ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันอังคาร, ตุลาคม 28, 2551

สงครามครั้งสุดท้าย อุดมการณ์ทำลายชาติ

จากประชาทรรศน์
28 ต.ค.51

กลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับมาปลุกระดมมวลชนทำนองว่าพวกทุนนิยมเสรีจะเป็นฝ่ายทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียเอง ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยสิ้นเชิง… แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้จัก สนธิ ลิ้มทองกุล ดีพอ จึงไม่อาจตอบคำถามได้ว่า ศาสนาที่นายสนธิ นับถือนั้น จริงๆ แล้วคือศาสนาอะไร...”

มีคนมาตั้งคำถามเอากับข้าพเจ้าว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรพันธมารที่เขาประกาศอุดมการณ์ทำสงครามครั้งสุดท้ายว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั้น ตัวเขานับถือศาสนาใดกันแน่
เหตุที่ตั้งคำถามเช่นนั้นก็เพราะว่า คนพวกนี้ประกาศอุทิศชีวิตเพื่อสถาบันทั้งสาม คล้ายๆ กับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านที่ถูกจัดตั้งขึ้นต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแพร่หลายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในขณะนั้นทำให้ขบวนการนิสิตนักศึกษาที่สำลักประชาธิปไตยสะดุดได้จริง และเมื่อเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 ก็ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องเตลิดเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะทำให้พรรคเขาพังแล้วจึงกลับเข้าเมืองเพื่อแสวงหาความร่ำรวยกันตามธรรมดาต่อไป
เมื่อบ้านเมืองเริ่มมีประชาธิปไตยใหม่หลังได้รัฐธรรมนูญ 2522 โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2524 มาจนถึง พ.ศ.2548 เกือบ 3 ทศวรรษเราพูดกันแต่เรื่องประชาธิปไตยสมบูรณ์ มากกว่าที่จะพูดเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพราะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ว่า อุดมการณ์ทั้ง 3 นั้นอยู่ในใจทุกคนอยู่แล้ว ไม่ต้องท่องออกมาดังๆ
ในช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถอยหลังลงคลองอยู่บ้าง เช่น การเสนอแก้ไขให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่แล้วกระแสลมพัดหวนเหล่านั้นก็ถูกตีแตกไปโดยขบวนการประชาธิปไตยอันมี ร.ต.ฉลาด วรฉัตร บ้าง พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์ บ้าง เป็นแกนนำ
กระทั่งถึงปี 2531 ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตัดสินใจก้าวลงจากอำนาจ ปล่อยให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นเป็นผู้นำประเทศแทน แต่ก็มาพลาดท่าเสียด้วยความประมาทปล่อยให้นักการเมืองอาชีพทำมาหากินกันมากเกินไป คณะทหารจึงเข้ายึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งในปี 2534
แต่ก็ไม่ได้ประกาศอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ประการใด
การต่อสู้ระหว่างประชาชนกับคณะ รสช.ในปี 2535 ก็เป็นเรื่องประชาธิปไตยล้วนๆ ประเด็นหลักคือนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้นจะเอาคนนอกมาเป็นไม่ได้
ในการต่อสู้นั้น ไม่มีฝ่ายใดชูอุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เช่นเคย และเหตุผลก็เป็นเพราะส่วนใหญ่ต่างมีอุดมการณ์นี้อยู่ในใจ ไม่มีความจำเป็นต้องงัดออกมาเพื่อเป็นอาวุธทำร้ายใคร
นี่แหละครับ จนกระทั่งถึงปี 2548 นี่แหละ จึงมีคนยกอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขึ้นมาเป็นเครื่องมือปลุกระดมคนมาช่วยกันโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับเพื่อนๆ ของเขาที่ส่วนหนึ่งเคยหนีเข้าป่าไปหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลับมาใช้อุดมการณ์นี้ปลุกระดมมวลชนขึ้นทำลายฝ่ายตรงข้าม เป็นทำนองว่าพวกทุนนิยมเสรีจะเป็นฝ่ายทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียเอง
ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยสิ้นเชิง
ข้าพเจ้านั่งอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่านี้คือ ตลอด 3 ทศวรรษแห่งการต่อสู้ ข้าพเจ้ารู้จักเกือบทุกคนที่แสดงบทบาท ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ค่อยสงสัยในวิธีการและเป้าหมายการต่อสู้ของเขา
เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้จัก สนธิ ลิ้มทองกุล ดีพอ ข้าพเจ้าจึงไม่อาจตอบคำถามได้ว่า ศาสนาที่นายสนธิ นับถือนั้น จริงๆ แล้วคือศาสนาอะไร
ในขณะที่ทำอาชีพสื่อ ก่อนที่จะละมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเต็มตัวนั้น ข้าพเจ้าได้ยินว่า นายสนธินับถือพุทธศาสนา เถรวาท แบบเดียวกับที่คนไทยส่วนใหญ่เรานับถือกันนี่แหละ และพระที่เขานับถือเป็นอาจารย์คือพระหนุ่มที่มีคนเรียกขานว่าหลวงปู่ ดูเหมือนท่านจะเป็นเจ้าอาวาส วัดอ้อน้อย อยู่แถวๆ นครปฐม
ต่อมาเมื่อเขาเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้มข้นขึ้น เขาก็ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

แต่คราวนี้เห็นจะเป็นเพราะว่ามีประโยชน์ร่วมกันเสียมากกว่า เพราะหลวงตาบัวดังสุดขีดมาจากการทอดผ้าป่าช่วยชาติอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจล่มสลายในปี พ.ศ.2540 แล้วเกิดขลังขึ้นมารับอาสาเป็นผู้พิทักษ์ตำแหน่งสังฆราชให้กับสมเด็จพระญาณสังวร โดยที่สมเด็จฯ ท่านทรงชราและอาพาธ ทางรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แก้ปัญหาการบริหารคณะสงฆ์ด้วยการตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานแทน บังเอิญได้ พระสายมหานิกายคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกษ เป็นประธานกรรมการ
นายสนธิได้โอกาสปลุกระดมว่ารัฐบาลบังอาจตั้งสังฆราชซ้อนขึ้น 2 องค์
หลวงตามหาบัว รวบรวมชื่อพระสงฆ์สายป่าและคฤหัสถ์ที่เป็นลูกศิษย์เกินกว่าแสนคนทูลเกล้าฯถวายฎีกา แต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีพระราชกระแสว่าอย่างไรลงมา
ผลลัพธ์จึงกลายเป็น นายสนธิ ได้เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงตาและได้เคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกันหลายเรื่องหลายประเด็น
แต่แล้วเมื่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นลงไปเพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลวงตาก็จำศีลเงียบๆ อยู่กับวัด ส่วนนายสนธิ ขับเคลื่อนพลออกมาต่อต้านรัฐบาลใหม่ของ นายสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
คราวนี้นายสนธิ ได้กำลังหลักเด่นชัดจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เจ้าสำนัก สันติอโศก
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การชุมนุมในปีนี้ของสนธิจะไม่มีทางสำเร็จได้เลยถ้าไม่มี กองทัพธรรม ของสันติอโศกอุปถัมภ์ในทุกๆ ด้าน
เราจึงได้เห็น นายสนธิ ลิ้มทองกุล หมอบราบกราบกราน รักษ์ รักษ์พงษ์ ใช้สรรพนามเรียกขานว่า พ่อท่าน กับบุคคลซึ่งเป็นกบฏต่อมหาเถรสมาคมและเป็นปาราชิกออกไปจากความเป็นพระในพุทธศาสนา เถรวาทไทย
นายสนธิ ทิ้งหลวงปู่วัดอ้อน้อยและหลวงตาวัดบ้านตาดมาเป็นศิษย์เอกคนใหม่ของ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ สาวกสาย เทวทัต ซึ่งเป็นลัทธิอันตรายต่อคณะสงฆ์ไทยไปหลายเพลาแล้ว

นี่พอจะเป็นคำตอบให้ผู้สงสัยได้บ้างหรือไม่ - สุดแต่ท่านจะพิจารณา

โดย วีระ มุสิกพงศ์

แฉเบื้องลึก สารวัตรจ๊าบ เหยื่อคาร์บอมบ์พัวพันก่อการร้าย

จากประชาชรรศน์ออนไลน์
28 ต.ค.51

ปูดเบื้องลึก! “เหยื่อคาร์บอมบ์” ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิด ยันสรุปสำนวน 2 ข้อหาหนักน้องเขยการุณ ชี้เข้าข่ายก่อการร้าย ตำรวจจำหน่ายคดีทิ้ง เหตุ “พ.ต.ท.เมธี” ตายในที่เกิดเหตุ ด้าน ส.ส.พปช.สับเละ!คนย่ำยีกฎหมายไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ ระบุกรรมการสิทธิฯโดดป้อง!จ่าย 4 แสนบาท ไม่มองใครถูก-ใครผิด

ตามที่รัฐบาลมีการอนุมัติเงินจำนวน 56 ล้านบาทให้แก่คณะกรรมการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ไม่สงบในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิต คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ นายตำรวจนอกราชการ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าจะได้รับความช่วยเหลือด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรับผิดชอบคดีนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการออกหมายจับ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งมีความผิดในคดีลักทรัพย์และรับของโจร ตามหมายจับเลขที่ 515/43 ออกโดย สภ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่เมื่อปี 2543

นอกจากนี้ ยังมีคดีลอบวางระเบิดและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะนี้คดีได้ถูกจำหน่ายออกไปแล้ว เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในเหตุการณ์คาร์บอมบ์ บริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย

ทางด้าน พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผู้กำกับการ สน.ดุสิต ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวประชาทรรศน์” กรณีรถจี๊ประเบิดหน้าพรรคชาติไทย เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.เมธี เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

ซึ่งในสำนวนระบุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหากับ พ.ต.ท.เมธี ใน 2 ข้อหา คือ 1.มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.ทำให้วัตถุระเบิด มีการระเบิดในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย แต่พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน (พปช.) ระบุว่า ตนยังไม่ทราบถึงหลักการการช่วยเหลือทั้งหมดของคณะกรรมการ แต่มองว่าแนวทางการช่วยเหลือโดยสามัญสำนึกแล้ว คนที่ได้รับการช่วยเหลือต้องเป็นพลเมืองดี และมีความตั้งใจดี ส่วนความเห็นที่ต่างกันไม่ใช่สาระสำคัญ การช่วยเหลือต้องพิจารณาว่าให้รอบคอบว่าบุคคลใดคือผู้ที่เหมาะสมจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจะต้องดูว่าคนผู้นั้นปฏิบัติตามกฎหมาย เคารพกฎหมาย และประพฤติตัวถูกต้องคามครรลองของกฎหมายในสังคมหรือไม่ คนที่ย่ำยีกฎหมายแต่ได้รับเงิน ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจาณาในด้านจริยธรรมเพื่อซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมการเยี่ยวยาต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคม และป้องกันการตั้งข้อสงสัยกับบุคคลต่างๆในอนาคต” ส.ส.พลังประชาชน ระบุ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคพลังประชาชนไม่เคยคัดค้านบุคคลผู้ใด แต่รัฐบาลต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นเป็นเมืองดีหรือไม่ ถ้าใครละเมิดกฎหมายก็ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. ในกรณี พ.ต.ท.เมธี ทางคณะกรรมการสิทธิฯได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียชีวิตตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ คือ 4 แสนบาท โดยไม่ได้มองประเด็นเรื่องของความผิดในอดีต ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสิทธิฯ


เหวง’ยันเหตุก่อการร้าย!จ้องฆ่าส.ส.-ส.ว
นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ กรณีการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งเป็นหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ และเป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์


ซึ่งจากข้อเท็จจริงในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่บริเวณหน้ารัฐสภา โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ได้มีเหตุวินาศกรรมรถจี๊ปเชอโรกีของหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภายหลังเคลื่อนย้ายที่จอดสามหน แล้วมาจอดที่หน้าพรรคชาติไทย และได้บรรจุระเบิดจำนวนมาก

จากนั้น พ.ต.ท.เมธี ในขณะที่ก้าวเข้าไปในรถยนต์ (ที่ไม่ใช่ของตน) ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งได้ฉีกร่างของ พ.ต.ท.เมธีและเศษส่วนเนื้อสมองได้พุ่งตรงดิ่งไปคาบนยอดใบไม้เหนือร่างเขา แล้วได้เกิดระเบิดในรถจี๊ปอีกครั้ง จากนั้นก็จุดระเบิดถังแก๊สของรถอีก

ทั้งหมดนี้ น่าจะเข้าข่าย “คาร์บอมบ์” อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือ “การก่อการร้ายในเมือง” ชนิดหนึ่ง และหากว่ารถโดยสารที่บรรทุก ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่ หนีการปิดล้อมของพันธมิตรฯ ออกจากรัฐสภาซึ่งต้องเคลื่อนผ่านข้างๆ รถจี๊ปเชอโรกีดังกล่าวในจังหวะที่คาร์บอมบ์ถูกกดระเบิดด้วยรีโมตคอนโทรล ผู้ที่เสียชีวิตก็คงไม่ใช่ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี แต่คงจะเป็น ส.ส. และ ส.ว. รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐสภา

นพ.เหวง โตจิราการ ระบุว่า การกระทำทั้งหมดของพันธมิตรฯในวันที่ 7 ตุลาคม เข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ซึ่งในมาตรา 4 ระบุไว้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการ “ก่อวินาศกรรม” ขณะที่การสืบสวนสอบสวนกำลังดำเนินไปอย่างเคร่งครัด โดยยังไม่มีข้อสรุปออกมา

ส่วนการที่นายอานันท์ ปันยารชุน แสดงความชื่นชมต่อการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อย่างออกนอกหน้านั้น เท่ากับว่านายอานันท์ เห็นด้วยกับการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นั่นเอง สมาพันธ์ประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ประณามและคัดค้านเหตุ “คาร์บอมบ์” ที่เกิดขึ้นนี้

และไม่ว่าจะมีจุดมุ่งหมายในการประหัตประหารรถโดยสาร ส.ส.-ส.ว. และเจ้าหน้าที่รัฐสภา ที่จะต้องเคลื่อนผ่านจุดนั้นหรือไม่ก็ตาม “คาร์บอมบ์” หรือก่อการร้ายโดยซุกระเบิดในรถยนต์จำนวนมากเพื่อให้ระเบิดทำลายเป้าหมายที่ต้องการในเมือง รวมถึงการก่อวินาศกรรมทุกรูปแบบ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกประณามคัดค้าน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การแสดงออกที่สนับสนุนเช่นนี้

วันอาทิตย์, ตุลาคม 26, 2551

ตร.วิสามัญ การ์ดพันธมิตร กู้ชาติบังหน้า ค้ายาบ้าเบื้องหลัง

ข่าวโดย เว็บครูไทย


วิสามัญ เกี่ยว โซน7 การ์ดพันธมิตร พ่อค้ายาบ้าชื่อดังดับคาซอยย่านมีนบุรี
พ. ต.ท.ประดิษฐ์ ทะประดิษฐ์กิตต์ พงส.(สบ 2) สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายค้ายาบ้า เสียชีวิตภายในซอยสุวินทวงศ์ 24 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน พล.ต.ต.จักทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.3 และ พ.ต.อ.จักษ์ จิตตธรรม ผกก.สน.มีนบุรี ที่เกิดเหตุพบศพ นายสมชาย ศรีประจันต์ อายุ 39 ปี ฉายา “เกี่ยว โซน7” อยู่บ้านเลขที่ 100/86 ซอยเคหะร่มเกล้า 7 แขวงคลองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง พ่อค้ายาบ้ารายใหญ่ในพื้นที่ บก.น.3 นอนเสียชีวิตสภาพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 เข้าที่ลำคอขวา 1 นัด เอวขวา 1 นัด และใบหน้า 3 นัด ใกล้ศพพบอาวุธปืนขนาด .38 ลูกโม่ ถูกยิงออกไป 2 นัด
นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าคลิก สีดำขาว ทะเบียน ยมฉ 115 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ โดยที่แฮนด์รถจักรยานยนต์พบกระเป๋าสะพายสีดำ ภายในบรรจุยาบ้า 2,000 เม็ด ห่างไปเล็กน้อยพบรถกระบะสีน้ำเงิน ไม่ติดป้ายทะเบียน ของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจอดอยู่ มีรอยถูกยิงด้วยปืนอาวุธปืน .38 ลูกโม่ เข้าที่ประตูด้านคนขับ 2 นัด

