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ยังได้ขว้างปาสิ่งของ และยิงหนังสติ๊กเข้าใส่ประชาชน และกลุ่มคนขับแท็กซี่ที่จอดอยู่นับร้อยคัน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีกหลายราย

มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในเวลา 18.15 น. ที่ผ่านมา ได้มีการปะทะกันอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุ

โดยเมื่อเวลาประมาณ 18.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังกว่าร้อยนายเข้าระงับเหตุ และอยู่ระหว่างการเคลียร์พื้นที่ ล่าสุดจากการตรวจสอบพบผู้บาดเจ็บรวม 10 ราย



http://www.prachatouch.com/content.php?id=13824

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23, 2551

"จาตุรนต์"ถอนหงอก มหาจำลอง ละเมิดศีลห้า

ข้อมูลจาก : prachatouch 23 พ.ย. 2008 - 18:02:14 น


"จาตุรนต์"เทศน์เตือนสติ "มหาจำลอง" เหน็บมือถือสากปากถือศีล ขาดหิริโอตัปปะ ให้ท้ายพันธมาร ละเมิดศีล 5 ข้อ ตามอำเภอใจ เข่นฆ่าปล้นชิง โป้ปดมดเท็จ มั่วกาม ร่ำเมรัย อย่างไร้สำนึก จวกอหิงสาเสื้อเหลือง สเปกมือเปื้อนเลือด การันติเสื้อแดงชุมนุมยึดหลักสันติวิธี

วันนี้ (23 พ.ย.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวในรายการความจริงวันนี้ ถึงหัวข้อว่าจะแก้วิกฤติประเทศอย่างไร โดยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับการจัดรายการความจริงวันนี้พร้อมกับยกหลักธรรมะกาลามาสูตรว่า ธรรมะสำคัญที่ไม่ให้เกิดความรุนแรงคือ สันติ ซึ่งเป็นธรรมะที่ผู้นำและประชาชนจะต้องมี เพราะจะไม่ทำให้บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม มีความขัดแย้ง ทั้งนี้คำว่าสันติในที่นี้ถ้าคนเรายึดสันติกันแล้วก็จะไม่มีความวุ่นวายรุนแรงอะไร

“อย่างที่วัดสวนแก้วคนมากเต็มไปหมดซึ่งยึดหลักสันติความสงบ ไม่ต้องการทะเลาะกับใคร ชุมนุมเสร็จแล้วก็กลับบ้านก็ไม่มีความรุนแรงอะไร แต่พันธมิตรฯ ที่หัวหน้าใหญ่ประกาศว่าให้เอาของมาด้วย แล้วก็บอกว่าจะนองเลือดนองแผ่นดินก็ให้มันนองไปเลย นั่นหรือเป็นการพูดของคนที่ยึดหลักสันติอหิงสา” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงหลักอหิงสาว่า ซึ่งความจริงหลักนี้มีมาแล้ว 800 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งต่างจากพันธมิตรฯ ที่บอกว่าชุมนุมแบบอหิงสาเป็นคนละเรื่อง เพราะคำว่าอหิงสาเขาแปลว่าต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง ต้องไม่บาดเจ็บ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่พันธมิตรฯ จะเรียกอหิงสาได้อย่างไร

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงศีล 5 ที่พุทธศาสนิกชนต้องยึดปฏิบัติว่า ข้อ 1 ปาณาติปาตาฯ หมายถึงการเบียดเบียน ฆ่าสัตว์ ซึ่งพวกเราไม่เบียดเบียนใครไม่เหมือนพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมเบียดเบียนผู้อื่น ศีลข้อ 2 อทินนาทานาฯ หมายถึงการลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งเราชุมนุมเสร็จเราก็ไม่ได้เอาอะไรออกไป แต่พันธมิตรฯ ผิดข้ออทินนาทานา เพราะยึดทำเนียบแล้วก็ไม่ให้เข้าไปให้ใช้ และเอาโต๊ะเก้าอี้ ของมีค่าที่มีการประมาณการเสียหายกว่า 100 ล้านบาท นั่นจึงเป็นที่มาของข่าวที่ว่าพันธมิตรจะบอกว่ามีลูกไฟลอยเข้ามา

"ข้อ 3 มุสาวาทาฯ คือ การโกหก ซึ่งพันธมิตรฯ เอเอสทีวี โกหกทั้งวัน ใส่ร้ายป้ายสีคนทั้งหลางวันกลางคืน ก็ผิดศีลข้อนี้ ข้อ 4 กาเมสุมิจฉาฯ ผมไม่พูดแต่จะให้รายการความจริงวันนี้เปิดเผยต่อไป และสุดท้ายข้อ 5 สุราเมรยะฯ ที่ห้ามดื่มน้ำเมาเพราะจะทำให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่นซึ่งการยึดเอ็นบีทีของนักรบศรีวิชัยก็มีการพบใบกระท่อมด้วย ฉะนั้นถ้าทุกคนมีและปฏิบัติศีลห้าก็จะไม่เกิดความรุนแรง ทุกคนทุกฝ่ายก็ทำงานตามปกติ แต่วันนี้ไม่มีศีลห้า ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองแกนนำพันธมิตรฯ น่าจะรู้ดีเรื่องศีล แต่ตอนนี้ พล.ต.จำลอง และแกนนำไม่รู้จักแล้ว และยังไม่มีหิริโอตัปปะ ซึ่งหมายถึงความละอายต่อบาปแต่พวกนี้ไม่ละอายต่อบาปเลย”นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ถ้าทุกคนยึดหลักสันติอหิงสา ใช้ชีวิตแบบมีศีล ธรรมะ บ้านเมืองก็ไม่วุ่นวาย แต่วันนี้วุ่นวายมากเพราะคนไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้น จึงต้องมีกฎหมายเกิดขึ้นเพื่อยับยั้งคนที่ผิดศีลเป็นกฎหมาย เพื่อให้ไปทำตามกฎหมาย แต่เวลานี้คนก็ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย และระบบยุติธรรมได้เสื่อมไปแล้ว

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า เวลานี้พวกเสื้อขาวเสนอให้ยุติความรุนแรง ทำไมถึงยุติไม่ได้ เพราะพันธมิตรฯก็ไม่ทำ พวกสานเสวนาบอกว่าใครก็ตามทำให้เกิดความรุนแรงด้วยเหตุใดก็ตามรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ส่วนอีกฝ่ายก็บอกให้ทหารรับผิดชอบ แล้วนักวิชาการบอกว่าขิงก็ราข่าก็แรงแต่นักวิชาการพวกนี้กลับไม่เคยพูดถึงการทำผิดกฎหมาย ดังนั้นไม่ต้องมาเตือนพวกเสื้อแดงให้ยุติความรุนแรง เพราะพวกเราไม่เคยคิดจะทำผิดกฎหมาย คนถ้าไม่คิดทำผิดกฎหมายมันก็จะมีความรุนแรงได้เมื่อคนอื่นทำผิดกฎหมาย ถ้าไม่มีคนทำผิดกฎหมายก็ไม่มีความรุนแรง แต่พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายจึงให้เกิดความรุนแรง

“นักวิชาการบอกว่าไม่หยุดสักที พวกเราบอกว่าพวกเราหยุดแล้ว แต่พันธมิตรฯหยุดหรือยัง และที่พันธมิตรฯยังไม่หยุดเพราะนักวิชาการไม่เคยพูดเรื่องผิดกฎหมายเลย ซึ่งเรื่องที่จะแก้วิกฤติของประเทศด้วยศีล ธรรมะ กฎหมาย จะแก้ด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้น สังคมต้องเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ทำตามกฎหมาย ทั้งนี้ ประเทศไทย ลาว พม่า นับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน แต่ปกครองไม่เหมือนกัน จึงขอให้เลือกว่าจะเป็นพุทธแบบไหน แบบไทยแบบที่เคยอยู่กันมาหรือจะเอาแบบพม่า ฉะนั้น เราต้องต่อต้านการรัฐประหาร” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจ จึงเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันยืนยันว่าไม่ยอมรับและจะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยให้ได้ในสามวันเจ็ดวัน เขาจะเลื่อนการพิจารณาการแก้รัฐธรรมนูญออกไป เลื่อนไปบ้างไม่ว่ากันแต่รัฐบาลนี้พรรคพลังประชาชนต้องไม่ทำตามคำแนะนำของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ให้แก้ เลื่อนได้แต่ต้องแก้ให้สำเร็จและล้มเลิกการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้