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุได้รับรายงานว่า พ.ต.ท.เอกนพ วังแก้ว สว.กก.สส.น.3 และพวกอีก 3 คน นำกำลังล่อซื้อยาบ้า 2,000 เม็ด จากนายสมชาย ผู้ตายด้วยเงินล่อซื้อ 200,000 บาท ต่อมาผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์มาพบที่จุดนัดหมาย ระหว่างนั้นผู้ตายได้ขอดูเงินก่อนจะส่งมอบยาเสพติดให้เจ้าหน้าที่จึงได้แสดง ตัวเพื่อเข้าจับกุม แต่ผู้ตายกลับชักอาวุธปืนยิงใส่เพื่อเบิกทางหนี ชุดจับกุมจึงระดมยิงผู้ตายจนเสียชีวิตคาที่ดังกล่าว ทั้งนี้ปลายปี 2550 นายสมชาย เคยตกเป็นผู้ต้องหาร่วมทำร้ายร่างกายคดียิง พ.ต.ท.จรูญ บุญมี สว.สป.สน.ร่มเกล้า ได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะนำกำลังไปจับกุมคดียาเสพติด ที่หมู่บ้านการเคหะร่มเกล้า โซน 7

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.3 วิสามัญพ่อค้ายาบ้าฉายา “เกี่ยว โซนเจ็ด” หลังล่อซื้อยาแต่คนร้ายไหวตัวใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ ถูกตำรวจยิงสวนกลับ 5 นัดเสียชีวิตคาซอย ตรวจสอบประวัติพบมีรายชื่ออยูในแบล็กลิสต์ของ กก.สส.บก.น.3 และเป็นเครือข่ายกับผู้ค้ายาบ้าที่ก่อเหตุยิง สว.สป.สน.ร่มเกล้า เมื่อปี 50 ด้วย

วันนี้ (23 ต.ค.) เมื่อเวลา 21.30 น. พ.ต.ต.ประดิษฐ์ ทะประสิทธิ์จิตต์ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.มีนบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ชุด กก.สส.บก.น.3 ว่าได้ทำการวิสามัญคนร้ายค้ายาเสพติด ภายในซอยสุวินทวงศ์ 24 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.3 พ.ต.อ.จำลอง สว่างวงศ์ ผกก.กก.สส.บก.น.3 พ.ต.อ.จักษ์ จิตตธรรม ผกก.สน.มีนบุรี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์รพ.ตำรวจ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากปากซอยประมาณ 500 เมตร พบศพนายสมชาย หรือเกี่ยว ศรีประจัน อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/80 ซอยเคหะร่มเกล้า 7 แขวงคลองสองต้นนุ่น เจตลาดกระบัง กทม. สภาพศพนอนหงาย สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำตาล คลุมทับด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน สวมกางเกงยีนส์ขายาว ตามร่างกายมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่บริเวณใบหน้า จำนวน 3 นัด ลำคอ 1 นัด และเอวขวา 1 นัด ข้างลำตัวยังพบอาวุธปืนขนาด.38 ลูกโม่ ตกอยู่ตรวจสอบพบว่ามีกระสุนอยู่ในลูกโม่ จำนวน 4 นัด และปลอกกระสุน จำนวน 2 ปลอก

ในที่เกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ หมายเลขทะเบียน ยมฉ 115 กทม. ซึ่งเป็นของคนร้ายจอดอยู่ จากการตรวจสอบที่รถจักรยานยนต์พบกระเป๋าสะพายสีดำ 1 ใบ ภายในมียาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด นอกจากนี้ยังพบรถกระบะมิตซูบิชิ สตราด้า 4 ประตู สีน้ำเงิน ทะเบียนตราโล่ ที่ประตูด้านขวาคนขับมีร่องรอยถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 นัด ได้รับความเสียหาย จอดอยู่ด้วย

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ กก.สส.บก.น.3 ได้ทำการล่อซื้อยาบ้าจากคนร้าย จำนวน 2,000 เม็ด ในราคา 200,000 บาท เมื่อมาถึงจุดนัดหมายระหว่างที่คนร้ายกำลังจะส่งของให้ ได้ขอดูเงินก่อน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่คนร้ายไหวตัวทันพยายามหลบหนี และชักอาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่ยิงโต้ตอบถูกคนร้ายเสีย ชีวิต

จากการตรวจสอบประวัติของคนร้ายพบว่ามีฉายาว่า เกี่ยว โซนเจ็ด เป็นแก๊งค้ายาบ้าในย่านเคหะร่มเกล้าโซน 7 มีรายชื่ออยู่ในแบล๊คลิสต์ของ กก.สส.บก.น.3 และยังตรวจสอบพบว่าคนร้ายเป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาเสพติดที่ก่อเหตุใช้ อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สว.สป.สน.ร่มเกล้าได้รับบาดเจ็บขณะเข้าทำการจับกุมยาเสพติดเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาด้วย พล.ต.ท.สุชาติ กล่าว

โอกาสน้อยส่งตัว'ทักษิณ'กลับไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ข่าวโดย กรุงเทพธุรกิจ
26 ตุลาคม พ.ศ. 2551 12:47:00


สำนักข่าวบีบีซีวิเคราะห์โอกาสน้อยอังกฤษส่งตัว "ทักษิณ" กลับมาเพื่อดำเนินคดีในไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
หัวข้อ "Will Thaksin be extradited?" โดยระบุว่าอัยการของไทยมีความตั้งใจนำตัว ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนกลับจากอังกฤษ เพื่อรับเผชิญข้อกล่าวหาต่างๆและรับโทษจำคุก โดย มิชาเอล โอบี ผู้สื่อข่าวของบีบีซีแสดงทัศนะถึงกรณีที่อังกฤษจะยอมส่งตัวเขากลับสู่ประเทศไทยหรือไม่

มิชาเอล โอบี ระบุว่า ทักษิณ ชินวัตรและพจมาน ภรรยาของเขา อาศัยอยู่ในอังกฤษตั้งแต่เดือนสิงหาคมหลังหนีประกันมาจากประเทศไทย โดยทั้งสองคนถูกพิพากษาจำคุกและมีอีกหลายคดีที่ยังไม่ตัดสินชัดเจนว่าเขาไม่เร่งรีบกลับบ้านเพื่อเผชิญคำตัดสิน แต่อัยการไทยคิดอีกอย่างและเวลานี้กำลังรวบรวมหลักฐานเสนอต่อรัฐบาลอังกฤษเพื่อขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งนี้สองประเทศมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนตั้งแต่ปี 1911 แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลายาวนานและจุกจิก

กรณีคำขอจะประสบความสำเร็จได้ ศาลอังกฤษต้องเห็นพ้องว่าความผิดทางอาญาของทักษิณ เป็นความผิดที่ขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามกฎหมายประเทศอังกฤษ แต่ถ้าคำขอดังกล่าวถูกพิจารณาว่าเป็นความพยายามนำตัวเขาไปลงโทษทางการเมือง การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะมีอุปสรรคทันที
(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว)

คลิฟ นิโคลล์ส ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระบุว่าไทยสามารถขอความช่วยเหลือจากสำนักงานอัยการอังกฤษในการร่างคำขอเพื่อพยายามข้ามผ่านอุปสรรคดังกล่าว แต่มีปัจจัยอื่นๆอีกที่ศาลจะพิจารณา ซึ่งรวมไปถึงกรณีที่คดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ตามที่ทักษิณกล่าวอ้าง

"หากมันปรากฏว่าคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อเป็นการส่งโทษเขาทางการเมือง การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะถูกขัดขวาง" นิโคลล์ส กล่าว

ทางการอังกฤษจะพิจารณาด้วยว่า ทักษิณ จะได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรมหรือไม่และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพิจารณาคดีใหม่หรือคัดค้านคำตัดสินหากว่าเขากลับไป

ศาสตราจารย์ เจฟฟ์ กิลเบอร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนและสิทธิมนุษยชนจากมหาวิทยาลัยเอสเซก ระบุว่าสิทธิการอุทธรณ์อันจำกัดอาจถูกนำเข้าสู่การตัดสินใจของศาลผู้ร้ายข้ามแดนเช่นกัน

ทักษิณ มีเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หลังคำตัดสินของศาลเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ทั้งนี้ทนายความของไทยกล่าวว่า ทักษิณ ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใต้หลักฐานพยานใหม่หรือข้อเท็จจริงของคดีที่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้เท่านั้น

บีบีซีระบุว่าศาลอังกฤษอาจปฏิเสธคำขอส่งตัวทักษิณกลับ หากศาลพิจารณาว่าสิทธิมนุษยชนของเขาอาจถูกละเมิดด้วยการส่งตัวเขาเข้าคุก ซึ่งโดยปกติแล้วสถานคุมขังของไทยมีสภาพที่ย่ำแย่ แออัด ขาดแคลนอาหารและสุขอนามัย แต่หากศาลอังกฤษ ตัดสินใจส่งตัวทักษิณกลับ เขาอาจยื่นเรื่องไปยังศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปต่อไปอีก

กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนยืดเยื้อยาวยาน กิลเบอร์ตกล่าว โดยทั่วไปแล้วต้องใช้เวลากว่า 5 ปี เรื่องถึงจะไปสู่ศาล แต่หากมีการดำเนินการอย่างเร่งรวดก็สามารถร่นเวลาได้

วันเสาร์, ตุลาคม 25, 2551

ฝ่ายความมั่นคงยืนยัน เสื้อแดง “แรง” กว่าเสื้อเหลือง

ข่าวโดย: Bugbunny
(ไทยฟรีนิวส์เสาร์ ที่ 25 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551 )


มีข่าวมาว่าในที่ประชุมสภานายทหารใหญ่ของกระทรวงกลาโหมเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากทั้งทหารและพลเรือนได้ทำการประเมินกำลังของฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ว่าฝ่ายใดจะเกิดการต่อต้าน “แรง” กว่า ถ้าหากมีปฏิบัติการใด ๆ รวมทั้งการยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเกิดขึ้น คำว่า“แรง”ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแนวความคิด การเคลื่อนไหวต่อต้าน หรือแม้แต่กำลังไฟของแต่ละฝ่าย ในระหว่างการปะทะต่อสู้ ฯลฯ แต่หมายรวมไปถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการยึดอำนาจและผ่านการต่อสู้ขั้นต้น อันจะมีโอกาสให้เกิดสภาพอนาธิปไตยสัมบูรณ์ และการไร้ขื่อแปหรือที่เรียกกันว่า Chaos ของบ้านเมืองด้วย

คนที่ออกมาพูดเองและยืนยันว่า “เสื้อแดง” แรงกว่านั้นคือนายทหารใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในกองทัพที่กังวลกับการต้านจากฝ่ายนี้ว่าจะมีทั้งประสิทธิภาพ ความยืดเยื้อ การพลิกแพลงทางยุทธวิธี รวมทั้งการกระจายออกไปทั่วทุกเขตจังหวัดอย่างกว้างขวางจนเอาไม่อยู่ หรือกว่าจะอยู่ก็จะต้องใช้เวลานานมาก ที่สำคัญก็คือ พวกเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ใช่กลุ่มจัดตั้งที่มีหัวหน้าสายดูแล ยกเว้นบางกลุ่ม แต่มันเป็นมวลชนที่ต่อสู้ด้วยอุดมคติความคิดความแค้นที่สั่งสมกันมาในช่วงสองสามปีนี้


การปฏิบัติการต่าง ๆ จึงไม่มีแผนที่เป็น Master Plan และการฝึกฝนแบบหน่วยทหาร ไม่ได้ไร้วินัย แต่น่าจะดำเนินการตอบโต้กับสัญลักษณ์ทุกชนิด ทุกองค์กร ที่ประกาศจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายเสื้อเหลือง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกแบบใดเช่นงานศพที่ไปร่วม รวมทั้งหน่วยทหารที่ตอนนี้ถือว่าเป็นพวกเสื้อเหลืองชัดเจนจากการออกมาขู่นายกให้ลาออก การต่อต้านจะเป็นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างแน่นอน

พึงเข้าใจว่า กระบวนการปฏิบัติการของทหารนั้น เน้นที่ Mission Accomplishment คือการเข้ายึดครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ควบคุมสถานการณ์ได้สงบราบคาบ แต่ไม่หมายรวมถึงการดำเนินการภายหลังที่จะให้พื้นที่ยึดครองสามารถดำเนินตัวเองต่อไปอย่างไร เพราะไม่ใช่ภารกิจของทหาร ฝ่ายสาย คมช.เดิมนั้นเห็นว่าว่าถ้ามีการยึดอำนาจเกิดขึ้น ก็จะปราบปรามจับกุมแบบเด็ดขาด กวาดทุกคนที่มีข้อมูลว่าอยู่ตรงข้าม แต่ปัญหาก็คือมันมากเกินไป แม้บางคนจะเสนอความเห็นว่าในช่วงซูฮาร์โตเคยมีการเหวี่ยงแหสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดเนเซียไปเป็นล้านคนมาแล้วน่าจะทำได้ แต่มีผู้แย้งว่าปัญหาก็คือคราวนี้ไม่ใช่คอมมิวนิสต์และสถานการณ์สากลอยู่ข้างคนเสื้อแดง จัดการได้แล้วจะปกครองได้หรือไม่ มีผู้ออกความเห็นด้วยว่าภาคการเมืองหลายคนท้าทายให้ทหารรีบยึดอำนาจเสีย จะได้รู้ว่านรกเป็นอย่างไร หลังจากตกลงไปแค่ต้น ๆ ขุมนรกมาแล้วในช่วงหลัง 19 กันยา 49 คำถามก็คือพร้อมตกนรกกันหรือเปล่า

วิเคราะห์ได้ชัดเจนว่า นี่คือสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ยุทธการยึดเมืองครั้งนี้ยังต้องรี ๆ รอ ๆ แม้จะมี “คำสั่งยุทธการ” ที่เด็ดขาดชัดเจนมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งยังมีการเร่งรัดอยู่ตลอดเวลาจากคุณน้าผู้เอาแต่ใจตัวเองและไม่มีใครกล้าขัดใจ การรั้งรอนี้ไม่ใช่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เพียงแต่กังวลว่าเมื่อยุทธการยึดเมืองสำเร็จได้แล้ว จะต้องผจญกับอะไร ยาวนานแค่ไหน เพราะตอนนี้ฝ่ายเสื้อแดง “ชัดเจน” แล้วว่าจะตอบโต้ศัตรูกลุ่มไหนบ้าง

จำนวนก็มากพอที่เล่นเกมยาว ไม่ใช่จะต้องจบกันในไม่กี่วัน มีสิทธิเกิดสงครามกลางเมืองสูง ตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น จนถึงขั้นสหประชาชาติมาแทรกแซงด้วยกองกำลังรักษาสันติภาพ หรืออาจมีการแยกประเทศเกิดขึ้น ฯลฯ หน่วยทหารจึงต้องคิดมากไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามจนทำให้คนเอาแต่ใจตัวเองหงุดหงิดอย่างมาก แต่มันก็ชี้ชัดได้อย่างหนึ่งว่า สายการบัญชาที่เคยเข้มแข็งนั้นมันอ่อนล้าลง เพราะมีผู้กล้าขัดใจเกิดขึ้นแล้ว จากที่เคยต้องยอม ๆ กันเมื่อสมัย 19 กันยายน 2549

ทักษิณควงคุณหญิงพจมานทำบุญที่อังกฤษ

ทำบุญ -พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี พร้อมด้วยคุณหญิงพจมาน ภริยา และนายพานทองแท้ ลูกชาย แต่งกายชุดสีขาว ไปร่วมทำ บุญที่วัดไทย ในกรุงลอน ดอน ตามข่าว(เครดิต ภาพข่าวโดย ข่าวสด 25 ต.ค.2551)


อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมด้วย คุณหญิงพจมาน ภริยา เดินทางไปทำบุญที่วัดไทย ในกรุงลอนดอน
รายงานข่าว จากสื่อท้องถิ่น ย่านวิมเบิลดัน ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมด้วย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ได้ตอบรับคำเชิญของเจ้าของร้านอาหารไทยรายหนึ่ง ในกรุงลอนดอน เดินทางไปร่วมทำบุญที่วัดไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่า เป็น วัดพุทธประทีปรายงานข่าว จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับดังกล่าว ยังระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและภริยา ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำบุญที่วัดดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยมีรายงานว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา ได้ทำบุญโดยถวายภัตตาหาร และบริจาคเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อบำรุงวัด และได้ร่วมรับประทานอาหารอย่างเป็นกันเองกับชาวไทย ที่มาร่วมทำบุญ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งจะถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทย ตัดสินให้ต้องโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี จากการเอื้อประโยชน์ให้ภริยา ในการซื้อที่ดินย่านรัชดา ในกรุงเทพมหานคร



ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวอ้าง แถลงการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งถึงสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยระบุถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก มีมูลเหตุจูงใจมาจากการเมือง และ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นตัวแทนของสิ่งที่ถูกถือเป็น ŽภัยคุกคามŽ ของบรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ในสังคมไทยนั้น เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

โดยในการให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ร.ต.ท.เชาวรินกล่าวว่า ข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณเขียนมาเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เคยส่งข่าวเตือนถึงการตั้งธงล้างอำนาจเก่าให้สิ้นซาก โดยการให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญาให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบมาตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม เนื่องจากบุคคลที่อยู่ร่วมกระบวนการคนหนึ่งไปพูดกับชาวบ้าน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ตอนแรก พ.ต.ท.ทักษิณไม่เชื่อ แต่เมื่อมีคำพิพากษาให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา จำคุกโดยไม่รอลงอาญาจากคดีภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พ.ต.ท.ทักษิณถึงเข้าใจสิ่งที่เตือนไป "ในข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ถูกคิดว่าเป็นภัยคุกคามต่อบุคคลชั้นสูงนั้น มีคนที่คิดอย่างนี้อยู่ในสังคมไทยจริงๆ แต่พูดไม่ได้ว่าเป็นใคร เพราะความจริงบางอย่างในประเทศนี้ไม่สามารถพูดได้ คำพระที่ว่าวาจาจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตายนั้นมันไม่สามารถเป็นจริงได้ในประเทศไทย" ร.ต.ท.เชาวรินกล่าว

แก้แทนหมายถึงคนตีตนเสมอเจ้า

ร.ต.ท.เชาวรินกล่าวว่า ที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประเทศอังกฤษเพื่อขอให้อังกฤษส่ง พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยมารับโทษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนนั้น อยากแนะนำส่งเจ้าหน้าที่ไป 1-2 คนก็พอ หากส่งไปหลายคนจะสียงบประมาณของชาติ เนื่องจากอังกฤษจะไม่มีทางส่ง พ.ต.ท.ทักษิณให้ทางการไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากอนุสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ไทยไปลงนามร่วมกับประเทศต่างๆ นั้น ระบุอย่างชัดเจนว่า จะต้องเป็นความผิดของทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายของประเทศนั้นๆ จึงจะสามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ แต่กรณีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดเฉพาะกฎหมายไทยเท่านั้น

"ขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ ระมัดระวังในการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการริบคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจจะเลยเถิดไปจนกลายเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ จึงควรเล่นแต่พอดีอย่าให้มากเกินไป "ร.ต.ท.เชาวริน กล่าว


ข้อมูลข่าว โดย INN online และ HOT NEW 24 ตุลาคม 2551 11:48:05
................

25 ต.ค.นี้ คนเสื้อแดงรวมพลที่สนามหลวง ซ้อมใหญ่จัดขบวนสู้รถถัง


กรณีมีกระแสข่าวปฏิวัติออกมาเป็นระยะ และการเรียกร้องจากกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการให้เกิดรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง และทำท่าว่าจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ ได้เป็นเหตุให้กลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาคัดค้านกันอย่างกว้างขวาง และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้จัดกิจกรรมสัปดาห์ต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่วันที่ 20-25 ตุลาคมเป็นต้นมา โดยในวันเสาร์ที่กำลังจะถึงจะมีการนัดหมายรวมพลคนเสื้อแดง เพื่อการประชุมซักซ้อมต่อต้านการเคลื่อนไหวรัฐประหาร


กลุ่ม นปช. สุดทนเห็นบ้านเมืองตกต่ำไปยิ่งกว่าเก่า นัดรวมพลคนเสื้อแดงรักชาติ พบกันที่ท้องสนามหลวง เย็นวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคมนี้ พร้อมกำหนดแผนต้านรัฐประหาร จัดขบวนสู้รถถังไม่ให้ปฏิวัติสำเร็จ ระบุยังคงเน้นแนวทางสันติวิธี เผยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการประกาศจุดยืนที่จะปกป้องประชาธิปไตยจากการยึดอำนาจของทหาร และประกอบกับมีกระแสข่าวลือออกมาตลอดเป็นระยะๆ ทำให้พี่น้องประชาชนเสื้อแดงได้แสดงพลังตื่นตัวกันเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ แกนนำ นปช. จึงประชุมเพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องดังกล่าวจนได้ข้อสรุปว่า ในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม ต้องประกาศรวมพลคนเสื้อแดงเพื่อทำการนัดหมายและซักซ้อมถึงขั้นตอนวิธีการเพื่อรับมือกับการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยในวันงานจะมีการร่วมพลเพื่อแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ทำความเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ รวมไปถึงจัดรูปขบวนในการเคลื่อนที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยจะมีการจัดรูปแบบคร่าวๆ ไว้ว่าจะมีเวทีเคลื่อนที่เพื่อปราศรัยไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และแบ่งผู้ชุมนุมออกตามระดับอายุ ซึ่งจะให้ผู้สูงอายุ ผู้หญิงและเด็ก คอยทำหน้าที่ปิดล้อมขวางการเคลื่อนที่ของรถถังเพื่อไปพูดคุยเจรจาให้ยกเลิกการก่อรัฐประหาร และถอนกำลังกลับเข้ากรมกองไป โดยวัตถุประสงค์ไม่ต้องการใช้กำลังเพื่อการต่อต้านแต่จะใช้สันติวิธีอย่างแท้จริง

สำหรับกองกำลังอีกฝั่งจะให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีอายุประมาณวัยรุ่น วัยหนุ่ม-สาว ทำหน้าที่เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อป้องกันและกดดันกองกำลังทหาร ที่ทำหน้าที่ปราบจราจล ในลักษณะของกำแพงมนุษย์ ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหมดจะไม่ใช้อาวุธในการเข้าต่อต้าน

ส่วนเรื่องความปลอดภัย ได้มีการขอประสานกำลังส่วนหนึ่งมาจากนักรบพระเจ้าตาก และส่วนหนึ่งทำการขออาสาสมัครมาจากการ์ดวิทยุชุมชนให้ช่วยมาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม อีกทั้งให้ช่วยสังเกตการณ์จากผู้ไม่หวังดี ซึ่งหวังสร้างสถานการณ์ต้องการให้เกิดการนองเลือด โดยจัดกำลังกระจาย ป้องกันโดยรอบ

นายชินวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า โดยกำหนดการในวันซักซ้อมนั้น จะเป็นการตั้งขบวนที่บริเวณท้องสนามหลวงเพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังหน้าบริเวณวัดพระแก้ว เวลาประมาณ 21.00น. และร่วมกันปฏิญาณร่วมใจกันเพื่อต่อต้านรัฐประหาร ก่อนที่จะมีการรวมตัวครั้งใหญ่ในวันที่ 1พฤศจิกายน 2551

ด้าน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช. กล่าวว่า สำหรับในการเตรียมความพร้อมดังกล่าวนั้น ได้มีการประสานความร่วมมือไปยังกลุ่มต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการต่อต้านรัฐประหารให้เข้าร่วมอีกด้วย ซึ่งทางกลุ่ม นปช. มีความยินดีที่จะต้อนรับผู้มีอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยเต็มที่ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในวันซักซ้อมตนคิดว่า จะมีผู้เข้าร่วมอยู่ประมาณ 5,000-10,000 คน เพราะเป็นเพียงแค่วันซักซ้อม แต่เชื่อในวันรวมตัวครั้งใหญ่จะมีประชาชนจากทั่วทุกภาคมารวมตัวกันอย่างมากมาย

...ข้อมูลจากประชาทรรศน์ ออนไลน์
24 ต.ค.2551

วันศุกร์, ตุลาคม 24, 2551

'ทักษิณ'เตรียมต่อสายตรงเข้า'ความจริงวันนี้' 1พ.ย.51 นี้



ยันยังไม่กลับไทย หวั่นถูกจับ ลั่นถูกรังแกจนอยู่ในประเทศไม่ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ว่า จะโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศเข้ามารายการ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถนนรามคำแหง ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเป็นการต่อสายเพื่อพูดกับประชาชนประมาณ 20 นาทีจากเดิมที่จะออกเป็นแถลงการณ์

นอกจากนี้ อดีตนายกฯ กล่าวอีกด้วยว่า ขณะนี้กำลังหารือกับทีมที่ปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ในคดีที่ดิน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายดูอยู่ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและแง่ข้อกฎหมาย รวมถึงประเด็นการเมือง เพราะคดีนี้เป็นคดีการเมือง ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้ทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษเพราะไม่มีความจำเป็น และตนยืนยันว่ายังไม่มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงนี้

"เรื่องลี้ภัยไม่มี เพราะใช้วีซ่านักท่องเที่ยวอยู่ ตนเดินเข้าออกอังกฤษประจำ ตนได้รับเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาในหลายประเทศ บางที่ก็เสนอให้ไปอยู่ด้วย บางที่เสนอให้เป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาความยากจน ส่วนการกลับประเทศ ตนยังไม่กลับตอนนี้ จะกลับได้อย่างไร กลับก็ถูกจับ เพราะสิ่งที่เขาทำกับตนทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้ตนอยู่ในประเทศ เป็นผลงานของคณะปฏิวัติขั้นต่อไปก็คือการยุบพรรค"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

เพียงแค่ได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะยกหูถึงพี่ๆ น้องๆ ในรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ก็ทำให้บางคนถึงกับ “อกสั่นขวัญแขวน” ไปตามๆ กัน
ทำไมต้องกลัวทักษิณขนาดนั้น? หลายคนเกิดคำถามนี้ เพราะตลอดระยะเวลาหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ทหารเข้ามายึดอำนาจ กระทั่งบัดนี้กว่า 2 ปี บางคนก็ยังกลัวทักษิณขี้ขึ้นสมอง
บางคนกลัวแม้กระทั่งชื่อทักษิณ ทั้งๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศให้ความศรัทธาต่ออดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย
บางคนกลัว จนกระทั่งปล่อยข่าวว่าจะมีปฏิวัติก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่คนเสื้อแดงจะมารวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ผมค่อนข้างมั่นใจว่างาน “ความจริงวันนี้สัญจร” ครั้งที่ 2 จะมีประชาชนเดินทางมาร่วมงานกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน
สาเหตุที่ประชาชนจะตัดสินใจเดินทางมาร่วมงานนั้น เพราะเกิดความไม่สบายใจในเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้ง สนามราชมังคลากีฬาสถานก็จุคนได้เยอะกว่าเมืองทองธานีหลายเท่า
วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยเราทราบชัดเจนแล้วว่าคนไทยส่วนใหญ่เลือกยืนอยู่ข้างเรา หากใครไม่เชื่อ ผมขอท้าทายให้ไปสำรวจคะแนนนิยมกันได้เลย
เมื่อวันวาน คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล ก็ท้าทายให้แกนนำพันธมิตรฯ ออกไปใช้ชีวิตตามปกติ เช่น เดินห้าง หรือเดินตลาด โดยไม่มีการ์ดห้อมล้อม เพื่อดูว่าประชาชนจะแสดงออกอย่างไร

สิ่งที่ คุณณัฐวุฒิ พูดนั้น มันช่างตรงใจผมเสียจริงๆ เพราะวันนี้ พันธมิตรฯ มีเพียงกระแสที่ช่วยให้ดูเหมือนคนสนับสนุนเยอะเท่านั้น แต่หากวันใดไม่มีกระแสมาช่วย พันธมิตรฯ ก็พ่ายแพ้หมดรูปแน่นอน
ดังนั้นวันนี้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ต้องคิดเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่งสื่อมวลชนกระแสหลัก ไม่ต้องไปอ่านและเสียเงินซื้อสื่อชั่วจอมปลอมพวกนั้น
เพียงแค่เรายึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย และปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โดนรังแกจากอำนาจมืด
ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาตอบโต้ฝั่งตรงข้ามอย่างจริงๆ จังๆ ชนิดเต็มรูปแบบเลยสักครั้ง
หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาปลุกระดมกลับบ้าง อะไรจะเกิดขึ้นครับ ซึ่งผมไม่อยากจะให้เป็นแบบนั้น เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
แต่สถานการณ์แบบนี้ ฝั่งตรงข้ามกลับไล่ขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างโหดร้าย อำมหิต ราวกับว่าไม่ใช่คนไทยด้วยกัน
ดังนั้น ผมอยากถามคนที่ต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประชาชนศรัทธา และรักใคร่
คุณทำเพื่อ “ประชาชนกว่า 60 ล้านคน” ในฐานะเจ้าของประเทศ หรือ คุณทำเพื่อใคร?



โดย ลวดหนาม
จากประชาทรรศน์ / 24 ต.ค. 2008

จาก "บักตั๊ว ศรัญญู ก็มา บักตู้ จรัสพงษ์" ดาราที่หมิ่นคนรากหญ้า


ก่อนหน้านี้ มีราดานักร้องใฝ่ชั่วหลายคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรและใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่า อดีต นายกฯทักษิณ และ อดีตนายกฯสมัคร ซึ่งการกรทำดังกล่าวแสดงออกถึงความเป็นคนที่มีจิตใจหยาบช้ามาก สำหรับในความคิดของผม พอมาถึงคราวนายกฯสมชาย ก็มี ดาราตกอับที่โอ่ว่าตนนั้นเป็นพวกชั้นสูง ออกมาพูดจาดูกถูกคนจน และ สนับสนุนกบฏพันธมิตร ว่าเป็นฮีโร่ นั่นคือ ซูโม่ตู้ หรือนายจรัสพงษ์ สุรัสวดี

ซูโม่ตู้ หรือ นายจรัสพงษ์ สุรัสวดี


24 ต.ค. 200 จากข่าวประชาทรรศน์

นักวิชาการ ไล่‘ซูโม่ตู้’เช็กประสาท สวนทางปชต.