'บิ๊กป็อก'ดอดพบ'ป๋าเปรม... ยืนยันตร.พร้อมรับมือ'พันธมาร'เคลื่อนพลบุกยึดรัฐสภาพรุ่งนี้

ข้อมูลข่าวโดย /.prachatouch.online

'อนุพงษ์'เดินทางเข้าพบ'ป๋าเปรม'แจงสถานการณ์บ้านเมือง ยืนยันตร.พร้อมรับมือ'พันธมาร'เคลื่อนพลบุกยึดรัฐสภาพรุ่งนี้

มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวานนี้ ( 22 พ.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางเข้าพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อเข้ารายงานสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่จะย้ายไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันพรุ่งนี้(24 พ.ย.) โดยพล.อ.อนุพงษ์บอกกับพล.อ.เปรมว่า พื้นที่ดังกล่าว พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยืนยันจะสามารถดูแลสถานการณ์ได้ ยังไม่จำเป็นจะต้องใช้กำลังทหารเข้าไปสนับสนุน

ผบ.ทบ.กล่าวอีกว่า แต่ในส่วนของทหารจะเตรียมกำลังไว้ 21 กองร้อย กำลังจากกองทัพบก 17 กองร้อย กองทัพเรือ 2 กองร้อย และกองทัพอากาศ 2 กองร้อย กำลังทั้งหมดจะเตรียมพร้อมอยู่ในหน่วยที่ตั้ง ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 22 พ.ย.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ยังระบุด้วยว่า กองทัพจะจัดส่งหน่วยข่าวเกาะพื้นที่ที่มีการจัดรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ ที่สนามศุภชลาศัย โดยเฉพาะเกาะติดในช่วงที่มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะมีการเปิดชื่อศัตรูทางการเมืองเป็นครั้งแรก ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นหัวข้อสำคัญที่พล.อ.อนุพงษ์เข้าพบพล.อ.เปรมในครั้งนี้ ทั้งนี้พล.อ.เปรมอยากให้พล.อ.อนุพงษ์ติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดของสังคมว่าเข้าไปเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น

.............................

วันนี้ (23 พ.ย.) นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กล่าวยืนยันว่า การประชุมร่วมรัฐสภาคงไม่สามรถเลื่อนประชุมได้เพราะการประชุมอาเซียน เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องขออนุมัติจากรัฐสภา แต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศยืนยันจะเคลื่อนมารัฐสภา ทางตำรวจเองก็ต้องคุมสถานการณ์ให้ได้ หากมีการปิดล้อมอีก ตำรวจก็จะต้องมีการสลาย

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคนที่จะร่วมชุมนุมครั้งนี้ คงมาไม่เยอะเพราะเห็นตัวอย่างจากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551แล้ว อีกทั้งเชื่อว่ากระแสสังคมวันนี้ ก็ไม่เอาด้วยเพราะพันธมิตรฯหมดความชอบธรรมแล้ว แม้จะพยายามจุดประเด็นค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้รัฐบาลก็ไม่ได้แก้ไขแล้ว ดังนั้น เชื่อว่าพันธมิตรฯคงพยายามยั่วยุให้ทหารเข้ามาปฎิวัติมากกว่า

.............................


คอลัมน์ ชาวดิน
(ตอน แค่คนช่างสงสัย)

เหตุกาณณ์ ที่เกิดขึ้นมีมากมาย แต่ทำไม ผบ.ทบ คนนี้ จึงนิ่งเฉย ทั้งที่ ผู้บังคับบัญชาโดยตรง คือ นายกรัฐมนตี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้อนรอยก็ช่างเหมือน กับ นายพลที่ชื่อ ปฐมพงษ์ ที่ เข้าพบ ป๋า เพื่อ ขอแต่งเครื่องแบบขึ้นเวทีพันธมิตร ด่าขับไล่รัฐบาล อ่านข่าวนี้แล้วยิ่งมองเห็นความชัดเจน ว่า กองทัพไทย ซูฮก ให้กับพวกอำมาตยา มากกว่า คำพูดที่แสนจะโกหก ตอแหล ว่า ทหารจะอยู่ข้างประชาชน ...และครั้งหนึ่ง บิ๊กบัง หน. คปค.คมช. ก็เคยให้คำสัญญา ว่าจะไม่ปฏิวัติ ตอนนายกทักษิณ ไปเมืองนอก แต่มันก็ ทรยศ ปล้นเอาประชาธิปไตยไปจากประชาชน.. ครั้งนี้ ก็เช่นกัน นายกฯสมชาย ก็พูดว่า ผบ.ทบ.คนนี้ก็บอกว่าจะไม่ปฏิวัติ ก็ต้องดูกันต่อไป แต่ที่น่าเจ็บใจ คือ ตลอดที่ผ่านมา เวลามีเหตุการณ์ความรุนแรงต่างที่เกิดจากการกระทำของ กลุ่มกบฏพันธมิตร ผบ.ทบ. คนนี้ไม่เคยกระตือรือร้น ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาตามกฏหมาย ตามหน้าที่เลยสักครั้ง (ดังเช่น เมื่อวันที่ 2 ก.ย.51 ที่นายกฯสมัคร สุนทรเวช เคย ประกาศ พ.รก.ฉุกเฉินมาแล้ว แต่ ผบ.ทบ.คนนี้ ก็ไม่ททำตามหน้าที่ในการแก้ปัญหา ) และไม่รายงานต่อ ผู้บังคับบัญชาโดยตรง คือ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เลย แต่พอ คล้อยหลัง นายกรัฐมนตรี ไปราชการที่ต่างประเทศ ผบ.ทบ.อย่าง บิ๊กป๊อก ก็รีบ เข้ารายงานเหตุการณ์ ต่อ ป๋าเปรม ทันที ทันทีที่มีกระแสข่าวว่า ผบ.ทบ.คนนี้ มีตำแหน่ง พิเศษ รออยู่หลังเกษียณ จึงนิ่งเฉยไม่สนใจ รัฐบาลและประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย .... อนาคต ระบอบอำมาตยาธิปไตยเผด็จ คงจะหมดไปจากเมืองไทยนั้นมันช่างดูยากเหลือเกิน หลังจากนี้ คนกลุ่ม อำมาตยา และ ทหารรับใช้ จะทำอะไร กับ ประชาธิปไตย อีก ช่างไว้ใจยากเหลือเกิน

(ข่าวกระซิบจากทำเนียบ)จริง หรือไม่ นั้นไม่ทราบ เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแผนใหม่

ข้อมูลเบื้องต้น

แผนม้วนเดียวจบ ของวันที่ 23 (จบหรือไม่คอยดูกัน)

เข้าไปอยู่ทำเนียบแล้วทำอะไรบ้าง
- สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทย
- ทำลายกล้องวงจรปิดทุกตัวภายในทำเนียบ (ทำไปทำไม กลัวอะไรหรือ)
- งัดห้องทำงานภายในทำเนียบ (เช่น ตึกไทยคู่ฟ้า, ตึกสันติไมตรี, ตึกนารีสโมสร)
- งัดเข้าไปทำอะไร (ขโมยทรัพย์สินต่างๆ ของทางราชการ)
- ทรัพย์สินที่หายไป
* เครื่องใช้ไม้สอยของ สน.นายกรัฐมนตรี
* งัดตู้เซฟใหญ่ของ สน. นายกรัฐมนตรี
* ของที่ระลึกที่แขกบ้านแขกเมืองมอบมาให้
+ รูปภาพอันมีค่า
+ เครื่องถ้วย ชาม จาน ที่เป็นที่ระลึก
+ ของขวัญจากเหล่ากษัตริย์ ประธานาธิบดี นายก ฑูต ที่เอาไว้โชว์แขกบ้านแขกเมือง
+ และอีกหลายชิ้น ซึ่งของทั้งหมดนี้ทางกรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ ไว้ (ดูเอาเองว่าใครขายชาติกันแน่)
* เงินสดอีกหลายสิบล้าน
* เอกสารสำคัญ เอกสารลับของทางราชการ
* อาวุธยุทโธปกรณ์ภายในทำเนียบ
* สินค้า สิ่งของ ของร้านค้าภายในทำเนียบ
- อาวุธที่หายไป
* ปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก
* ปืนอูซี่ 8 กระบอก
* ปืนอินแกรมอีก 2 กระบอก
* ปืนพกขนาด .38 อีก 1 กระบอก
* กระสุนปืน .38 จำนวน 1,911 นัด
* กระสุนปืน 9 มม. 1,007 นัด
* กระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 550 นัด
* ดาบปลายปืนเอ็ม 16 จำนวน 16 เล่ม
* ดาบปลายปืนกลเอชเค จำนวน 7 เล่ม
- มีแบงค์ร้อยปลอม ที่ปลอมได้เหมือนที่สุด หลุดออกมาจากภายในม๊อบที่ทำเนียบ
* มีเส้นเงิน ส่องแล้วเห็นรูปในหลวง เหมือนของจริงทุกอย่าง
* มีอยู่อย่างเดียวที่ไม่เหมือน คือแถบที่เหมือนพลาสติกแว๊บๆ นั่นแหละ
* ใครได้มาก็ส่องๆ ดูหน่อยละกัน
* สงสัยมันทำไว้แจกเหล่าหัวหน้า ที่ต้อนคนมาจากแต่ละที่...สม
* หรือมันทำเพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ เงินสะพัดกัน แต่ล้วนเป็นเงินปลอม (อันนี้น่ากลัวมาก ประเทศล่มจมได้เลยทีเดียว)
* เรื่องเงินนี้ตำรวจกำลังสืบอยู่ คงอีกไม่นาน