ไล่ “จรัสพงษ์ สุรัสวดี” ไปเช็กประสาทเพราะทำท่าจะเพี้ยนไปกันใหญ่ เสนอความคิดแบ่งแยกคนไทย ไม่ให้คนจบต่ำกว่าปริญญาตรีมีสิทธิเลือกตั้ง แถมยังด่าคนรากหญ้าเสียหาย ราวกับพวกศักดินาเป็นเจ้าของประเทศไทย กล่าวหาคนจนถ่วงความเจริญบ้านเมือง พร้อมประกาศออกหน้าออกตาหนุน “พันธมิตร-ประชาธิปัตย์” นักวิชาการดาหน้าถล่ม คนจบปริญญาตรีไถนาเป็นหรือเปล่า แถมที่ออกมาพูดยังไม่มีภูมิรู้เรื่องประชาธิปไตย ที่อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทยเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันข่าวลือปฏิวัติหึ่ง ห่วงทหารฉวยโอกาส “สมชาย” ไปนอกย้อนรอยยึดอำนาจอีกครั้ง

ฉะ“จรัสพงษ์ สุรัสวดี”หมิ่นศักดิ์ศรีคนจน

จากกรณี นายจรัสพงษ์ สุรัสวดี หรือที่รู้จักกันในนาม “ซูโม่ตู้” ได้อ้างตัวใกล้ชิดสถาบัน และอ้างความเป็นบุคคลชั้นสูง อยู่ในตระกูลที่มีนามสกุลพระราชทาน มีพ่อเป็นอดีตนายทหารใหญ่ และยังบอกเล่าความใหญ่โตด้วยการบอกว่าตัวเองพกปืนตลอดเวลา

รวมทั้งออกหน้าหนุนพันธมิตรฯ และประกาศเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ชัดเจน ได้ออกมาดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนคนรากหญ้าและกำลังจะเดินสายเปิดทอล์กโชว์ แบ่งแยกว่าเป็นคนอีกวรรณะหนึ่ง เป็นคนถ่วงความเจริญของประเทศชาติ แบบเดียวกับท่าทีของม็อบและพรรคการเมืองเก่าแก่ พร้อมทั้งเสนอให้คนที่เรียนหนังสือไม่ถึงระดับปริญญาตรี ไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น

ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าขาดภูมิความรู้ในเรื่องระบอบประชาธิปไตย เป็นแนวคิดย้อนยุคแล้ว ยังเป็นแนวคิดศักดินาที่มุ่งแบ่งคนในชาติออกเป็นชนชั้น เป็นการดูถูกความเป็นคนของเพื่อนร่วมชาติ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย

ไล่ “ซูโม่ตู้” ไปเช็กประสาท

รศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าแนวความคิดดังกล่าวขัดกับหลักการของประชาธิปไตย การเป็นประชาธิปไตยจะต้องมีความทั่วถึง การเลือกตั้งคือความเสมอภาคของประชาชนในประเทศ และความเสมอภาคถือว่าเป็นแก่นของประชาธิปไตย จะรวย จะจน จะโง่ จะฉลาด ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ไม่ทราบว่า นายจรัสพงษ์ไม่เข้าใจเรื่องนี้หรืออย่างไร

อย่างในสมัยก่อนก็มีการเรียกร้องถึงสิทธิสตรีให้มีสิทธิเลือกตั้ง จนในปัจจุบันก็เป็นที่ยอมรับเรื่องความเสมอภาค

“ผมว่าให้เขาเป็นเช็กประสาทดีกว่า รู้ได้ไงว่าคนรากหญ้าคิดไม่เป็น เขามีเรื่องประสบการณ์ชีวิต ถ้าเอาถึงที่สุดว่าเขาโง่ แต่คุณก็ไม่มีสิทธิไปตัดสินเขาว่าเขาไม่ดี คุณพูดอย่างนี้ แสดงว่าคุณไม่รู้หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย อย่าไปให้ราคาเรื่องที่เขาพูดเลย”

รศ.ดร.ประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติม ว่าในประเทศแถบยุโรป ที่มีการเลือกตั้งแรกๆ ก็จำกัดให้ชนชั้นสูงมีสิทธิเท่านั้น แต่สุดท้ายก็มีการเรียกร้องให้คนทุกชนชั้นได้มีสิทธิเท่าเทียมกัน ดังนั้นประเทศต้องมีวิวัฒนาการ ทำไมนายจรัสพงษ์ถึงคิดจะย้อนยุคไปอีก ไม่ทราบหลักสิทธิมนุษยชนหรืออย่างไร จึงแสดงท่าทีเป็นคนทวนโลก

รู้หรือเปล่าปชต.เป็นของทุกคน

ด้าน รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการเสนอแนวคิดเช่นนี้ ประชาธิปไตยก็จะเป็นเรื่องของผู้ที่จบปริญญาตรีเท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ประชาธิปไตยเป็นของปวงชน นายจรัสพงษ์จะไปจำกัดได้อย่างไร

เรื่องการเรียกร้องการจำกัดสิทธิของประชาชนมีมาโดยตลอด ตั้งแต่ไม่ให้ผู้หญิงเลือกตั้ง จนเรียกร้องสิทธิสตรี สามารถเลือกตั้งได้ ต่อมาก็จำกัดให้บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเลือกตั้ง จากที่เคยตั้งไว้อายุ 20 ปี

“เพี้ยน เป็นความคิดที่เพี้ยน แล้วปริญญาตรีของเขาก็ทำให้เขาเพี้ยน ปริญญาตรีโง่ก็มี ถามหน่อยว่าปริญญาตรีไถนาเป็นไหมล่ะ เขาไม่รู้จักสิทธิทางการเมือง สิทธิการปกครองหรืออย่างไร คนที่จบปริญญาตรีบางคนยังไม่รู้เรื่องการเมืองเท่ากับคนที่ไม่จบเลย แล้วอย่างนี้มันวัดกันได้หรือเปล่า”

นายตั๊ว ศรัญญู วงศ์กระจ่าง ขณะออกไปร่วมปลุกระดมกลุ่มพันธมิตร ที่สีลม
คิดย้อนยุค-ดูถูกประชาชน

ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า คนที่มีความคิดลักษณะนี้เป็นการดูถูกประชาชน มีความคิดเหมือนคน 100 ปีก่อนอย่างพวกอังกฤษ ที่มีการยอมรับคนชั้นสูง คนที่เสียภาษีมีสิทธิเลือกตั้ง

“มันไม่มีข้อพิสูจน์อะไรที่ชัดเจนว่าคนที่มีการศึกษาสูงกว่า หรือมีการศึกษาต่ำ จะตัดสินใจเลือกส.ส.ได้ดีกว่ากัน คนภาคใต้จะเรียนสูงเรียนต่ำก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีหลักไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเพราะว่าไปสนับสนุนพวกเผด็จการ”

ผศ.จรัล กล่าวต่อไปว่า การนำเสนอแนวคิดแบบนี้มันเข้าข่ายผิดหลักของระบอบประชาธิปไตยคือ 1.อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ไม่ควรมีการมาเสนอข้อจำกัดในการแบ่งแยกสิทธิดังกล่าว 2.การนำเสนอแนวคิดแบบนั้นเป็นการผิดหลักการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ที่ทุกคนต้องมีเสรี มีสิทธิเท่าเทียมกัน 3.ตอนนี้สภาพของประเทศไทยคนชั้นสูงที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปอาจจะเลือกผิดก็ได้

“คนที่มีความคิดลักษณะนี้เป็นอันตรายมาก เพราะว่าไม่เชื่อในอำนาจของประชาธิปไตย ถูกแล้วที่ยอมรับว่าตนเองเป็นอำมาตยาธิปไตย” ผศ.จรัล กล่าว

ไม่ควรแยกคนด้วยการศึกษา

ทางด้านนพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันในหลักสากลแล้วว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือมีการศึกษาสูงต่ำก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน

“ในบ้านเราจะเห็นว่าคนที่จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีมากที่สุดและถือได้ว่าเป็นกำลังที่ไปประกอบในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรมาดูถูกและมาทำการแบ่งแยกด้วยบรรทัดฐานเรื่องการศึกษา”

นพ.เหวง กล่าวต่อไปว่า ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าบุคคลที่มีการศึกษา จะมีความคิดเห็นดีกว่าคนที่มีการศึกษาน้อยกว่าเสมอไป คนที่มีความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ท่าทีของนายจรัสพงษ์ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และด่าทออย่างกว้างขวางโดยเฉพาะทางสื่อวิทยุหลายรายการ โดยต่างก็มองกันว่านายจรัสพงษ์ดูถูกเหยียดหยามคนจน คนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นสิทธิในฐานะคนไทย การศึกษาไม่สามารถแบ่งแยกหรือกีดกันความเป็นคนไทยได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า ขอให้นายจรัสพงษ์เดินสายทอล์กโชว์อย่างที่พูด เพราะจะได้ทราบว่ามีประชาชนที่คิดอย่างนี้จำนวนมากแค่ไหน จะได้ทราบว่าใครเป็นใคร ใครที่สนับสนุนการเมืองแนวคิดนี้ สังคมจะได้เห็นคนเหล่านี้แสดงตัวกันชัดๆ

ทั้งนี้ ต้องการทราบเช่นเดียวกันว่านายจรัสพงษ์มีแนวความคิดนี้ได้อย่างไร เกิดจากตรรกะ หรือมีเหตุผลอื่นสนับสนุน นักวิชาการเองก็จะได้ถกเกียงกันได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว

..............

ปล.บักตู้ เป็นภาษาอีสานที่มักใช้เรียก ควาย แปลเป็นไทย ว่า ไอ้ควาย

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 23, 2551

เรื่องบนเตียง !! ของพันธมิตร กับ ตำรวจ

ที่มาเรื่องเล่า จากสมาชิก hi5 กลุ่มการเมือง การปกครอง
ภาพประกอบโดย:เมืองเพชร137
เสียงไซเรน ณ โรงพยาบาลวชิระ ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2551

เป็นสัญญาณบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร

หมอและพยาบาลในชุดขาว ต่างทำหน้าที่กันอย่างหนักเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บ

ที่ร่างกายล้วนนองเลือด โดยไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะใส่ชุดสีกากี หรือ สีเหลือง

บุรุษในเสื้อสีเหลือง ร้องโอดโอยจากการมีรอยแผลลึกที่หน้าแข้ง

และ ตามตัวหลายแห่ง ขณะที่ตำรวจซึ่งใส่ชุดสีกากีนั้น หมดสติไปแล้ว

จากการถูกของของแข็งบางอย่างฟาดเข้าตามร่างกาย

หลังจากเข้าทำการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลได้เปลี่ยนชุดทั้งคู่เป็นชุดของโรงพยาบาล และ พาเข้าพักฟื้นในห้องเดียวกัน ในห้องมีครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายมาเยี่ยมตามคาด แต่ต่างไม่ได้คุยกันด้วย ไม่รู้จักกันมาก่อน มีเพียงม่านบางๆกั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของครอบครัวทั้ง 2

“พ่อเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?” เสียงเล็กๆที่บริสุทธิ์ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง

“เจ็บนิดหน่อยลูก” เสียงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในชุดของโรงพยาบาล พยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกรัก

“หนูไม่อยากให้พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตีพ่อด้วย” เสียงเล็กๆยังถามต่อไปด้วยความไม่ประสีประสาเรื่องของผู้ใหญ่

“มันเป็นงานนะลูก ….พ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย หัวหน้าสั่งก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกฎ ”

คำสนทนาเหล่านี้ดังเพียงพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขาต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ

“ถึงพ่อไม่ชอบพ่อก็ต้องทำเหรอ”

“พ่อไม่อยากจะทะเลาะกับคนไทยด้วยกันเลยลูก บ้านเราก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลนี่ ”

“แล้วพ่อจะออกไป ให้เขาทำร้ายแบบนี้ทำไม” เสียงเล็กๆเริ่มสั่นเครือ เพราะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อของเธอพยายามจะอธิบาย

บรรยากาศในห้องเริ่มผู้ป่วยเริ่มเงียบงัน มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่บรรดานักวิจารณ์

ต่างพร่ำบอกกับสังคมว่า ตำรวจรังแกประชาชน ประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ตรงกันข้าม

กับภาพที่เด็กน้อยเห็นเบื้องหน้า เธอกับพ่อของเธอต่างหากที่ถูกทำร้าย

เสียงเล็กๆในห้อง กำลังร่ำไห้บอกกับโทรทัศน์ บอกกับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นว่า

แล้วพ่อหนูล่ะ ….พ่อหนูอยู่ที่นี่ นอนอยู่ตรงนี้ บอกหน่อยได้มั้ยว่า แล้วพ่อหนู ไม่ใช่คนไทยหรือไง

ใครทำพ่อของหนู???

ทันใดนั้นม่านบางๆซึ่งกั้นระหว่างเตียงของ บุรุษผู้รักชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ได้ถูกเปิดขึ้น

“คุณตำรวจ….ผมขอโทษ” คำพูดสั้นๆคำแรกที่บรรยายความรู้สึกนับพัน หลุดออกมาจากความรู้สึกของชายมีอายุผู้รักชาติคนนั้น

นายตำรวจในชุดผู้ป่วย แปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กับการต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรทุกวี่วัน

เขาเคยชินซะแล้วกับคำพูดถากถางต่างๆ จากฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือ เป็นฝ่ายรักชาติอะไรก็ตามแต่

“คุณลุงเป็นใครคะ ?” เสียงใสๆถามด้วยความสงสัย

“ลุงก็อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ทำให้พ่อหนู เข้าโรงบาลนั่นแหละ” เสียงชายสูงอายุพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“แล้วเพื่อนคุณลุงทำร้ายพ่อหนู ทำไม?” เสียงเล็กๆเริ่มถามอย่างคาดคั้น

“บางครั้งหนูก็ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กับความถูกต้อง วันหน้าหนูจะได้อยู่ในสังคมที่ดีนะหนูนะ”

“แล้วลุงไม่คิดเหรอคะว่า ถ้าพ่อหนูตาย …ลุงได้สังคมทีดี แล้วหนูต้องเป็นเด็กกำพร้า…..หนูทำผิดอะไร ?” เด็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากให้น้ำตา แทนคำพูดที่เหลือทุกๆอย่าง


“บางครั้งเมื่อลุงอยู่กับเพื่อน ลุงอยู่กับคนคิดเหมือนกัน …

ลุงเห็นคนข้างหน้าคือศัตรู ที่ต้องจัดการ ลุงเห็นคนใส่เสื้อไม่เหมือนลุงคิดไม่เหมือนลุง เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น…..พอวันนี้เราใส่เสื้อเหมือนกัน …..ได้ฟังหนูกับพ่อคุยกัน ลุงว่า….ลุงเหมือนพึ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ลุงต้องขอโทษหนูจริงๆ...” เสียงกับแววตาของชายสูงอายุ มีท่าทีสำนึกต่อเสียงเล็กๆนั้น

“ผมก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอะไรให้ประชาชนอย่างคุณโกรธ หรือ เข้าใจผิด...

หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมโดนเสียดสีและยั่วโมโหจากผู้คนและสังคมมากมาย

เหมือนผมไม่ใช่คน เหมือนเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง ผมเสียใจจริงๆ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร

ผมก็มีลูกเมีย ผมอยากกลับบ้าน อยากพาลูกเมียไปเที่ยว ผมก็ไม่ได้ทำ ผมต้องออกมาทำงาน

ทุกวันในรอบ 1 เดือนมานี้ ผมคิดถึงลูกเมียผมมาก ภาวนาว่าขอให้เรื่องนี้มันจบๆเสียที

จะได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย พึ่งจะเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ตอนที่ลูกต้องมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล....