- นอกจากขโมยอาวุธแล้ว เหล่า พธม. ยังสะสมอีกด้วย
* อาวุธสงคราม กระสุนปืน ระเบิด
* นี่แหละคือสาเหตุที่มันไม่กล้าให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจภายในทำเนียบ

* วันที่เกิดเหตุระเบิดก็เช่นกัน มันกันตำรวจที่จะเข้าไปตรวจสอบ ไว้นานหลายชั่วโมง กว่าจะได้เข้าไป (สงสัยกำลังทำลายหลักฐาน ว่าระเบิดกันเอง)


*** ด้วยเหตุต่างๆ เหล่านี้แหละ ที่ พธม. จึงต้องรีบเผด็จศึก เพื่อทำลายหลักฐาน โดย

- สร้างสถานะการณ์ยุแหย่ตำรวจ เพื่อให้บ้านเมืองวุ่นวาย
- มีการจุด การเผา การยิง เสียงระเบิด เพื่อให้ดูรุนแรง
- เผาทำเนียบ เพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมด
* การงัดห้อง งัดของ ภายในทำเนียบ
* สิ่งของมีค่า ก็จะอ้างว่าถูกไฟเผา ทำลายจนวอดแล้ว
- แต่จะอ้างว่าไหม้ เพราะตำรวจยิง และเหตุการณ์ชุลมุน
- ยุยงปลุกปั่น ให้ประชาชน สู้ แล้วก็นองเลือด
- เมื่อวุ่นวายเต็มที่ ทหารเลว ก็จะทำการปฏิวัติ แล้ว
* นำการเมืองใหม่ที่มันตั้งไว้เข้ามา
* ประกาศชัยชนะ

*** สุดท้าย รัฐบาลเสียหาย อย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ เพราะการใช้กำลังกับประชาชน
*** แผนมันสูงเหลือเกิน

วันพุธ, พฤศจิกายน 19, 2551

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว โดย ณัฐณิชา...ปชป.เชิญยิ้ม.

ปชป.เชิญยิ้ม...คงอีกนานถ้ายังคงใช้เพียงฝีปากโดยไม่ใช้ฝีมือ

ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าชัยชนะตกเป็นของ นายบารัค โอบามา ชายหนุ่มผิวสี นักการเมืองอนาคตไกลจาก พรรคเดโมแครต

ทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะผู้นำของแต่ละประเทศ ต่างร่วมแสดงความยินดีกับการจะเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของ นายบารัค โอบามา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนผิวสีบุคคลแรก ที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

นอกจากที่ทั่วโลกกำลังร่วมแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทั่วทั้งโลกล้วนแล้วแต่แสดงความชื่นชมต่อสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา”

นอกจากภาพการเข้าจับมือร่วมแสดงความยินดีของ นายจอห์น แมคเคน ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นฝ่ายปราชัยนั้น จะแสดงให้เห็นถึง “สปิริต” ทางการเมืองอันสูงส่งของ นายจอห์น แมคเคน เองแล้ว

ยังแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมและมารยาททางการเมืองการปกครองอันงดงาม ในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เพราะภาพการที่ ผู้ปราชัยเข้าจับมือร่วมแสดงความยินดีกับผู้ชนะ นั้น มิใช่เพิ่งจะมามีให้เห็นในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้เท่านั้น แต่ปรากฏให้เห็นมาทุกยุคทุกสมัยที่มีการแข่งขันเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกา

แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ นั่นก็คือ ชัยชนะของ นายบารัค โอบามา ซึ่งทำให้เขาได้กลายเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายอเมริกัน-แอฟริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ทันทีที่ได้รับเลือกเข้ามา

ด้วยในอดีต แม้จะมีคนผิวสีที่มีความรู้ ความสามารถ หรือได้รับความนิยมชมชอบมากมายขนาดไหน ก็ยากที่จะฝ่าเข้าไปนั่งเป็นประธานาธิบดีในหัวใจของคนอเมริกัน

ดังนั้น สิ่งที่ทั่วโลกได้รับจากการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ หาใช่เพียงแค่ความชื่นชมที่มีต่อ นายบารัค โอบามา ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตเท่านั้น

แต่สิ่งที่เป็นความพิเศษและงดงาม ซึ่งปรากฏสู่สายตาชาวโลกอีกอย่าง นั่นก็คือ “ความมหัศจรรย์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย”

สปิริตในการยอมรับความพ่ายแพ้ และมารยาททางการเมืองอันสูงส่งของอเมริกันชน ที่เคยมีมาอย่างยาวนานในการแข่งขันเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

วันนี้ชัยชนะของ นายบารัค โอบามา ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นสิ่งดีๆ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพิ่มจากเดิมอีกว่า “แนวนโยบายที่จะนำมาใช้บริหารประเทศของเขา สามารถทำลายกำแพงกีดกันคนผิวสี จนทำให้ทะยานเข้าไปนั่งในหัวใจของชาวอเมริกันได้”

และการยอมรับความพ่ายแพ้ของ นายจอห์น แมคเคน ก็ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นเช่นกันว่า “อเมริกันชนทุกคน ยึดมั่นและเคารพในกติกาการปกครองของชาติบ้านเมือง” โดยเฉพาะคนผิวขาวที่น่าจะได้รับการยกย่องและชื่นชมอย่างมากเป็นพิเศษ

จากอดีตตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถกำหนดบทบาททิศทางของโลกได้ ที่เคยถูกสงวนไว้ให้เพียงแค่คนผิวขาวนั้น ณ ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาได้ทำให้ชาวโลกมองเห็นแล้วว่า พวกเขาหลุดพ้น “กับดักแห่งการเมืองการปกครอง” แล้วจริงๆ

คนผิวสีของสหรัฐอเมริกาที่เคยถูกมองว่าเป็นชนชั้นต่ำ ขาดการศึกษา หรือที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “อเมริกันชนคนรากหญ้า” วันนี้พวกเขาได้รับสิทธิเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ดูได้จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งอิสรภาพ และเสรีภาพ ครั้งล่าสุด

เพราะชัยชนะของ นายบารัค โอบามา คือสิ่งที่มิอาจจะปฏิเสธได้ว่า นี่คือความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของอเมริกันชนทั้งประเทศ ไม่เลือกว่าเป็นคนผิวขาว หรือคนผิวสี และไม่แบ่งแยกว่าเป็นคนมีการศึกษา หรือคนด้อยการศึกษา และที่สำคัญ แม้บางเมือง บางรัฐ นายบารัค โอบามา จะพ่ายแพ้ก็ตาม แต่รวมๆ แล้วทั้งประเทศเขาคือประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา

ย้อนกลับมาที่เมืองไทย ที่ไม่ยอมพลาดกระแสเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ภาพการไปร่วมลุ้นการนับคะแนน และร่วมส่งสารไปแสดงความยินดีต่อ นายบารัค โอบามา ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีของไทย ณ สถานทูตของสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาดที่ผู้นำรัฐบาลไทยพึงควรดำเนินการ

แต่การเกาะกระแสเรื่อง นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา โดยไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามกล่าวยกยอปอปั้นหัวหน้าพรรคของตนเอง ในงานเลี้ยงระดมทุนของพรรคที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ว่า

“อเมริกามี โอบามา ประเทศไทยเราก็มี โอบามาร์ค”

ได้สร้างเสียงหัวเราะขบขันไปทั้งประเทศ ในบรรยากาศที่บ้านเมืองกำลังโศกเศร้าไว้อาลัย และเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสีสันบรรยากาศ ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะตึงเครียด

แม้งานในค่ำคืนนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถระดมทุนได้มากมายกว่า 300 ล้านบาท แต่เชื่อเถอะว่า ไม่มีนายทุนคนไหนหน้าโง่พอที่จะเห็นคล้อยตามคำพูดของเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน ทุนบริจาคที่ได้รับมากว่า 300 ล้านบาทนั้น เพราะอะไร? คนทั้งประเทศ หรือแม้กระทั่งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เองล้วนรู้อยู่แก่ใจถึงที่มาที่ไปของเงินทุนจำนวนดังกล่าว

สิ่งเดียวที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ โอบามาร์ค ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พอจะเทียบเคียง นายบารัค โอบามา ได้ นั่นก็คือ อายุของวัยที่ไล่เลี่ยกัน เพียงเท่านั้นจริงๆ ส่วนด้านอื่นๆ คงยากที่คนมีสมองมองออก คนไหน? จะกล้าคิดไปดึง นายบารัค โอบามา ให้ต่ำลงมา

เพราะการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของ นายบารัค โอบามา ไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งแผนบันไดตามเอกสารลับของใคร? และไม่จำเป็นต้องใช้อภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

และที่สำคัญ นอกจาก โอบามาร์ค ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะไม่สามารถเทียบเคียง นายบารัค โอบามา ได้แล้ว แม้กระทั่ง นายจอห์น แมคเคน ผู้พ่ายแพ้การชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โอบามาร์ค ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มิอาจสามารถเทียบเคียงได้เช่นกัน

เพราะ นายจอห์น แมคเคน หลังพ่ายแพ้ นอกจากจะไปจับมือร่วมแสดงความยินดีแล้ว ยังไม่เคยออกมากล่าวหา นายบารัค โอบามา ว่าซื้อเสียงเลย และที่สำคัญไม่เคยคิดหนุนหลังม็อบ หรือให้ลูกพรรคไปร่วมกับม็อบ เพื่อทำการขับไล่ นายบารัค โอบามา เลย

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า “อเมริกามีโอบามา ประเทศไทยเราก็มี โอบามาร์ค” ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในงานเลี้ยงระดมทุนที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นานนั้น จึงเป็นเพียงมุกตลกที่อาจจะดูฝืดๆ ในอารมณ์ร่วมของคนไทย ที่ต่อไปคงอาจจะต้องเรียกพรรคการเมืองพรรคนี้ว่า “ประชาธิปัตย์ เชิญยิ้ม” หรือ “สุเทพ เชิญยิ้ม” ก็เป็นได้

ใครเลยจะคาดคิดว่า เพียงแค่ความกระสัน ความอยาก ที่หวังจะใช้แต่ทางลัดในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง จะสามารถทำให้คนเราเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนี้
“โอ...บ้ามาก”

...ที่มาจาก http://www.prachatouch.com/content.php?id=13336

วันเสาร์, พฤศจิกายน 15, 2551

'ในหลวง-พระราชินี'เสด็จประกอบพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ที่มา : prachatouch hotnews

วันนี้( 15 พ.ย.2551) เมื่อเวลาประมาณ 16.50 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ถึงยังพระเมรุท้องสนามหลวง เพื่อทรงพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยรถยนต์พระที่นั่งเทียบที่หลังพระที่นั่งทรงธรรม ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระที่นั่งทรงธรรม โดยมี 8 ตำรวจหลวง นายทหารราชองครักษ์เชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ ธงชัยราชกระบี่ยุทธ์นำเสด็จฯ นายทหารราชองครักษ์ตามเสด็จฯ



บทความคัดสรร

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ประสูติ: 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน อังกฤษ สหราชอาณาจักร สิ้นพระชนม์: 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เวลา 02.54 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร สิริพระชนมายุ 84 พรรษา) ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา) และ ทรงเป็นสมเด็จพระเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์ และ การสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ ทั้งนี้พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ด้านการกีฬา และ ด้านการถ่ายภาพ


พระองค์ทรงมีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น. สิริพระชนมายุ 84 พรรษา

พระประสูติกาล

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร[2] เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาลตั้งถวายคือ May ซึ่งเป็นเดือนที่พระองค์ประสูติ ต่อมาเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (คำว่า "วัฒนา" ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา[3]

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นการลำลองว่า บี๋[4]


ขณะทรงพระเยาว์

หลังจากประสูติได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงย้ายจากลอนดอนไปประทับที่เมืองเซาท์บอนซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ จากนั้นเสด็จไปยังเมืองบอสคัม อยู่ติดชายฝั่งด้านทิศใต้ของอังกฤษ[5] ต่อมาเมื่อพระชันษาได้ 6 เดือน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี กลับประเทศไทย

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชนนีไปประทับที่ประเทศเยอรมนี[5] ช่วงเวลานั้นเองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ประสูติ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก

สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2469[5] เพื่อร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทับอยู่ร่วมในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงเวลานั้น ดร.ฟรานซิส บี แซร์ ชาวอเมริกันผู้เป็นอดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เล่าถวายสมเด็จพระบรมราชชนก ว่าที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสถานที่รับเลี้ยงเด็กชื่อ ชองโซเลย (Champ Soleil) มีเจ้าของเป็นแพทย์ ดูแลเด็กอย่างถูกหลักอนามัย[5] สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงนำพระธิดาและพระโอรสไปฝากให้อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศสได้


การศึกษา

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ปลายปี พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จพร้อมด้วยครอบครัวมหิดลไปยังนครบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงศึกษาด้านจิตวิทยา การทำอาหารและโภชนาการที่วิทยาลัยซิมมอนส์[5] ด้านสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ก (Park School) หลังจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์แล้ว พ.ศ. 2471 ทรงนำครอบครัวกลับประเทศไทย และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ทรงเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี

ภายหลังสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2472 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังประทับอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 สมเด็จพระราชชนนีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการที่จะทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน รัฐโว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้าศึกษาที่ชองโซเลยอีกครั้งเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติม[5] ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงทรงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (Miremont) จนจบระดับประถมศึกษา หลังจากนั้นสมเด็จพระราชชนนีได้ย้ายไปประทับที่เมืองปุยยีซึ่งอยู่ติดกับโลซาน โดยพระราชทานนามสถานที่ประทับว่า “วิลล่าวัฒนา”[5] สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีชื่อ École Supérieure de Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ณ ที่นั้น พระองค์ได้ทรงศึกษาภาษาเยอรมันและภาษาละตินด้วย ต่อมาทรงย้ายมาเรียนที่ International School of Geneva ณ กรุงเจนีวา ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดของระดับมัธยมศึกษาเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หลังจากนั้น พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาเคมีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซาน ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ Diplôme de Sciences Sociales Pédagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยาด้วย เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาเคมีซึ่งพระองค์ทรงได้รับ Diplôme de Chimiste A พระองค์ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัย[6]

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ

วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันมหิดลขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ในฐานะที่ทรงเป็นพระราชโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงประกาศเฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478[7] [8]

ทรงอภิเษกสมรส
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงฉายภาพร่วมกับพันเอกอร่าม และพระธิดาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์[9] เพื่อสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เมื่อ พ.ศ. 2487[8] พระองค์มีพระธิดา คือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สมรสกับนายสินธู ศรสงคราม มีบุตรชาย คือ คุณจิทัศ ศรสงคราม)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์ ด้วยทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงว่า พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทและทรงมีอุปการคุณแด่พระองค์ ดังนั้น จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระเจ้าพี่นางกัลยาณิวัฒนา กลับทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตามเดิมทุกประการ[10]

ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2512 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเสกสมรสอีกครั้งกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยและหม่อมระวี ไกยานนท์)[11][12]

ทรงกรม

ในวโรกาสสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง 2 พระองค์ ด้วยทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มาโดยลำดับ รวมทั้งทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทยทั่วไป[13] จึงมีพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์[14] ซึ่งนับเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์แรกในรัชกาล[15] โดยมีการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 6 รอบ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ภายในพระบรมมหาราชวัง[16]

พระนามกรม "กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" นั้น เป็นพระนามตามนามเมืองในภาคใต้ สืบเนื่องมาจากการที่พระราชโอรสและพระราชธิดาที่พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ล้วนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ทรงกรมตามนามเมืองทางภาคใต้ทั้งสิ้น[15]

สิ้นพระชนม์

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกายและเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจพบมะเร็งซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พระถันที่ทรงเคยได้รับการถวายตรวจรักษาเมื่อ 10 ปีก่อน โดยช่วงเวลาหลังการถวายรักษาครั้งก่อนนั้น ทรงมีสุขภาพดี และในการถวายตรวจติดตามพระสุขภาพจึงได้ตรวจพบมะเร็งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า มีเนื้อสมองด้านซ้ายตายเป็นวงกว้าง จากเส้นเลือดสมองอุดตัน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ[17] สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระประชวร ต่อเนื่องเรื่อยมา จากแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ถึงฉบับที่ 38 เป็นฉบับสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น. รวมพระชนมายุ 84 พรรษา[18]

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี[18] มีพระราชพิธีถวายสรงน้ำพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่หีบ ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระโกศทองใหญ่ ภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 5 ชั้น) ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง[19]

ต่อมาในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วันถวายพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) กางกั้นพระโกศพระราชทาน[20]

รัฐบาลไทยได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการถวายความอาลัยในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์[21]



ที่ประทับ


วังสระปทุม เป็นที่ประทับของสามพี่น้องแห่งราชกุลมหิดลในช่วงทรงพระเยาว์[22] โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานพระตำหนักใหญ่ของวังสระปทุมเป็นที่ประทับ โดยมีพระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตดุล เป็นผู้ถวายการอภิบาล[23]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 พระองค์ทรงย้ายมาประทับที่พระตำหนักเลอดิส ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 43 ถนนสุขุมวิท โดยมีพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 47 ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันกับพระตำหนักเลอดิส สร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 ใช้เป็นที่ทรงงานหรือเป็นที่รับแขกของพระองค์[24]
พระกรณียกิจสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ


ด้านการศึกษา

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เมื่อครั้งทรงเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาฝรั่งเศส ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่าง พ.ศ. 2495-2501
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และเยาวชนจากมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2520 ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นอเนกประการทั้งในด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์ และสาธารณสุขจนเป็นที่ประจักษ์ชัดในวงการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 10 กว่าแห่งและองค์การระหว่างประเทศจึงถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณแด่พระองค์ และทรงได้รับการเทิดทูนพระเกียรติจากรัฐบาลและองค์กรต่างประเทศหลายแห่ง อาทิ รัฐบาลฝรั่งเศสและองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)[25]

ด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในปี พ.ศ. 2529 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับ “กองทุนหมอเจ้าฟ้า” คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไว้ในพระอุปถัมภ์ และทรงมีพระเมตตาพระราชทานเงินจากทุนการกุศลสมเด็จย่าและทุนการศึกษา กว. เพื่อสมทบเข้ากองทุนเป็นประจำทุกปีเสมอมามิได้ขาด สำหรับอาจารย์แพทย์ไปศึกษาฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ และส่วนหนึ่งเป็นทุนอุดหนุนการศึกษาจัดสรรให้นักศึกษาที่เรียนดีแต่ขัดสน สำหรับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษา 5 คณะในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ คือ คณะทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทยศาสตร์[26]

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[27] โดยเฉพาะที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ประจำนานถึง 8 ปี โดยทรงเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศเอง และทรงเป็นผู้ดูแลและจัดทำหลักสูตรการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีให้เข้ากันอย่างเหมาะสม[28]

ทั้งยังทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ถึงปัจจุบัน โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินกองทุนสมเด็จย่าเพื่อช่วยเหลือ ทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนการแข่งขัน พระราชทานกำลังใจ และทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากการแข่งขันในทุก ๆ ครั้ง[25] ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์ "มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" (สอวน.) ทำให้บรรดาเยาวชนไทยได้ค้นพบตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยติดต่อกันมายาวนานหลายปี[29] ตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน[30]

ด้านการสังคมสงเคราะห์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงอุทิศพระวรกายในการพัฒนาท้องถิ่นชนบทและการศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ยากจนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ[31] ทรงตระหนักถึงปัญหาชุมชนแออัด จึงเสด็จเยี่ยมชุมชนแออัดหลายแห่งในกรุงเทพมหานครเป็นการส่วนพระองค์ ได้แก่ ชุมชนคลองเตย ชุมชนวัดพระยายัง ชุมชนย่านสวนลุมพินี ชุมชนกองขยะซอยอ่อนนุช ชุมชนเพชรเกษม 104 เป็นต้น ทรงห่วงใยเด็กและครอบครัวในชุมชนแออัด โดยทรงรับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมให้อยู่ในพระอุปถัมภ์[32] มีผลให้เกิดโครงการพัฒนาเด็กเพิ่มขึ้นหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาเด็กในชุมชนและโครงการสาธารณสุขมูลฐานสำหรับแม่และเด็ก กองทุนนมและอาหารเสริม และกองทุนงบฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากไร้ในชุมชนแออัดให้พ้นสภาวะขาดสารอาหาร นอกจากนั้นยังช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอัคคีภัย อุบัติภัย และภัยจากเคมี[33] ทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรด้านสังคม ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือ มูลนิธิชีวิตพัฒนา มูลนิธิโลกสีเขียว สโมสรโรตารีกรุงเทพ-บางลำพู เป็นต้น

ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข

พระองค์ทรงเป็นประธานของมูลนิธิต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) หรือ หมอกระเป๋าเขียว รวมทั้งมูลนิธิโรคไต และทรงเป็นประธานมูลนิธิหม่อมเจ้าบุญจิราธร (ชุมพล) จุฑาธุช ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้ทุนการศึกษาแพทย์ตามโครงการแพทย์ชนบท ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาพยาบาลที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และให้ทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่จะสมัครเป็นอาจารย์วิชาการพยาบาล


สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ประธานมูลนิธิฯ พระราชทานขาเทียมแก่ผู้พิการ และทอดพระเนตรการใช้งานของขาเทียมดังกล่าวร่วมกับเลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีซึ่งทรงร่วมกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก่อตั้งขึ้นมา โดยทรงลงพระนามขอจดทะเบียนด้วยพระองค์เอง และพระราชทานพระราชทรัพย์ประเดิมร่วมกับที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพระราชทานในการก่อตั้งมูลนิธิขาเทียมฯ เพื่อจัดทำขาเทียมและพระราชทานแก่ผู้พิการขาขาดผู้ยากไร้ในชนบทโดยไม่คิดมูลค่า และค้นคว้า วิจัย พัฒนาชิ้นส่วนขาเทียมจากวัสดุภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ อันเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในประเทศและลดมูลค่าการขาดดุลการค้าลงด้วย

ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิถันยรักษ์ในพระบรมราชูประถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอีกด้วย[34]

นอกจากนี้ ยังได้ทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุขไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อพัฒนาการพยาบาล ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน[35]

ท่านยังทรงมีพระเมตตาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4 คน ตามเสด็จไปออกหน่วยเคลื่อนที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เมื่อปี 2545 โดยทรงพระกรุณาให้กลุ่มสัตวแพทย์มีหน้าที่ในการดูแลการเลี้ยงสัตว์และปัญหาโรคสัตว์ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้แก่ เชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พะเยา และพิษณุโลก[36]

ด้านการต่างประเทศ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้เสด็จเยือนต่างประเทศทั้งตามคำกราบทูลเชิญเสด็จอย่างเป็นทางการและเสด็จเยือนเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ รวมทั้งยังเป็นโอกาสที่ทรงแนะนำให้ชาวไทยรู้จักประเทศในแง่มุมต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ด้วย โดยทรงศึกษาข้อมูล ศิลปวัฒนธรรมของประเทศที่จะทรงเสด็จเยือน รวมถึงเรื่องข่าวสารเสด็จเยือนต่างประเทศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทรงให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับประเทศนั้นกับผู้จัดทำ อีกทั้งทรงตรวจแก้บทโทรทัศน์ด้วยพระองค์เองก่อนการเสนอข่าวทุกครั้งเพื่อความถูกต้อง[37]

ด้านการศาสนา

ตราสัญลักษณ์วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯพระกรณียกิจสำคัญด้านพุทธศาสนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์การประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับสากล อักษรโรมัน ฉบับแรกของโลก ทั้งยังทรงเป็นองค์ประธานก่อตั้งและองค์ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในการแปลและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกสากล อักษรโรมัน เพื่อพระราชทานแด่นานาประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548[38]