แต่ถ้าคุณเข้าใจผม ผมคิดว่านาทีนี้ ตรงนี้มันคุ้มค่ามาก ” เสียงคุณตำรวจ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี

วันนั้นภายในพื้นที่เล็กๆของห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม หัวใจของชาย 2 คนทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางขึ้น

อย่างน้อยก็ดูกว้างกว่าที่ทำเนียบ หรือ รัฐสภา กรอบที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยหัวโขนที่แต่ละคน

ใส่อยู่ด้วยความโกรธและเกลียด ถูกทำลายลงหลังจากที่ได้มีการพูดคุย และตระหนักต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน ... ใช่แล้ว!!!เรายังคุยกันด้วยภาษาไทย และมีพ่อคนเดียวกัน

ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ ทำไมปากของเรา ความเห็นของเราถึงถูกใช้เพื่อนำพาไปสู่ความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นความสามัคคี น้ำตาหยดนี้จะไม่มีวันไหลเลย ถ้าเราหยุดคิดสักนิดเพื่อพูดจากัน เปิดใจรับความเห็นต่างกันบ้าง?

ขอบคุณเรื่องเล่าดีๆ จาก FW Mail

จากชาวดิน ถึง ผบ.ทุกเหล่าทัพ

บทความโดย:ยรรยง โชคชนแดน
ภาพประกอบโดย:เมืองเพชร137

เหตุการณ์บ้านเมือง ตอนนี้ผมแทบจะไม่อยากเชื่อว่า นี่คือประเทศไทยเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ภาพการตายอย่างสยดสยองของทหารที่ถูกผู้ก่อความไม่สงบ อันมีกลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมรับการปกครองและคิดแบ่งแยกดินแดน ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้


และ ภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกลุ่มคนที่ทำตัวเป็นอันธพาล ครองเมืองทำร้ายด้วยการกระทำที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน เหิมเกริมหนักถึงขึ้นยึดเอาทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ตั้งกองกำลังและมีอาวุธ อีกทั้งมีการอุ้มจับคนที่มีความคิดไม่เห็นด้วยไปรุมซ้อมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สานมารถทำอะไรกลุ่มคนเหล่านั้นได้
จากการที่ผมได้ไปร่วมฟังการปราศรัยของ แนวร่วม นปช.ที่สนามหลวงและได้พูดคุยกับคนไทยที่มาร่วมต่อต้านการกระทำของกลุ่มพันธมิตร หลายคนไม่ว่าจะเป็นคนระดับไหน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พันธมิตร ทำเช่นนี้เป็นการสร้างความล่มสลายให้กับบ้านเมืองและไม่มีท่าทีว่าจะเกรงกลัวใครเลย


แต่ในขณะเดียวกัน ผบ.เหล่าทัพที่เป็นผู้นำหลักของทหาร อย่าง พล.อ.อนุงพงษ์ กับมาออกมาแสดงท่าทีบอกในนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออก นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับที่คนระดับ ผบ.ทบ.แยกแยะไม่ออกเลยว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น ใครเป็นฝ่ายทำลายบ้านเมืองให้เกิดความเสียหาย ศักดิศรีของคนอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ ที่เป็นชายชาติทหาร ที่เคยสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพล ยังมีอยู่อีกไหม ทั้งยังมีท่าทีที่จะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ ประชาชนที่ออกมาปกป้องประชาธิปไตย หลายสาขาอาชีพที่รวมตัวกันหรือปัจจุบันถูกเรียกว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ ของคนรักประชาธิปไตย
แล้วบรรดา ผบ.เหล่าทัพทุกท่านล่ะครับ ท่านก็เป็นชายชาติทหารที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเหมือนกัน ท่านยอมให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น โดยที่ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรเลยหรือ มิหนำซ้ำร้ายก็มีข่าวว่าทหารจะออกมาปฏิวัติอยู่เป็นระยะๆเพราะมี ทหารเลวตำรวจชั่วบางคนที่ไปสนับสนุนกลุ่มกบฏพันธมิตร ให้ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหกษัตริย์ทรงเป็นประมุข แน่นอนครับไม่ต้องบอก คณะรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ เข้ารับหน้าที่มาแล้วทุกท่านเพื่อให้ให้ทำงานรับใช้บริหารบ้านเมือง แค่นี้ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ ว่าบุคคลเหล่านี้คือตัวแทนของประชาชน ที่ถูกเลือกมาด้วยเสียงส่วนมากของประชาชนในประเทศ บอกท่านก็บอกว่าทหารจะอยู่เคียงข้างกับประชาชน

ฟังดูแล้วน่าชื่นใจ แต่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คนทั้งโลกก็รับรู้แล้วว่า กลุ่มกบฏพันธมิตร ทำเรื่องไม่ถูกต้องหลายเรื่องแค่ไหน ท่าน ผบ.ทบ.และ ผบ.เหล่าทัพทุกท่าน จงคิดและตอบคำถามประชาชนให้ชัดแจ้งเถอะครับว่าท่านนั้น ไม่สามารถทำอะไรคนกลุ่มนั้นได้ แต่เมื่อท่านบอกว่าจะอยู่ข้างประชาชนแล้ว วิธีที่จะจัดการให้บ้านเมืองกลับเข้ามาอยู่ในความสงบได้โดยไม่ต้อง ทำการปฏิวัติ เมื่อท่านเองก็รู้อยู่แล้วว่า ฝ่ายไหนคือพวกที่สร้างปัญหา ให้บ้านเมือง แต่ท่านกลับนิ่งเฉย มิหนำซ้ำยังป่อยให้แกนนำพันธมิตร ขึ้นเวทีด่าอย่างเสียหาย ด้วยการอ้างว่ามี วีซีดี เก็บความลับบางอย่างไว้และจะแฉ หากเขาโดนจับหรือเป็นอะไรไป แท้ที่จริงแล้วมันมีความลับอะไรหรือถึงทำให้ นายทหารอย่าง ผบ.ทุกเหล่าทัพ ต้องนั่งเงียบไม่ออกมาโต้ตอบ ด้วยกระแสต่อต้านการปฏิวัติของคนที่รักประชาธิปไตยจากประชาชนทั่วทุกจังหวัด

ที่ทางทหารหวังใช้เป็นหนทางแก้ปัญหา หรือกระทำเพื่อบุคคลใด แต่พอไม่ทำหรืทำไม่ได้ ท่านก็จะนั่งปล่อยให้คนชั่วอย่างแกนนำกบฏพันธมิตร ปลุกระดมอ้างสถบันมายุยงให้คนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากันเองแบบนี้ไปเรื่อยใช่ไหม หรือท่านเองก็สนับสนุนระบอบการเมืองใหม่ที่กลุ่มกบฏพันธมิตรเสนอมา เพื่อปิดกั้น สิทธิของประชาชนที่รักประชาธิปไตย หากมีอำนาจบางอย่างที่ เขาเรียกกันว่า มือที่มองไม่เห็น สั่งให้ท่านเห็นดีกับกลุ่มกบฏพันธมิตร ทั้งที่ท่านไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง ท่านก็บอกมาเลย อย่าออกมาพูดผ่านสื่อผ่านทีวี ในการออกความคิดที่ ที่ฟังแล้ว ขัดใจคนที่รักประชาธิปไตยเลย แม้ไม่สามารถ จัดการกับกลุ่มกบฏพันธมิตรได้ ก็ขอให้บอกมาเถอะ ประชาชนที่รักประชาธิปไตย เขาพร้อมจะ ออกมาจัดการให้ ความผิดทุกอย่าง นั้น คนเหล่านั้นเขายินดีรับโทษเอง โดยที่ท่านไม่ต้อง มีความผิด และไม่ต้อง ปล่อยกระแสการปฏิวัติออกมา ให้คนที่รักประชาธิปไตบที่ยังชื่นชมท่าน มีความรู้สึกเกลียดท่าน และมองว่าท่านนั้นทำงานรับใช้ระบอบอำมาตยา เพียงฝ่ายเดียว ไม่สนใจและอยู่ข้างประชาชน ดังที่เคยประกาศออกมา

สิ่งที่คนชาวดิน ชาวรากหญ้า และคนที่รักประชาธิปไตย หลายสาขาอาชีพ และมีทุกระดับชั้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของท่าน ด้วยการปฏิวัติซ้ำเติมบ้านเมืองให้เสียหายดังที่เคยทำมาแล้ว และครั้งนี้มีแนวโน้มว่ามันจะเกิดกระแสต่อต้านที่รุนแรงและนำไปสู่การเสียเลือดของประชาชนฝ่ายที่ขัดแย้ง และฝ่ายทหารเองก็เช่นกัน บัดนี้ภาพที่ กลุ่มกบฏพันธมิตร ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ มันทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย มีความรู้สึกเจ็บปวดใจและแค้นเคืองอยู่แล้ว หากท่านคิดว่า มีความเหี้ยมโหดพอที่จะฆ่าประชาชนที่เป็นคนไทย อีกเป็นแสนเป็นล้านที่ไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหาร เพียงเพื่อท่านต้องการช่วยพรคพวกของท่านดังที่มีข่าวออกมาว่าอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนกลุ่มกบฏพันธมิตร แล้วไม่มองเห็นค่าและความสำคัญของ คนส่วนมากที่รักประชาธิปไตยที่เป็นคนส่วนมากของประเทศ ... เอาเลยครับ เชิญท่านเอา อาวุธ รถถัง ออกมาเข่นฆ่าประชาชนที่จะต่อต้านท่านได้เลย เพราะ หากปล่อยให้ท่านช่วยเหลือพวกพ้องที่เห็นด้วยกับกบฏพันธมิตร ล้มล้างรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยและเปลี่ยนเอา การเมืองใหม่ ที่เป็นระบอบเผด็จการ หรือที่คนหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและเรียกว่า การเมืองของ คอมมิวนิสต์ภิวัฒน์ มาปกครองคนรากหญ้า ชาวดิน อย่างพวกเรา ก็เท่ากับพวกเราถูกฆ่าให้ตายทั้งเป็นแล้ว แล้วความเป็นคนไทยที่จะต้องอยู่อย่างไร้สิทธิความเป็นคนที่เหมือนกัน เมื่อสิทธิถูกเหยียบหยามแบ่งชั้น .....มันจะมีค่าอะไร .....

วันพุธ, ตุลาคม 22, 2551

พล.ต.อ.สร้าง จัดงานทำบุญใหญ่กู้วิกฤตชาติ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

ที่ข้อมูล ข่าวออนไลน์ประชาทรรศน์
ภาพประกอบโดย:เมืองเพชร137

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวว่า ตนฝากไปถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลว่า จะให้เวลาผู้ชุมนุมคิดและทบทวนว่า สิ่งที่ได้ทำลงไปคุ้มค่าหรือถูกต้องหรือไม่ เพราะภายหลังที่ตนเดินทางกลับจากการทำบุญที่จังหวัดเชียงใหม่ ตนจะนำเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธพิเศษ ที่ได้รับการสนับสนุนจากมิตรประเทศ ทำการบุกเข้าปิดล้อมผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ให้อดข้าวอดน้ำเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นตนจะตัดสินใจทำอย่างหนึ่งอย่างใด โดยไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อต่อไป


พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า ขอให้ผู้บัญชาการทหารทั้ง 3 เหล่าทัพดำเนินการกับทหารนอกแถว ที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายของพันธมิตรฯ และก่อให้เกิดความแตกแยกในประเทศ
ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น. มีรถตู้สีดำยี้ห้อโตโยต้า ทะเบียน ฮข 7772 มาจอดรถข้างเวทีปราศรัยของกลุ่มเสื้อขาวซึ่งนำโดย พล.ต.อ.สล้าง นำวีซีดีเรื่อง "พันธมิตรทำร้ายประชาชน" มาแจกให้กับผู้ที่มาร่วมชุมนุม มีผู้ที่ให้ความสนใจซีดีหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว


พล.ต.อ.สล้าง กล่าวบนเวทีปราศรัยการจัดงานทำบุญล้างซวยให้ประเทศ ว่า อยากให้พรรค

ประชาธิปัตย์ เล่นการเมืองบนโต๊ะอย่าเล่นใต้โต๊ะ กรณีที่รู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รวมถึงพยายามที่

จะฆ่าเพื่อนส.ส.โดยการปิดล้อมไม่ให้ส.ส.ออกมาจากรัฐสภา จึงของเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ไปบวชเพื่อล้างบาป


อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวไม่สนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงรุ่นน้องโรงเรียนเตรียมทหาร แต่ที่ตนเองออกมา

เพราะเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรังแก จึงไม่อยากให้ถูกรังแกแบบหมาหมู่ ทุกวันนี้ สื่อมวลชนเสนอข่าวบิดเบือนความจริงจนต้องได้รับความอับอายไปทั่วโลก ส่วนเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม นั้นตนเห็นว่าตำรวจใช้มือเปล่าสลายการชุมนุม แต่กลุ่มพันธมิตรฯใช้อาวุธสงคราม มีระเบิดที่พร้อมจะทำคาร์บอมบ์ได้

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สล้าง ยังกล่าวว่า ตนเตรียมถวายฎีกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เสาหลักกลับมาตั้งตรงได้อีกครั้ง เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจให้ประชาชนอีกครั้ง

วันอังคาร, ตุลาคม 21, 2551

แฉแหลก! พลร่มป่าหวายนับร้อย ผสมโรงม็อบถ่อยพันธมาร


ที่มาข่าว จากประชาทรรศน์
21 ต.ค. 2008

“สล้าง” แฉแหลก! พลร่มป่าหวายนับร้อย ผสมโรงม็อบถ่อยพันธมาร ตั้งป้อมรบพุ่งรัฐบาลประชาธิปไตย ชำเรา “ขันทีเฒ่า-คนใกล้ชิดรั้ววัง” ไม่จงรักภักดี! ย้ำมือที่มองไม่เห็น “ขายชาติ” เพื่อผลประโยชน์เชิงอำนาจ

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวในรายการจุดชนวนข่าว ทางคลื่นวิทยุ 105 ว่าตำรวจไทยถูกสื่อมวลชนบิดเบือนข้อเท็จจริง การที่พันธมิตรฯยึดสนามบิน สถานีรถไฟ เป็นการก่อการร้ายสากล แต่การยึดทำเนียบรัฐบาลที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นกบฏ และตำรวจต่างประเทศยินดีจะช่วยเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการบุกสภาวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่การบุกเพื่อปิดล้อม สื่อบิดเบือน ความจริงเพราะพันธมิตรฯ บุกสภาเพื่อสังหารส.ส.ที่อยู่ในสภา ซึ่งตำรวจถูกสั่งไม่ให้ใช้อาวุธจะมีก็เพียงแก๊สน้ำตา ตำรวจจึงมีความรู้สึกว่าสื่อมวลชนไม่ให้ความเป็นธรรม ให้ใครก็ไม่รู้เอาเท้ามาเหยียบหน้าแล้วขยี้ ตอนนี้ไม่มีคำว่าลูกน้องเก่าลูกน้องใหม่สำหรับตน แต่ตำรวจรวมต้องเป็นหนึ่งเดียว และต้องขอกราบขอบคุณใครก็แล้วแต่ที่ทำให้ตำรวจรักกัน จากที่เมื่อก่อนรักกันไม่เป็น

ส่วนจะไปยึดทำเนียบคืนหรือไม่นั้น พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า จะไม่ขอเรียกว่ายึด แต่จะไปปิดล้อมข้างนอก เพื่อไม่ให้รถอาหารเข้าไปได้ แค่นั้นพันธมิตรก็ยอมแพ้แล้ว