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงรับวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ (วัดเขาโคกเผ่น) เป็นวัดในพระองค์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550 วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ตั้งอยู่ที่บ้านเขาโคกเผ่น ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ทรงมีพระกรุณาคุณบริจาคทุนทรัพย์ร่วมทำบุญพื้นที่สร้างเจดีย์ศรีพุทธคยาที่วัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และทรงรับเป็นประธานงานสร้างเจดีย์ศรีพุทธคยา เฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เพื่อเป็นเครื่องหมายของการตรัสรู้ การเกิดและดับ เป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไปในประเทศไทยและในโลกครบ 5,000 ปี เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาคุณแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสาวกทุกพระองค์ แด่ผู้มีคุณต่อแผ่นดินไทยทั้งสิ้นทั้งปวง และที่สำคัญเพื่อเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550[39]

นอกจากนี้ ยังทรงเจริญพระศรัทธาปสาทะในพระบวรพุทธศาสนา ทรงพระกรุณาเสด็จไปในการพระราชกุศลตามคำกราบทูลเชิญอยู่มิเคยขาด โดยมิได้ทรงเลือกว่าเป็นวัดที่ใหญ่โตหรือวัดเล็ก มีหรือไม่มีชื่อเสียงแต่ประการใด แม้แต่วัดที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารก็ตาม ดังที่ปรากฏเมื่อครั้งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะเยาวชนกลุ่มเยาวชนร่มฉัตรน้อมเกล้าฯ อัญเชิญเครื่องพระกฐินส่วนพระองค์ พร้อมตาลปัตรจารึกอักษรพระนามย่อไปทอดถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ อาวาสวิหารวัดเขาแก้ววิเชียร จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เป็นต้น[40]
ด้านศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระราชทานวโรกาสฉายพระรูปกับนักดนตรีทุน 19 คนสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงส่งเสริมงานแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ดนตรีคลาสสิก ละครอุปรากร ทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์งานแสดงประจำปีและวงดนตรี เช่น วงดุริยางค์เยาวชนไทย และเมื่อครั้งวโรกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา แม้ว่าจะทรงมีอาการประชวรแต่ก็ทรงเสด็จชมการแสดง "คอนเสิร์ตพระกรุณาธิคุณทุนดนตรีคลาสสิก แสงหนึ่งคือรุ้งงาม" โดย 19 นักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดโดยคณะกรรมการทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โดยมี คุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ เป็นประธานในการจัดงาน และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมโดยคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ถือว่าเป็นการรวมตัวครั้งแรกของนักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาที่ได้รับพระราชทานความเมตตาสนับสนุนทุนในการศึกษาดนตรี โดยทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่เปรียบมิได้ที่ทรงช่วยเหลือส่งเสริมนักดนตรีคลาสสิกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา[41]

พระองค์ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จทอดพระเนตรการแสดงในหลายโอกาส[42] ทั้งได้พระราชทานชื่อโรงละครโจหลุยส์ว่า “นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก” และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ "มูลนิธินาฏยศาลา หุ่นละครเล็กฯ"[43] อันประกอบด้วยโรงละครและนักแสดงที่สืบทอดปณิธานการแสดงหุ่นละครเล็กจากศิลปินแห่งชาติครูสาคร ยังเขียวสด ซึ่งคณะละครโจหลุยส์ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานพิธีเปิดโรงละครที่สวนลุมไนท์บาซาร์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2545[44]


พระอัจฉริยภาพ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ได้ทรงริเริ่มออกวารสาร "รื่นรมย์" โดยได้ชักชวนให้พระสหายในวังสระปทุมเขียนเรื่องตั้งแต่พระชนมายุประมาณ 9 ชันษา ทรงทำหน้าที่บรรณาธิการและทรงเขียนบทความลงวารสารด้วย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสนับสนุนให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงอ่านนิทานภาษาอังกฤษและเรียบเรียงเรื่อง "นิทานสำหรับเด็ก" ซึ่งต่อมาได้จัดพิมพ์แจกในงานวันประสูติของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2475[45]

พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง เจ้านายเล็ก ๆ ยุวกษัตริย์ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์ และพระนิพนธ์สารคดีเชิงท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ที่เสด็จประพาส ได้แก่ ยูนนาน ที่ไซบีเรียหนาวไหม จีนตะวันออก ขึ้นเขา ลงทะเลสาบ เข้าวัด จีนอีสานและเสฉวน จากแดนแมนจูสู่ภูง่อไบ๊ เป็นต้น

พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬา
ทรงฉายต่อหน้าเครื่องบินปีก 2 ชั้น ที่ทรงขับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ เมื่อทรงพระเยาว์ทรงสนพระทัยและทรงเล่นกีฬาหลายประเภท อาทิ เล่นสกี กรรเชียงเรือ ตกปลา ขี่จักรยาน เดินภูเขา และทรงม้าผาดโผน ส่วนแบดมินตันนั้น ได้ทรงเล่นตามอย่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นอกจากทรงร่วมเล่นแล้ว ยังทรงสนับสนุนนักแบดมินตันหลายคนให้เข้าแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งยังทรงสนพระทัยเรื่องการขับรถยนต์ เครื่องยนต์กลไก และรถสามล้อ[25]

ทรงมีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น และทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย โดยทรงเรียนการบินเป็นนักบินหญิงอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย[46]


พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ทรงเป็นผู้ใฝ่รู้การใช้กล้องบันทึกภาพ ซึ่งมิใช่เพียงเพื่อเก็บภาพไว้ดูเล่นเท่านั้น แต่ทรงบันทึกภาพโดยมีจุดประสงค์ทั้งในแง่ศิลปะและวิชาการ ไม่ว่าจะทรงเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทรงบันทึกภาพที่สนพระทัยด้วยพระองค์เองเสมอ ภาพที่ทรงบันทึกไว้จะเป็นประโยชน์เมื่อทรงจัดทำพระนิพนธ์ในภายหลัง แม้แต่การบันทึกภาพด้วยวีดิทัศน์ของผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ในการทำข่าวเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ก็จะพระราชทานคำแนะนำแก่ผู้บันทึกภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์และมีความหมายสอดคล้องกับคำบรรยาย[47]

พระเกียรติยศ

สกุลยศและพระอิสริยยศ
หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470)
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา (8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 - 2 มีนาคม พ.ศ. 2477)
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (2 มีนาคม พ.ศ. 2477 - 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2487)
พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา (ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์) (11 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2493)
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระอิสริยยศกลับคืนดังเดิม) (25 มีนาคม พ.ศ. 2493 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538)
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 - 2 มกราคม พ.ศ. 2551)

พระเศวตฉัตร

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีสกุลยศชั้นเจ้าฟ้า ดังนั้น จึงได้รับพระราชทานเบญจปฎลเศวตฉัตร หรือ เศวตฉัตร 5 ชั้น กางกั้นพระโกศ เพื่อเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศ[48] ต่อมา ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วันพระราชทานพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงพระเกียรติคุณ เป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตร 7 ชั้น กางกั้นพระโกศ พระราชทานเพื่อเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศสืบไป[49]


เครื่องอิสริยยศราชูปโภค

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชูปโภคสำหรับสมเด็จเจ้าฟ้า ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีรายการดังต่อนี้[50]

พานพระศรี (พานใส่หมากพลู) ทองคำลงยา เครื่องพร้อม
พระสุพรรณศรี(กระโถนเล็ก)ทองคำลงยา
หีบพระศรีทองคำลงยา พร้อมพานรอง
พระคนโททองคำลงยา พร้อมพานรอง
พานเครื่องพระสำอาง พร้อมพระสางวงเดือนกับพระสางเสนียดสอดในซองเยียรบับ และพระกรัณฑ์ทองคำลงยาสำหรับบรรจุเครื่องพระสำอาง
ราวพระภูษาซับพระพักตร์ทองคำลงยารูปพญานาค 2 ตน ขนดหางพันเกลียวเป็นเสาราว ผินเศียรไปทางซ้ายและขวาเป็นราวพาด 2 กิ่ง พร้อมซับพระพักตร์จีบริ้วพาดบนราว 2 องค์
พระฉายกรอบทองคำลงยาทำเป็นรูปพญานาคขนดพันกันโดยรอบบานพระฉาย ด้านบนเป็นรูปพระมหามงกุฎเปล่งรัศมี

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชดังต่อไปนี้[51]

เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ
เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 และ 9 ชั้นที่ 1
เหรียญกาชาดสรรเสริญ
นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจากประเทศต่าง ๆ อันได้แก่[52]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น Grand Officier de la Légion d'Honneur จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมอบให้แก่บุคคลสำคัญระดับประมุขของประเทศที่ทรงคุณธรรม และมีบทบาทกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐฝรั่งเศส และประเทศของตน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น Commandeur de L'Ordre National du Merite จากประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของตระกูลนี้ ซึ่งจะมอบให้แก่ผู้ได้ประกอบความดีและสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อสาธารณรัฐฝรั่งเศส
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Commandeur des Arts et des Lettres จากประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของตระกูลนี้ ซึ่งจะมอบให้แก่ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านศิลปะและวรรณกรรมโดยการที่ได้แสดงเกียรติคุณของตนให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในสาธารณรัฐฝรั่งเศสและทั่วโลก
เหรียญทอง วิกเตอร์ อูโก จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (The UNESCO Victor Hugo Gold Medal) ทรงรับเมื่อครั้งเสด็จไปงานที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในวาระสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกครบ 100 ปี



พระยศทางทหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศทหารและแต่งตั้งนายทหารชั้นพิเศษเป็นกรณีพิเศษแก่พระองค์ เป็นลำดับมาดังนี้[53]

พันโท และ นายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (27 มีนาคม พ.ศ. 2527)
ราชองครักษ์พิเศษ (24 พฤษภาคม พ.ศ. 2527)
นาวาโทหญิง นาวาอากาศโทหญิง และ นายทหารพิเศษ ประจำกองนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ประจำกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กรมนาวิกโยธิน และประจำกองนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ (3 มิถุนายน พ.ศ. 2527)
พลตรีหญิง พลเรือตรีหญิง และ พลอากาศตรีหญิง (19 มกราคม พ.ศ. 2532)
พลโทหญิง พลเรือโทหญิง และ พลอากาศโทหญิง (20 เมษายน พ.ศ. 2538)
นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538)
พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง กับ นายทหารพิเศษ ประจำกรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และประจำกองพันทหารอากาศโยธินรักษาพระองค์ (22 มิถุนายน พ.ศ. 2540)

สถาปนาพระเกียรติยศ

พระราชทานพระเศวตฉัตร ๗ ชั้นในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ๗ วัน ถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศ พระราชทานเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศ

เนื่องจากทรงพระอนุสรณ์ถึง สมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ที่ทรงเคารพนับถือ ในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้น อาลัยระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี[54]

การเทิดพระเกียรติ

ในพระนามปูพระพี่นาง


ปูพระพี่นางปูพระพี่นาง เป็นปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก มีสีสันที่สวยงาม โดยกระดองมีสีแดงเลือดนก ขอบของกระดอง ขอบเบ้าตา และริมฝีปากเป็นสีแดงส้ม ขาเดินทั้ง 4 คู่ เป็นสีแดงเลือดนก ยกเว้นตรงปลายประมาณ 1 ใน 3 ของก้ามหนีบทั้ง 2 ข้าง เป็นสีขาว กระดองขนาดกว้างประมาณ 4.6 เซนติเมตร ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยนายมงคล วงศ์กาฬสินธุ์ นักวาดรูปนก ณ ตำบลท่าแฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และได้รับการตรวจสอบสายพันธุ์โดยศาสตราจารย์ไพบูลย์ นัยเนตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[55]

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานพระอนุญาตอัญเชิญพระนามในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นชื่อไทยของปูชนิดใหม่นี้ว่า “ปูพระพี่นาง”[56] เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์ทรงมีพระกรุณาธิคุณแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอเนกอนันต์ เนื่องจากพระองค์ทรงเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[57] ปูพระพี่นาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Potamon galyaniae และมีชื่อสามัญว่า Crimson Crab โดยจะทำการพิมพ์เผยแพร่ปูที่พบใหม่นี้ในวารสารต่างประเทศชื่อ Crustaceana, International Journal of Crustacean Research[57]

ดอกแก้วกัลยา

ดอกแก้วกัลยาดอกแก้วกัลยาเป็นดอกไม้ในจินตนาการ มาจากดอกไม้ 2 ชนิดตระกูลดอกแก้ว คือ ดอกแก้วเจ้าจอม และดอกแก้ว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามดอกไม้ประดิษฐ์ซึ่งประดิษฐ์โดยคนพิการในศูนย์ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ว่า "ดอกแก้วกัลยา" พร้อมทั้งพระราชทานพระอนุญาตให้ใช้เป็นดอกไม้แห่งสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนพิการและองค์กรของคนพิการ ทรงมีพระดำรัสให้ฝึกอบรมอาชีพคนพิการเพื่อประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา รวมทั้งจัดจำหน่ายเพื่อนำรายได้ไปดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพคนพิการในองค์กรคนพิการทั่วประเทศ ดอกแก้วกัลยามีลักษณะผสมผสานของระหว่างดอกของแก้วเจ้าจอมที่เป็นดอกไม้สีม่วงคราม สวยสง่าแต่อ่อนหวาน กับดอกแก้วที่เป็นดอกไม้สีขาว มีกลิ่นหอม[58]

สถานที่ในพระนาม

การแพทย์และสาธารณสุข
ตึกกัลยาณิวัฒนา โรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี
โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
ศูนย์หัวใจนราธิวาสราชนครินทร์ และอาคารแพทยศาสตรศึกษาราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์
สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมา ขอนแก่น นครพนม และสงขลา ซึ่งทั้งสี่แห่งจะมีคำว่า "ราชนครินทร์" ต่อท้ายชื่อจังหวัด
การศึกษา
อาคารกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
โรงเรียนกัลยาณิวัฒนา ๑ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
โรงเรียนกัลยาณิวัฒนา ๒ อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา (เดิมชื่อ สถาบันวัฒนธรรมศึกษา) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
อื่น ๆ
ถนนนราธิวาสราชนครินทร์
ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส
เขตวัฒนา
สวนสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สวนแม่-สวนลูก) จังหวัดปัตตานี


การฉลองพระชนมายุครบ 84 พรรษา

ตราสัญลักษณ์ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษาดูบทความหลักที่ แสงหนึ่งคือรุ้งงาม
วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกุรณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ได้จัดทำนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน โดยใช้ชื่อนิทรรศการว่า แสงหนึ่งคือรุ้งงาม[59] มีนายกวี พูลทวีเกียรติ์ เป็นผู้ควบคุมการผลิตของนิทรรศการ จุดประสงค์ของงานนี้นั้นสืบเนื่องจากต้องการให้เยาวชนได้เห็นถึงพระกรณียกิจของพระองค์แล้วเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อส่วนรวม[60] ซึ่งนับเป็นนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ภายใต้แนวคิด "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม" หรือ The Spectrum ซึ่งนำเสนอเรื่องราวพระประวัติ พระกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ และสะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

นอกจากนี้ ยังมีการประพันธ์บทเพลงขึ้นมาเนื่องในโอกาสการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติครั้งนี้ด้วย ชื่อบทเพลงว่า "แสงหนึ่ง" ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดยบอย โกสิยพงษ์ และขับร้องโดยนภ พรชำนิ[60]

งาน "สถิต ณ ดวงใจ"
งาน “สถิต ณ ดวงใจ” เป็นงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเป็นงานนิทรรศการเกี่ยวกับพระประวัติ พระกรณียกิจ และโครงการในพระองค์ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมระหว่างวันที่ 7 มกราคม - 11 เมษายน พ.ศ. 2551 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะข้าราชการ ลูกจ้างกรุงเทพมหานคร และประชาชน ร่วมกล่าวน้อมรำลึกและถวายความอาลัยหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดซุ้มเพื่อให้ประชาชนร่วมลงนามถวายสักการะ และจัดพิมพ์หนังสือ “สถิต ณ ดวงใจ” เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาเพื่อแจกในงานนี้ด้วย[61]

เพลงเฉลิมพระเกียรติ

มูลนิธินรารัตน์วันชัยขันติภาวนาบารมี ร่วมกับ โครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้จัดทำซีดีเพลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวโรกาสทรงพระเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ประกอบด้วยเพลงเฉลิมพระเกียรติ ทั้งบรรเลงและขับร้อง[62] ทั้งหมด 6 เพลง ได้แก่

เจ้าฟ้าสุดบูชา
84 พรรษากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
มาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา
ดนตรีบรรเลงเจ้าฟ้าสุดบูชา
ดนตรีบรรเลงกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ดนตรีบรรเลงมาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา
และได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมเพลงต่อไปนี้เข้าในโครงการฯ ได้แก่

แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม)
ดนตรีบรรเลงแสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม)
แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม) - โดย นักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์
แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม) - ขับร้องโดย ศิโศน ดาวรัตนหงษ์
แก้วกัลยา
อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ สุดบูชา (ประสานเสียง)
ส่วนเพลง “แก้วกัลยา” นั้น ประภาส ชลศรานนท์ ได้แต่งขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 83 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จัดทำรายการคุณพระช่วย ตอนพิเศษ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ออกอากาศซ้ำในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 โดยมีการขับร้องเพลงนี้ในรายการด้วย[63]