“ผมบอกได้เลยว่าผมไม่ไว้หน้า ผมทำพินัยกรรมให้ลูกแล้ว ผมเลือกประเทศมากกว่าศีลธรรม ผมไปไหนไม่เคยพกปืน ไม่มีลูกน้องกัน ดังนั้นประเทศต้องมาก่อน เรื่องส่วนตัว”อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าว

ส่วนกรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และพล.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลรัฐประหาร มีความเกี่ยวเนื่องกับเหรียญพระบิดาฝนหลวง งานพืชสวนโลก จ.เชียงใหม่ อย่างไรนั้น พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า ต้องการจะบอกว่าในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสียสละพระวรกายให้บ้านเมือง แต่คนที่อยู่รอบล้อมพระองค์เป็นคนที่ไม่จงรักภักดี

การไปแจ้งความครั้งนี้ได้ระบุชื่อบุคคลทั้งสองไว้แล้ว โดยส่วนตัวเห็นว่า ใครก็ตามที่ทำความดีต้องสรรเสริญ แต่ถ้าใครทำร้ายบ้านเมือง จะไม่ให้เครดิตกับคนนั้น เมื่อก่อนตำรวจขยับหรือทำอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจเกรงใจพล.อ.เปรม แต่ขณะนี้ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่มีความเกรงใจแล้ว

เมื่อถามว่าทำไม พล.อ.สุรยุทธ์ ถึงมีส่วนเกี่ยวข้อง พล.อ.สล้างกล่าวว่า แล้วเหรียญหายไปในรัฐบาลใคร และเรื่องยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เหรียญจะหายไปได้อย่างไร ถ้าไม่มีผู้ใหญ่สั่ง พล.อ.เปรมเองก็ทราบเรื่องตอนที่ปูนซีเมนท์ไทยเข้าไปก่อสร้างงาน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.สล้างและคณะ จะนำคืนสู่พระแท่นแก้ว โดยก่อนหน้านี้เหรียญพระบิดาฝนหลวงถูกพบโดยกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งเหรียญดังกล่าวได้วางอยู่ในโพรงหญ้าใกล้โรงเก็บของของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากนั้นกลุ่มลูกเสือชาวบ้านจึงขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ และนำเรื่องนี้มาแจ้งแก่พล.อ.สล้าง

นอกจากนี้ พล.อ.สล้าง กล่าวฝากไปยังคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯ และสื่อมวลชนว่า การที่เปิดรับ ASTV ซึ่งเป็นเครื่องมือสะกดจิตคนที่ดูอยู่หรือเปล่า ขอให้ผู้ชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯ เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ อย่างไรก็คนไทยด้วยกัน แต่ถ้ายืนยังไม่ออกจากทำเนียบรัฐบาลจริงๆ ตนจะนำเครื่องมือโฟมที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้ และจะเสนอให้รัฐบาลหาซื้อเครื่องมือนี้มาใช้ด้วย และหากการดำเนินการประสบความสำเร็จ หลังจากนี้องค์กรอิสระต่างๆ ก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะต้องรู้ดีแล้วว่าองค์กรเหล่านั้นถูกตั้งมาโดยมิชอบ

“ขอใช้คำหยาบว่าพวกนี้ เลวระยำจริงๆ ที่ทำร้ายคนอื่น ท่านไม่มีที่อยู่หรอกครับ ถ้าท่านทำอย่างนี้ต่อไป ท่านอยู่ไม่ได้หรอก พวกท่านมันสกปรกเกินไป พรุ่งนี้จะมีงาน ผมกราบขอร้องสื่อที่ยังรักประเทศชาติ พรุ่งนี้เราจะให้ดอกไม้กัน งานเริ่มบ่ายโมง และขอย้ำว่าเสร็จภารกิจนี้ผมไม่มีวันรับตำแหน่งใดๆ เด็ดขาด” พล.ต.อ.สล้างกล่าว

พล.ต.อ.สล้าง กล่าวด้วยว่า หลังจากพิธีทำบุญล้างซวยให้กับประเทศ ขอให้รัฐบาล ไป ตรวจเช็คยอดกำลังพลใน 3 หน่วยงานของกองทัพ เพราะขณะนี้เรามีชื่อ และ นามสกุล พร้อมรูปถ่าย ของนายทหารในราชการ ประกอบไปด้วย นายทหารพลร่มป่าหวาย นายทหารหน่วยอากาศโยธิน และ นาวิกโยธิน มาร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

“เราจะไม่ดำเนินการ ในลักษณะที่ทำให้เกิดความรุนแรง เพราะล้วนรู้จักกันแ ละ ทหารที่มาเป็นตัวเล็ก ๆ ไม่อยากไปทำให้เกิดการลงโทษอะไร แต่ เมื่อรัฐบาลจะเรียกเช็คยอดกำลังพล ก็ให้ประกาศไปว่า 3 วัน เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเดินทางกลับหน่วยงานต้นสังกัด จากนั้นเราจะดำเนินกรรมวิธีของเรา” พล.ต.อ.สล้าง กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สล้างยังกล่าวถึงนางสนองพระโอษฐ์หลายคน ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน มีรูปถ่ายชัดเจน แต่จะไม่ทำอะไร กล่าวแต่เพียงว่านางสนองพระโอษฐ์เหล่านั้นเป็นชู้กับนักการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้จะเท็จทูลก็คงไม่ดีนัก

แกะประเด็นร้อน...คำต่อคำ!!

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “จุดชนวนข่าว” ทางคลื่นวิทยุ 105 ซึ่งดำเนินรายการโดยอุดมสักดิ์ เสาวนะและพิธาน คลี่กระจาย

ถาม: วันพรุ่งนี้กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติที่จะร่วมกับองค์กรชาวพุทธจะจัดงานในรูปแบบใด?
พล.ต.อ.สล้าง :
เหมือนกับงานบุญใหญ่ คือทำบุญล้างซวยประเทศ ที่คนทั้งชาติมาแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และก็หันหน้าเข้าห่ำหั่นกันโดยที่ไม่มีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน และถ้ายังต่อสู้กันต่อไปเราก็จะเป็นเหมือนเกาหลีเหนือ กับเกาหลีใต้ เราก็จะไม่มีพระมหากษัตริย์ เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังไม่มีความจงรักภักดีเลย วันนี้ผมได้ไปแจ้งความไว้หลายเดือนแล้วเรื่องเหรียญหาย วันนี้ผมได้มอบให้นายตำรวจคนหนึ่งเข้าไปเร่งรัดพนักงานสอบสวนกองปรามปราม

ถาม-เหรียญอะไรหายครับ?
พล.ต.อ.สล้าง :
เหรียญพระบิดาฝนหลวงซึ่งประดิษฐานไว้ที่งานพื้นสวนโลกได้หายไป โดยไปเข้าใจว่าผู้สร้างคือพันตำรวจโท ทักษิณ แต่ข้อเท็จจริง คุณหญิงสุดารัตน์กำลังพิจารณาว่าจะเอาเหรียญชนิดใดดี ที่จะเอาไปใช้ในงาน ดร.เจริญผล อธิบดีกรมศาสนา ก็ได้แนะนำคุนหญิงสุดารัตน์ว่าเหรียญของผมเนี่ย ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาติ ให้สร้างเป็นเหรียญเปลือย คือไม่มีฉลองพระองค์ แล้วก็เป็นเหรียญเดียวในประเทศไทยที่ได้รับพระบรมราชานุญาติ คุณหญิงจึงสนใจ

พอผมได้รายงานมันก็ตรงกับมูลนิธิเทิดพระเกียรติ มูลนิธินี้เราตั้งขึ้น เพราะถ้าสร้างในนามมูลนิธิ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค มันคงไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง คล้ายกับผมเอาหน้าคนเดียว ผมจึงได้เชิญข้าราชบริพารที่ร่วมกันทั้งหมดมาประชุมร่วมกันแล้วก็ตั้งใหม่ ชื่อว่า “มูลนิธิเทิดพระเกียรติฯ”

มีหน้าที่เพื่อสร้างพระบรมราชานุเสาวรีย์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เพียงอย่างเดียว สร้าง 199 แห่งทั้งในและนอกประเทศ โดยผมได้เชิญคนที่มีคุนูปกรณ์แก่ประเทศและที่ได้ทำถวายพระราชวงศ์อย่างสูงยิ่ง คือ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ รัฐมนตรีศึกษาของยูเนสโก ท่านเป็นผู้ที่ไปเสนอพระนามของสมเด็จย่า ให้ประกาศเป็นคนไทยดีเด่นในรอบร้อยปี

เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้น ไม่ได้เสนอพระนามของสมเด็จย่า แต่ไปเสนอผู้อื่น ซึ่งพวกเราก็ไมพอใจ จึงได้เร่งรัดโดยให้ ดร.อดุลย์ บินไปที่ประเทศฝรั่งเศส จนได้รับพระนามในองค์กรยูเนสโกให้เป็นประธาน แต่ท่านอดุลย์บอกว่าผมเป็นประธานประชุมให้ก็แล้วกัน โดยจัดตั้งมูลนิธิให้คุณเจริญจิต ณ สงขลา เป็นประธานมูลนิธิชั่วคราว แล้วค่อยหาเลือกคนที่เหมาะสมมาเป็นประธานในการจัดสร้าง

ถาม : แล้วก็จัดสร้างอนุเสาวรีนี้ขึ้นมา?
พล.ต.อ.สล้าง :
อันนี้เป็นอันแรกครับ เพราะว่ามีการเสนอในที่ประชุมโดย ดร.เจริญผล ผมก็เลยขอนัดคุณหญิงสุดารัตน์ ท่านกำลังทานอาหารอยู่ที่วังบรูพา ผมก็เลยเดินทางไปหาท่านกับคณะ 4 คน พอท่านเห็นรูปก็บอกว่าเอาเลย และบอกว่าขอรูปสมเด็จพระนางเจ้าฯ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยได้ไหม ผมบอกว่าแล้วแต่กระทรวงเกษตร กระทรวงเป็นเจ้าภาพ แล้วแต่กระทรวงเกษตร ผมจะทำให้ ผมก็เลยปั้นรูปสมเด็จพระนางเจ้าและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นรูปคู่ด้านนึงอีกด้านนึงเป็นรูปเรือใบ

ในที่สุดคุณหญิงสุดารัตน์ก็เกิดภาวะถูกโจมตีอย่างหนัก ท่านก็เลยแย่ จึงมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้ามาขอเปลี่ยนเหรียญว่าเป็นรูปพระบิดาฝนหลวงได้ไหม ผมเลยบอกไปว่าผมปั้นเสร็จไปแล้ว ผมหมดไป 6 แสนแล้ว ถ้าคุณจะเอาอย่างนี้ผมจะปั้นให้ใหม่แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมจะปั้นเป็นเหรียญเดี่ยว และรูปพระบิดาฝนหลวง ตามที่กรมป่าไม้ร้องขอ

ตอนนั้นคุณหญิง สุดารัตน์ ท่านเมาหมัดไม่รู้เรื่องอะไรล่ะ หลังจากนั้นรัฐมนตรีเกษตรฯ ก็เข้ามาเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาให้ปั้นพระรูปเป็นเหรียญพระบิดาฝนหลวง ส่วนแท่นผมจะทำเป็นแท่นแก้วที่ใหญ่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่มีโครงสร้างเป็นแก้วใสเลยจะได้เล่นไฟได้สวยงามผมก็ออกให้ เพราะฉะนั้นเมื่อเหรียญหายไปผมก็เป็นเจ้าของอยู่ด้วย

ถาม : หายไปอย่างไงครับ?
พล.ต.อ.สล้าง :
คือไปเข้าใจว่า คุณทักษิณเป็นผู้สร้าง งานนี้แสดงมา 28 วันแล้วอีก 2-3 วันจะเลิกงานอยู่แล้ว คนเข้าไปชมจะ 3 ล้านคนแล้ว

ถาม : หายในช่วง คมช. ครองอำนาจอยู่รึป่าว
พล.ต.อ.สล้าง : เป็นมา 40 กว่าวันแล้ว

ถาม-แจ้งความหรือยังครับ
พล.ต.อ.สล้าง : ผมไปแจ้งมาแล้วไปมาทั้งคณะ

ถาม : คดียังไม่คืบหน้า?
พล.ต.อ.สล้าง :
ผมไม่อยากให้ท่านลงไป ผมบอกว่าผมจะไปแจ้งเอง คือหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่ เจ้านายอวุโส อันดับสองรองจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้นำไปแจ้งนายเจริญจิต ณ สงขลา อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และก็ พล.ท.ทองสุก บุตรสาย เป็นราชองค์รักษ์ของสมเด็จย่า เป็นคนแรกและคนสุดท้าย ร่วมไปแจ้งความด้วย ตอนนี้ผมได้เร่งรัด ด้วยพยานแวดล้อมเราเชื่อได้ปราศจากข้อสงสัยว่า เป็นการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.สุรยุทย์ จุลานนท์ ผมจึงได้เร่งรัดให้ไปสอบสวน

ถาม : ให้ปากคำกับตำรวจไว้แล้วใช่ไหมครับ
พล.ต.อ.สล้าง : วันนี้ประมาณบ่าย 3 จะมีคนไปเร่งรัดพนักงานสอบสวนก่อน

ถาม : พรุ่งนี้ในงานจะมีพระสงฆ์มาประมาณกี่รูปครับ
พล.ต.อ.สล้าง : ผมไม่ทราบแน่ แต่คาดว่าประมาณไม่น้อยกว่า 20,000 รูป

ถาม : ไปที่ลานพระรูปตรงนั้น ไม่กลัวเผชิญหน้ากับพันธมิตรฯหรือ?
พล.ต.อ.สล้าง :
ไม่หรอกครับเพราะเราได้ขอร้องกับพันธมิตรฯ ว่าเรามางานบุญ และผมก็ได้เชิญพันธมิตรฯ นปก.มาร่วม แต่ขอให้ใส่เสื้อสีขาว เพราะว่าไม่ต้องซื้อทุกคนมีอยู่แล้ว ผมไม่ได้ขึ้นไปรบราฆ่าฟันกับใคร แล้วเรื่องกับพันธมิตรฯเนี่ย ต่างประเทศเค้าสงสาร ตำรวจไทย ประชาชนไทย







(คลิ๊กดูข่าวจาก ไทยอีนิวส์)Thai E-News: วิเคราะห์เพิ่มเติมภาพวีดีโอวันที่ 7 ต.ค.51

วันจันทร์, ตุลาคม 20, 2551

ความจริงกำลังปรากฏ


ข้อมูลข่าวจากประชาทรรศน์ออนไลน์
20 ต.ค. 2008
ภาพประกอบโดย:เมืองเพชร137


"ประชาธิปไตย” ที่ฮึกเหิมลำพองใจขนาดหนัก ออกมาปะทะกับสื่อในเครือประชาชื่นอย่างรุนแรงในเวลานี้ ถึงขนาดประกาศปลุกระดม ยุยงให้ผู้คนในกลุ่มของพวกเขาเลิกอ่านหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับในเครือ หลังจากหนังสือพิมพ์หัวสีอาชญากรรม นำเสนอข่าวๆ หนึ่ง ทำให้ไม่เป็นที่พอใจของพวกเขา และกล้าบังอาจแปลงสารนี้ไปอย่างผิดๆ เพี้ยนๆ เพื่อเข้าข้างตนเองและพวกพ้อง

ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ!!! ว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการสื่อสารมวลชนอีกล่ะ? เพราะก่อนหน้านี้สื่อค่ายนี้แสดงท่าทีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกันมาตลอด ภายหลังจากเจ้าของบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ค่ายดังเข้าเทกโอเวอร์ธุรกิจในเครือด้วยความไร้เดียงสา

วันนี้เราจะเห็นสื่อค่ายประชาชื่น ได้นำบทบรรณาธิการที่น่าสนใจมานำเสนอ นั่นคือ กรณีการแฮร์คัตหนี้ ซึ่งสื่อในเครือบางนา (เมื่อก่อนเป็นคู่แข่งกันกับสื่อในเครือพันธมารธิปไตย ปัจจุบันเป็นยิ่งกว่าคอหอยกับลูกกระเดือก ตกอยู่ใต้อิทธิพลเพาะเชื้อชั่วร้าย) ยื่นเรื่องเสนอสอบสวน เพราะเห็นความไม่ชอบมาพากลระหว่างเจ้าของสื่อ และผู้บริหารธนาคารรัฐแห่งหนึ่ง ที่ผลาญงบประมาณชาติไปกว่า 6 พันล้านบาท!!!