นอกจากนี้ ยังมีเพลงจากหลากหลายศิลปิน ที่แต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ เช่น อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และเพลงที่แสดงออกอากาศ ในรายการตีสิบ เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551 จำนวน 5 เพลง ดังนี้[64]

สมเด็จพระพี่นางสิ้นแล้ว - โดย พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์
ดอกไม้ของแผ่นดิน - โดย สินเจริญ บราเธอร์ส
สมเด็จพระพี่นางอยู่ในใจ - โดย โปงลางสะออน
สู่สวรรค์นิรันดร - โดย นิค พาร์ตไทม์
อาลัยสมเด็จพระพี่นาง - โดย ติ๊ก ชีโร่ (คนละเพลงกับ อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ตามที่กล่าวมาข้างบน)
ในคราวประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานที่ปรึกษา และนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเห็นสมควรกำหนดวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รวม 6 วัน คือ ระหว่างวันที่ 14 - 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ในโอกาสนี้ เพื่อให้การดำเนินงานการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้ร่วมกับบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดทำเพลงที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสการจัดงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพฯ ในบทเพลงที่ชื่อว่า “ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์” ซึ่งประพันธ์คำร้องโดย นายนิติพงษ์ ห่อนาค ประพันธ์ทำนองโดย นายอภิไชย เย็นพูนสุข และขับร้องโดย นายธงไชย แมคอินไตย์ สำหรับไว้ใช้เผยแพร่ก่อนช่วงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ในราวปลายเดือนกันยายน – ตุลาคม 2551 ทั้งนี้ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกับรัฐบาลถวายพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์[65]



หนังสือ
หนังสือ "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม"

หนังสือ "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม" เป็นหนังสือปกอ่อน 2 เล่ม จำนวน 224 หน้า และซีดีรอม 1 แผ่น บรรจุภายในกล่อง ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2550 จัดทำขึ้นเนื่องในการจัดนิทรรศการ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” ถือเป็นแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อ 6 พฤษภาคม 2550 เพื่อถ่ายทอดความหมายอันหลากหลายลึกซึ้ง ในฐานะเจ้านายชั้นสูงผู้ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อประเทศและประชาชนชาวไทยทั้งชาติมาอย่างต่อเนื่อง[66]


หนังสือ "ชื่นเกล้า"

หนังสือ "ชื่นเกล้า" เป็นหนังสือวันเด็กแห่งชาติของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี พ.ศ. 2551 ได้มุ่งเน้นเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยอัญเชิญพระสาทิสลักษณ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ขณะยังทรงพระเยาว์เป็นภาพปก พร้อมเนื้อหาสารคดีเทิดพระเกียรติภายในเล่ม นำเสนอพระจริยวัตร พระอัจฉริยภาพ และพระกรุณาธิคุณที่พระราชทานความช่วยเหลือปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด อาทิ ด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์ การแพทย์และสาธารณสุข ด้านปรัชญาและศาสนา วรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์[67]


หนังสือ "เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา 30660"

หนังสือ "เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา 30660 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" จัดทำโดยข้าราชบริพารในพระองค์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวาระที่ พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เป็นหนังสือรวมพระฉายาลักษณ์และพระประวัติ โดยชื่อหนังสือ "30660" มาจากจำนวน 365 วันในหนึ่งปี คูณกับพระชนมายุ 84 พรรษา ได้เท่ากับ 30660[68]
หนังสือชุด "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม"

ปกหนังสือเทิดพระเกียรติ "ชื่นเกล้า"




เหรียญกษาปณ์และตราไปรษณียากรที่ระลึก เหรียญกษาปณ์
กรมธนารักษ์ออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุ 6 รอบ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ด้านหลังเป็นตราราชสกุลมหิดล โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงินและเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา[69]
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8 และ 9 ด้านหลังเป็นอักษรพระนามย่อ "กว" ภายใต้จุลมงกุฎ โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงิน เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา และเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง)[70]
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพายราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8 และ 9 ด้านหลังเป็นอักษรพระนามย่อ "กว" ภายใต้จุลมงกุฎ โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงิน และเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา[71]
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกงาน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยคาดว่าจะมีรูปแบบเช่นเดียวกับเหรียญที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และงานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7[72]


ตราไปรษณียากร
การสื่อสารแห่งประเทศไทยออกตราไปรษณียากรที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้[73]

ตราไปรษณียากรที่ระลึก 80 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา วันแรกจำหน่าย 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 - เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ ทรงประทับยืน ฉลองพระองค์เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์
ตราไปรษณียากรที่ระลึก 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา วันแรกจำหน่าย 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 - เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์
ตราไปรษณียากรที่ระลึก พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันแรกจำหน่าย 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 - เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ 4 ช่วงพระชนมายุ

สุนัขและสัตว์ทรงเลี้ยง
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ที่วังเลอดิสมีสัตว์ทรงเลี้ยงต่าง ๆ เช่น สุนัข เต่า แมว โดยเฉพาะสุนัขทรงเลี้ยงนั้นทรงมีสุนัขหลายพันธุ์ รวมทั้งสิ้น 28 ตัว ได้แก่ เค็ดซัล, ตอลเต็ก, สามพี่น้องตูลูส, อัลบี้, ลียอง, คีรีบูน, หลง, ภาพัน, ต้นคูน, ตระกูลชิทสุ ได้แก่ เจน, ไดมอนด์, มังกร, เท็น/อีเลเว้น, ดาว, แพนด้า, คู่รัก ซิกแซ็ก-เกาลัด กับลูกทั้งสี่ ได้แก่ เฮเซลนัท, เซสท์นัท, พีนัท, วอลนัท นอกจากนั้นยังมี แซนดี้, มน, วันพุธ, บ่อเบี้ย, ไนท์ และหัวหิน

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีพระเมตตาต่อสุนัขและแมวจรจัดมาก โดยพระราชทานตึกฉุกเฉินที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จฯ เปิดตึกด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเครื่องฟอกเลือด ฟอกไต เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สำหรับสัตว์ ที่สำคัญคือ ดอกผลที่ได้จาก กองทุน "สิบสาม" ได้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจำนวนมาก

เมื่อสัตว์ที่พระองค์ทรงเลี้ยงเสียชีวิตลง จะมีสุสานสัตว์ เรียกว่า สุสานสุนัขทรงเลี้ยงของพระพี่นางฯ ในบริเวณตลาดบองมาเช่ ย่านประชานิเวศน์ 1 ซึ่งเป็นตลาดบนที่ดินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ[74] ยกเว้นสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ คุณสิบสาม สุนัขพันธุ์บอร์เดอเทอร์เรียที่พระองค์ทรงรักมาก ตอนคุณสิบสามตายก็ตายในอ้อมพระกรของพระองค์ ทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สร้างอนุสาวรีย์คุณสิบสามถวายพระองค์ในพระตำหนักเลอดิส สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อสัตว์เจ็บป่วยยากไร้ ชื่อ กองทุน "คุณสิบสาม" เพื่อช่วยเหลือสัตว์ยากไร้โดยเฉพาะสุนัขและแมว[75]

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรับช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง ไว้ในพระอุปถัมภ์ถึง 3 เชือก พร้อมทั้งประทานชื่อแก่ช้างทั้ง 3 เชือก ได้แก่ จุฑานันท์ วนาลี และอลีนา โดยเฉพาะพังอลีนานั้นเกิดวันเดียวกับพระองค์ จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า น้องเมย์[76]



ราชตระกูล

พระราชตระกูลในสามรุ่นของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
พระชนก:
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระอัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา
พระชนนี:
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระอัยกาฝ่ายพระชนนี:
พระชนกชู พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
คหบดี (ชุ่ม)
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่ทราบนาม
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
พระชนนีคำ พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่ทราบนาม
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ผา
.......................

พระเสด็จ..สู่สวรรคาลัยแล้ว
พระมิ่งแก้ว..ปวงประชาวิปโยคศัลย์
พระสถิต..อยู่กลางใจไทยนิรันดร์
ภาพท่านนั้น..ยังตรึงใจไทยทั้งปวง

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

JanG In Love Hi5 .com

และกลุ่มเพื่อน คอลัมน์ ชาวดิน ออนเน็ต
.................................

คลังบทความของบล็อก