สื่อค่ายประชาชื่นพยายามบอกว่า แกนนำพันธมารธิปไตย ในวันนี้ เมื่อก่อนร่วมสุงสิงกับ อดีตผู้นำที่ต้องระหกระเหินหนีภัยไปต่างประเทศ ชนิดที่ว่ายิ่งกว่าเพื่อนซี้ ไปไหนไปด้วย (ช่วย 2 บาท) ตลอดเวลา แต่เกิดความไม่พอใจบางอย่าง ขอแล้วไม่ได้!!! จึงเกิดเงื่อนปมความขัดแย้งขึ้นมาในเวลานี้

แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องในอดีต ซึ่งเป็นสาระสำคัญในวันนี้ ที่คนไทย 63 ล้านคนควรจะรับรู้ วันที่เขาจะหันมาบู๊ล้างผลาญกัน แกนนำ “พันธมารธิปไตย” พยายามที่จะปกปิด ซ่อนเร้น ปิดบังความเลวความชั่วของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้คนที่ปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่น ได้รับรู้รับทราบในเรื่องเหล่านี้ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นความเสียหายแก่รัฐ แต่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบสมัยเผด็จการ คมช. กลับไม่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นสู่กระบวนการแต่อย่างใด ภาษีประชาชน 6,000 ล้านบาท เอาไปให้คนพวกนี้ผลาญกัน เสพสุขกันอย่างหน้าด้านๆ ตามสโลแกน “มีแต่ไม่จ่าย” สุดท้ายคนพวกนี้ลอยนวล

บทความชิ้นนี้ระบุด้วยว่า พรรคเก่าแก่ได้พยายามตรวจสอบการกระทำดังว่า เพราะพบเงื่อนงำในการนำเงินจาก “ธนาคารรัฐ” มาอุ้มชูธุรกิจในเครือนี้อย่างหน้าด้านๆ ไม่อายฟ้า ไม่อายดิน แต่มาวันนี้พวกเขากลับไปเข้าข้างกัน เลิกพูดเรื่องเก่าๆ ความเลวระยำที่ผู้บริหารสื่อในเครือ “พันธมารธิปไตย” ได้ทำเอาไว้ในสมัยเก่าก่อน เพราะสมประโยชน์กันในทางการเมืองเท่านั้นเอง

วันนี้ประชาชนคนที่ไปร่วมกับ พันธมารธิปไตย ตาสว่างหรือยัง? สื่อค่ายต่างๆ เริ่มไม่เอาด้วยแล้วกับระบบพันธมาร เพราะข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน จะเอาการเมืองนอกระบบ ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เห็นไหมว่าที่สุดแล้ว สังคมประชาธิปไตยมันหลีกหนีความจริงไปไม่พ้น สื่อที่อวดอ้างตัวว่าเป็นสื่อกระแสหลัก ต้องกลับมาทำหน้าที่รายงานความจริงแท้เหล่านี้ ไม่ต้องไป กลัวเขาข่มขู่ แฉโน่นแฉนี่ หรือเอาคนมาปิดโน่นปิดนี่ บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกฎหมาย

สำหรับฝ่ายประชาธิปไตย คงจะมีความยินดีปรีดาที่สื่อในเครือประชาชื่นได้เวลาหูตาสว่างเสียที!!! (ถ้าพวกเขาไม่แอบไปเจรจากันนะ) กล้าที่จะทำหน้าที่สื่อด้วยความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ อย่าไปกลัวเลย ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ จะปกปิด บิดเบือนอย่างไร ปิดไม่พ้น เหมือนที่สื่อสำนักใหญ่ไปพูดจาในสมาคมวิชาชีพ “ความกลัวทำให้เสื่อม”

..........

เพิ่มเติม
(คลิ๊กดูรายละเอียดข่าว)Thai E-News: ฉีกหน้ากากไพศาล พืชมงคลจาก"โค่นล้มศักดินา"ถึง"โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว"

วันอาทิตย์, ตุลาคม 19, 2551

นปช.ชัยภูมิพ่นสีแดงทั่ว 7 อำเภอปลุกกระแสต้าน พธม.

ที่มาข่าว: เว็บบอร์ดพันทิบ

มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ใน จ.ชัยภูมิ ตั้งแต่ช่วงกลางดึกวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีมือมืดพ่นสเปรย์สีแดงข้อความต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และขับไล่ คมช.ออกไป ทั่วทั้ง 7 อำเภอ ประกอบด้วย อ.บ้านเขว้า, เมือง, แก้งคร้อ, คอนสวรรค์, คอนสาร, เกษตรสมบูรณ์และภูเขียว ตามหัวสะพาน กำแพงทางเข้าชุมชน หมู่บ้าน วัด ที่เป็นจุดเด่นตามเส้นทางที่ประชาชนผ่านสัญจรไปมาพบเห็นได้ง่าย ซึ่งมีบางชุมชนเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงนำสีเทาออกมาทาทับลบทิ้งไปในวันนี้ (19) แต่ยังเหลือข้อความดังกล่าวอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะจุดหลักตามกำแพงบ้านเครือญาติ ส.ส.พปช.ในพื้นที่หลักๆ ประจำแต่ละอำเภอ เขต อ.เมืองชัยภูมิ ไม่ว่าจะเป็นทางเข้าหมู่บ้านมรกรต หัวสะพาน ถนนโนนไฮเมืองเก่า ต.ในเมือง บริเวณกำแพงบ้านเครือญาตินายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.พปช.เขต 2 และบริเวณทางเข้าชุมชนโนนสมอ เขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ ที่อยู่ห่างที่ทำการพรรคพลังประชาชนของนายประสิทธิ์ ไม่ถึง 600 เมตร

ขณะที่ภาคประชาชนหลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วย นายมา ชาญสูงเนิน วัย 79 ปี ซึ่งเดินทางไปทำบุญทอดกฐินสามัคคีที่วัดบางอำพันธ์ บ้านห้วยบึง หมู่ 11 ต.หัวทะเล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า การมาทำบุญครั้งนี้ ส่วนหนึ่งขออุทิศให้คนไทยด้วยกันรักสงบ โดยมีประชาชนจำนวนมากระหว่างเข้าทอดกฐินฯ จะนำลูกมะพร้าวเขียนข้อความให้คนไทยรักสงบเข้าไปถวายกฐิน ณ วัดบางอำพันธ์จำนวนมาก และไม่อยากให้คนไทยออกมาทะเลาะกันจากเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่ายทั้งฝ่ายต้านรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุน เพราะประเทศชาติเสียหายไปมากแล้ว

Thai E-News: เสธ.แดงขู่ฝ่ายต้านรัฐประหารเล็งเผารถถัง

(คลิ๊กดูรายระเอียดข่าวที่นี่)Thai E-News: เสธ.แดงขู่ฝ่ายต้านรัฐประหารเล็งเผารถถัง


................................
ข่าวก่อนหน้าจาก ประชาทรรศน์
18 ต.ค. 2008
'คนเสื้อแดง'ประกาศสู้! ลือหึ่ง'เว็บถ่อยพันธมาร'ปลุกระดม-บีบคั้นกองทัพให้ทำปฏิวัติ

คนเสื้อแดง" ไม่หวั่นกองทัพตั้ง "คณะต่อต้านการใช้อำนาจของรัฐโดยมีชอบ" ระบุไม่ขวางถ้าทำเพื่อประชาธิปไตย พร้อมสู้หากทหารใช้อำนาจเผด็จการ ชำแหละ "เว็บถ่อยพันธมาร" ปล่อยข่าวลือกองทัพมุ่งปฏิวัติ! หวังปลุกระดมมวลชนเพื่อกดดันกองทัพ

รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NBT เมื่อคืนวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ดำเนินรายการโดย 3 พิธีกร นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้พูดถึงการรวมตัวของ "คนเสื้อแดง" ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ บริเวณสนามกีฬาราชมังคลา พร้อมระบุว่า หากมีเหตุการณ์ยึดอำนาจรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ "คนเสื้อแดง" และผู้ที่มีใจรักในประชาธิปไตยจะไปรวมตัวกันที่ท้องสนามแทน

อย่างไรก็ตาม เวปไซด์ผู้จัดการ ได้รายงานข่าวโดยอ้างถึงแหล่งข่าวใกล้ชิดนายทหารระดับสูง ว่ากองทัพได้มีการจัดตั้ง "คณะต่อต้านการใช้อำนาจของรัฐโดยมิชอบ" เพื่อระงับเหตุหากมีการปะทะกันเหมือนเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมอีก โดยมี พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะ โดยจะไม่เรียกว่าเป็นการปฎิวัติ พร้อมวางตัว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายกรัฐมนตรี และวางตัว นายอนันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี หากต้องใช้นายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) และหนึ่งในแกนนำ "คนเสื้อแดง" ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวกับสำนักข่าวประชาทรรศน์ ว่าหากมีการตั้ง "คณะต่อต้านการใช้อำนาจของรัฐโดยมิชอบ" ขึ้นมาต้องถามว่าเป็นการตั้งคณะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะการที่รัฐใช้อำนาจ เนื่องจากมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือ กองทัพจะต้องหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างลูกผู้ชาย และดูที่ต้นเหตุของปัญหา ไม่ใช่ปลายเหตุ กองทัพควรเป็นตัวของตัวเอง มีความยุติธรรม รวมถึงการใช้กฎกติกาและความเสมอภาคควรเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย การที่กองทัพต้องยอม "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ย่อมทำให้คนอีกฝ่ายซึ่งรักประชาธิปไตยยอมไม่ได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรยืนยันว่า หาก "คณะต่อต้านการใช้อำนาจของรัฐโดยมิชอบ" เป็นการตั้งโดยมีภาระกิจปกป้องประชาธิปไตยและอยู่ในกติกา "คนเสื้อแดง" ก็จะไม่เป็นอุปสรรค แต่ "คนเสื้อแดง" มีจุดยืนชัดเจนว่าจะปกป้องประชาธิปไตย หากมีการยึดอำนาจก็จะลุกขึ้นต่อสู้ทันที และหากมีใครถูกจับก็จะมีคนเข้ามาแทนที่.

จตุรนต์" หนุนนายกฯสมชายยื้อเก้าอี้ ฉีกหน้า "บิ๊กป็อก

ที่มาจาก ประชาทรรศน์ 19 ต.ค. 2008

จตุรนต์" หนุนนายกฯสมชายยื้อเก้าอี้ ฉีกหน้า "บิ๊กป็อก" หลังกดดันให้ "ไขก๊อก" พ้นผู้นำรัฐบาล กรีด ผบ.เหล่าทัพอย่าไขสือ! จี้กองทัพรับผิดชอบคำพูด ลั่นหยุด "ม็อบถ่อยพันธมาร" สลายปมความขัดแย้ง

นายจตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า การเมืองไทยเวลานี้มีจุดหักเหที่จะเกิดขึ้น 2 ทาง คือ ผลที่เกิดจากการพิจารณายุบพรรคการเมืองต่างๆ อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความเคลือนไหวของพันธมิตรฯ ส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญ

ในเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของผู้บัญชาการทหารบก และผู้นำเหล่าทัพ ที่กดดันให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น ตนขอเรียกร้องให้นายกฯ สมชายไม่ต้องลาออกตามคำพูดของ ผบ.ทบ.

นายจตุรนต์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ ผบ.ทบ.และ ผบ.เหล่าทัพ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวทางสถานนีโทรทัศน์ ว่า ทหารจะไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหารอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหายนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ตนไม่รู้ว่าการที่ ผบ.ทบ.ออกมากล่าวเรื่องการหยุดใช้อำนาจรัฐนั้น เป็นเพราะความไม่รู้และไม่เข้าใจ หรือรู้แต่ไม่มีวิธีพูด ทำให้คำพูดของท่านมีแนวโน้มที่จะทำให้ปัญหาลุกลามขึ้นไปอีก

ส่วนที่ ผบ.ทบ.กล่าวออกไปนั้น อาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นจากคนในสังคม แต่ในขณะเดียวกันสื่อต่างๆ ได้กล่าวถึงคำพูดของผบ.ทบ.เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผบ.ทบ.ได้เรียกร้องให้นายกฯลาออก ซึ่งคำพูดดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายได้

สำหรับกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ได้มีหลายฝ่ายออกมากดดันให้นายกแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ด้วยการลาออกเราควรรอสรุปจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ถ้านายกฯ ผิดจริงแล้วไม่ลาออก ก็จะถูกดำเนินคดี แต่ถ้านากยฯลาออกเพราะถูกกดดันจาก ผบ.ทบ.จะเป็นการยืนยันได้ว่าประเทศไทยไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากในแถบแอฟริกาและพม่า ซึ่งจะทำให้สายตาคนต่างชาติจะมองว่ารัฐบาลไทยไม่มีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ นายจตุรนต์ยังได้กล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมชนกันที่ทำเนียบรัฐบาล และเคลื่อนพลไปยังยังรัฐสภา จนก่อให้เกิดการปะทะกันขึ้น และหากมีเหตุการณ์นองเลือด ทหารจะออกมาหยุดการใช้อำนาจนั้นแปลว่าอะไร และการที่กลุ่มพันธมิตรเข้ายึดตามสถานที่ราชการ ก็เท่ากับเป็นการทำผิดกฎหมาย แล้วจะให้รัฐบาลดำเนินการอย่างไรกับกลุ่มพันธมิตร

ข่าวเว็บไซต์ กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติ

--------------------------------------------------------------------------------
กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติ

คำปรารภ
ปัจจุบันนี้ สภาพบ้านเมืองของเรา ตกอยู่ในความอึมครึม ประชาชนรู้สึกอึดอัด การทำมาหากินถูกขัดขวางด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นคง ที่สำคัญที่สุดคือปัญหาเรื่อง
“กฎหมู่อยู่เหนือ...กฎหมาย”
เป็นที่ประจักษ์ว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ไม่สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ได้อย่างที่ควรจะเป็น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติการให้ลุล่วงไป เพราะพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่อยู่เหนือกฎหมายนั่นเอง นี่เองเป็นสาเหตุสำคัญที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองบังเกิดความท้อแท้ การปฏิบัติงานไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เป็นเหตุให้รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่สามารถบริหารราชการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถูกขัดขวาง โดยกลุ่มที่ใช้กฎหมู่มากดดันรัฐบาล
เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการไปได้อย่างเต็มสมรรถภาพ สามารถเข้าต่อตีกับปัญหาที่รุมเร้าชาติบ้านเมืองอยู่ในปัจจุบัน อันได้แก่ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาความมั่นคง รวมทั้งปัญหาปากท้องของประชาชน
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่มีแนวความคิดในการช่วยกู้วิกฤติชาติจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเข้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ในการรักษาความสงบของชาติ โดยเรียกการรวมตัวครั้งนี้ว่าเป็น “กลุ่มพลังกู้วิกฤติชาติ”

วัตถุประสงค์
1.จรรโลงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2.เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
3.สนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ทุกคนไม่ว่ากลุ่มใดได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่เสนอภาคกัน
4.เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ประชาชนภายในชาติไม่ให้แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย

แนวทางดำเนินการ
1.รวมกลุ่มประชาชนที่รักชาติ รักความเป็นธรรมโดยเฉพาะกลุ่มพลังเงียบ ที่ไม่ต้องการเห็นประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะวิกฤต จะได้ร่วมมือกันแสวงหาทางแก้ปัญหาที่เป็นวิกฤติของชาติ แสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของกลุ่มที่เหนือกฎหมาย โดยรวมกลุ่มด้วยความสงบสันติและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนกลับสู่ความสามัคคีปรองดองภายในชาติ
2.จัดตั้งกองทุน โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนกู้วิกฤติชาติ โดย พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค”
ธนาคารธนชาต สาขาโบ๊เบ๊ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 077-2-01204-0 หรือสนใจสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ที่ www.thaipatriot.com
ตู้ ปณ. 456 หลักสี่
โทร. 08 3087 0184 , 08 3087 0185 , 08 3086 2290

.............................
ที่มาจาก ประชาทรรศน์

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค กล่าวทั้งน้ำตาตก
เปิดยุทธวิธีสล้างยึดทำเนียบ กู้ศักดิ์ศรีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปลุกตำรวจสู้ หลังทนไม่ได้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องตกเป็น“จำเลย” กรณีควบคุมฝูงชน เปิดทาง เข้า-ออก หน้าอาคารรัฐสภา เปิดแผนเข้ายึดทำเนียบ ระดมกำลังจากอดีตนายตำรวจชุดปราบจลาจลทั่วประเทศเข้าร่วม โดยจะไม่ใช้พลเรือน แต่จะขอเจรจากับ สนธิ ลิ้มทองกุล ก่อน ถล่มเละ จำลอง ศรีเมือง อานันท์ ปันยารชุน เอาสวนลุม ร.6 ไปทำอู่ซ่อมรถไฟฟ้า ตั้งคำถาม รักชาติ รักสถาบัน ตรงไหน?

วันนี้ที่ผมพาน้องที่ตกเป็นจำเลยสังคม ถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธปืน .38 เล็งยิงใส่ฝูงชน มาพบกับผู้สื่อข่าวที่กรมตำรวจ เพราะผมเชื่อมั่นว่าผู้สื่อข่าวที่กรมตำรวจกับผมนี่รู้จักผมดี และเสนอข่าวที่เป็นจริงและไม่โกหกหลอกลวงเหมือนกับผู้บริหารระดับสูง ทั้งทีวี และหนังสือพิมพ์ ที่ได้ประโยชน์จาก คมช. แต่ละคนได้เป็น สนช. ได้เป็นรัฐมนตรี ตัวเองไม่ได้เอาญาติพี่น้องมาเป็น ได้เวลาทีวีเกือบทุกรายการโดยเฉพาะ สุทธิชัย หยุ่น ได้สถานีไอทีวีเก่าไปทั้งสถานี เพื่อกล่าวโจมตีรัฐบาลโดยเฉพาะ ช่อง 9 อสมท. เป็นสามีของคนที่ทำงานอยู่ผู้จัดการซึ่งผมรู้จักชอบพอกันดีเป็นการส่วนตัว วันนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดผมจึงนำตำรวจนายนี้มาด้วย
ก่อนที่ตำรวจจะอธิบาย ผมขอเรียนว่า ผมได้เกิดในแผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้โตมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เห็นบ้านเมืองเกิดกลียุค เนื่องจากคนไทยเห็นแก่ตัวรักชาติไม่จริง จึงเกิดการแก่งแย่งชิงดีและแก่งแย่งอำนาจมาโดยตลอด ผมเป็นผู้ก่อการ 14 ตุลาคนหนึ่ง ร่วมกับนักศึกษาสงขลานครินทร์ เพื่อขับไล่เผด็จการให้พ้นจากประเทศไทย และในคดี 6 ตุลา ผมถูกโจมตีว่า เป็นคนยุยงนักศึกษา แต่ผมมีคำตอบในใจผม ถ้าผมไม่เข้าไปวันนั้นจะตายเท่าไร และที่ผมยิงไปคือกระสุนซ้อมยิง เหตุการณ์ 6 ตุลานั้นจึงสงบ

ล่าสุดมีข่าวว่า มีตำรวจ 1.000 นาย พร้อมใจกันลาออกเพื่อร่วมกับ พล.ต.อ.สร้าง บุนนาค ยึดทำเนียบคืนจากกลุ่มกบฏพันธมิตร
.........................

และหลังจาก ที่ไปปราศรัยที่เวที ของ นปช.เมื่อ 13-14 ต.ค.ที่ผ่านมา มีประชาชนสนใจและสนับสนุนเข้าร่วมอย่างมากมายซึ่งถ้าท่านใดสนใจที่จะร่วมเป็นอาสาสมัครกับท่าน พล.ต.อ.สร้าง บุนนาค ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ตาม เบอร์โทรด้านบน ภารกิจนี้เพื่อชาติ ศาสนา และสถาบัน ของไทยเรา

ไทย ฆ่า ไทย

ภาพโดย:เมืองเพชร137

มองท้องฟ้า....น้ำตาหยด....สลดใจ
เมื่อคนไทย....ไปเข่นฆ่า....น่าอดสู
ไทยฆ่าไทย....ฆ่าทำไม....ใช่ศัตรู
ทุกมวลหมู่...ล้วนแต่อยู่...ใต้ธงไท
ทุกคนต่าง....พูดคำไทย....ใช่คำอื่น
แต่ดูฝืน......ฟังไม่รู้.....ดูไม่เหมือน
เข้าห้ำหั่น...ฆ่าแกงกัน...ไม่ฟังเตือน
เป็นคนเถื่อน...ถือหอกดาบ...ฟาดฟันกั
ชาติเสียหาย....เพราะชาติไทย....ใช่ชาติอื่น
ไทยยิบยื่น...ความบรรลัย....ให้ไทยผอง
เราคนไทย...ไม่ช่วยไทย....ใครจะมอง
เลือดไทยนอง...ต้องช่วยกัน...ยับยั้ง


ทั้งซ้ายขวา.....มองดูไป.....ใช่ไทยล้วน
ดูให้ถ้วน......ไม่มีใคร....ไทยทั้งผอง
จะเข่นฆ่า.....กันทำไม....เลือดไทยนอง
ดุจพี่น้อง......ต้องห้ำหั่น....บั่นคอกั
ฝันอยากเห็น.....เราคนไทย.....ใฝ่รู้รักษ์
ให้รู้จัก......รวมน้ำใจ.....ไทยเป็นหนึ่ง
แสดงออก.....ซึ่งพลัง.....อย่างสุดซึ้ง
ชาติเราจึง......จะอยู่รอด....และปลอดภัย

หรือคนไทย...จะสิ้นชาติ...ขาดที่พึ่ง
ทุกคนจึง....ไม่หันหน้า....มาสมาน
ขอคุณพระ...สยามเทวา...มาบันดาล
ให้ไทยผ่าน...พ้นทุกข์ภัย...ไทยรุ่งเรือง

โดย กวนโอ้ย
ที่มาจาก http://www.thaipatriot.com/
กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติ

บทกวน โดย กวนโอ้ย

ภาพประกอบโดย :เมืองเพชร137






พันธพาล สันดานหยาบ ปราบไม่หมด
มันพูดปด ให้เขาฟัง สำคัญผิด
ว่าตัวกู ผู้เป็นใหญ่ ในทุกทิศ
จะถูกผิด เช่นไร ไม่นำพา
กูจะลุย ไปข้างหน้า ด่าไม่ยั้ง
ชาติจะพัง บรรลัยไป กูไม่สน
กูจะขอ ประกาศท้า ด่าทุกคน
ใครว่าบ่น ไม่เข้าข้าง ต่างด่าทอ
มันไม่เว้น แม้พระสงฆ์ องคเจ้า
ด่าว่าเอา มันส์เข้าว่า บ้าจริงหนอ
ตายไปต้อง ตกนรก ยังไม่พอ
ทั้งแม่พ่อ ญาติพี่น้อง ต้องใช้กรรม
ไอ้มหา ห้าขัน มันเป็นบ้า
มันชอบพา คนไปตาย ขายชีวิตให้
หัวมันคิด ทุรยศ โคตรจัญไร
มือยกไหว้ ปากด่าทอ ล้อพระเณร
ยังมีอีก ไอ้สนธิ ที่คิดชั่ว
ชอบอ้างตัว เป็นคนดี ผีไม่ว่า
โกงเขากิน เรื่องชดใช้ ไม่นำพา
ยังจะมา หาเรื่องป่วน กวนบ้านเมือง
อีกบักใส ไอ้สุริยะ ณ สอ เสือก
ด่าไม่เลือก เสือกทุกที่ มีประท้วง
อ้างสมาพันธ์ บ้าบอแท้ แค่คำลวง
ไม่เคยห่วง ชาติบรรลัย ใช่ไหมมึง
นั่นอีกคน สมศักดิ์ไง ใช่มันบ้า
มันชอบท้า ด่าตำรวจ อวดหนักหนา
ว่าตัวกู ไม่กลัวมึง จงรีบมา
ในไม่ช้า คงได้เฝ้า ท้าวพยายม
ยังอีกคน สมเกียรติน้อย ถ่อยสถุน
ไม่รู้คุณ ประเทศชาติ ชั่วจริงหนอ
เป็นสอสอ ในสภา ว่าไม่พอ
จะขอต่อ ล่อข้างนอก หอกหักจริง
นั่นก็อีก อมรใช่ ไอ้คนมั่ว
ชอบทำตัว เป็นคนดี มีศีลศักดิ์
แต่ทำตัว ชอบขวางโลก เป็นยิ่งนัก
ไม่รู้จัก มองเงาตัว หัวไม่มี
ไอ้พิภพ นั่นก็ใช่ ไอ้บ้าคลั่ง
ไม่หยุดยั้ง ทำความชั่ว มั่วจริงเหวย
ที่ไหนเขา มีประท้วง มาเช่นเคย
ไม่อยู่เฉย กระโดดงับ กัดทุกคน

..โดย กวนโอ้ย
ที่มาจาก กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติ
http://www.thaipatriot.com/

วันเสาร์, ตุลาคม 18, 2551

ลูกเผาบ้านตัวเอง.. โดย : ป้าพลอย

ที่มาบทความ :: เว็บ ไทยฟรีนิวส์

ภาพประกอบ โดย : เมืองเพชร137


ได้เข้าไปอ่านข่าวในเว็บไซด์แต่ละเว็บ รวมทั้งภาพที่บางคนเอามาตั้งกระทู้ประกอบภาพ ที่พันธมิตรถืออาวุธไล่ตีตำรวจแล้วสังเวช ประเทศไทยหรือนี่ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ ทุกอย่างเป็นความจริง และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตำรวจไม่มีอาวุธติดตัวเลย? ทางต่างประเทศหน่วยคอมมานโดที่จะทำการสลายม็อบมีอาวุธครบ เพราะหากไม่มีอาวุธติดตัวจะเสียเปรียบพวกม็อบอันธพาล นี่ประเทศไทยให้ตำรวจมือเปล่าแค่ถือโล่ปราบม็อบ แล้วเป็นไงละ

ภาพที่ออกมาสู่ชาวโลกทำให้ตำรวจสากลในต่างประเทศเคืองแค้น ตำรวจต่างประเทศต่างคันไม้คันมือเมื่อเห็นภาพม็อบชั่วฟาดตำรวจด้วยท่อนเหล็กและขับรถชนตำรวจในจอทีวี มันป่าเถื่อนขนาดนี้ยังเอาไว้กันอีก มีเพื่อนที่คอไวน์ซึ่งเป็นตำรวจ ต่างประณามการกระทำของพันธมิตรไทยทนดูไม่ได้ บอกถ้าเป็นที่ยุโรป หรือ อเมริกา ม็อบสวะพวกนี้โดนสอยร่วงไปนานแล้ว


ตำรวจต่างประเทศทำตามหน้าที่และใครก็ไม่มีสิทธ์มาว่า กฎหมายต่างประเทศไม่เข้าข้างคนผิด และเฉียบขาด เวลาตำรวจไล่จับผู้ร้ายหรือคนกระทำความผิดตำรวจจะกระทำอย่างสายฟ้าแลบ คนร้ายลงไปกองกับพื้นนอนเอาหน้าคว่ำมือไขว้หลัง ตำรวจใส่กุญแจมือทันทีเรียกว่าไม่ให้ตั้งตัวติด เสียดายที่เมื่อวานนี้ไม่ใช่ในต่างประเทศ ม็อบจังไรคงติดคุกกันเป็นแถว นี่ยังไม่ยอมหยุดกันอีกทั้งที่ชาวโลกรู้กันแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง หากยังไม่ยุติยังดื้อดึงกระทำในสิ่งที่ชาวโลกประณามว่าม็อบเสื้อเหลือง Barbarian ก็ไม่มีใครทำอะไรได้

อยากจะให้ประเทศไทยถูกปล่อยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเยี่ยงพม่า ที่ต่างประเทศไม่อยากสมาคมทำการค้าด้วย เพราะพม่ายังไม่เลิกระบบไดโนเสาร์ล้านปี แต่ประเทศไทยก้าวมาไกลเกินพม่าแล้วจะให้วิ่งถอยหลังไปอยู่หลังพม่า มันเป็นการฝืนใจประชาชนเกินไปคงไม่มีใครยอม เหมือนเคยนั่งรถไปไหนมาไหนอย่างสะดวกสบาย จู่ๆ มาบอกให้เลิกนั่งรถให้มานั่งเกวียนแทน เด็กๆ สมัยนี้มันคงไม่ยอมแน่ เคยถามประชาชนบ้างมั๊ยว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ต้องการอะไร ?

ประเทศไทยระยะสองสามปีที่ผ่านมามีปัญหาเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ? และทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นไม่ยอมหยุดฝ่ายไหนเป็นคนก่อเหตุ ? ฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิดว่ากันไปตามเนื้อผ้า คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ต้องรักลูกให้เท่ากัน การรักลูกลำเอียงปัญหาย่อมเกิดขึ้นทุกครอบครัวทุกวงสังคม ดังนั้นในต่างประเทศจึงมีกฎเกณฑ์ให้แก่ลูกๆ ให้มีสิทธ์ที่ชอบธรรมเท่ากัน ปัญหาเรื่องลูกทะเลาะกันจึงแทบไม่มีให้เห็น

ประเทศไทยขาดความยุติธรรม ครอบครัวไทยรักลูกไม่เท่ากัน เพราะเหตุที่ไม่ยุติธรรมนี่เองก่อให้เกิดสงครามระหว่างครอบครัว ที่ลูกๆขัดแย้งกัน ลูกอีกคนที่รักความถูกต้อง แต่ลูกอีกคนหนึ่งนิสัยเป็นอันธพาล แต่แทนที่พ่อแม่จะอบรมสั่งสอนกับให้ท้ายลูก แล้วเป็นไงลูกเผาบ้านตัวเองพ่อแม่ก็ยังทำทองไม่ร้อน แล้วใครละที่เดือดร้อน ก็เดือดร้อนไปทั้งครอบครัวรวมทั้งพ่อแม่ที่ให้ท้ายลูก กว่าจะรู้สึกบ้านถูกลูกจัญไรเผาเหลือแต่ขี้เถ้า แล้วที่นี้จะทำอย่างไรไม่มีบ้านอยู่ ? อ้ายลูกชั่วมันหนีไปแล้วมันไม่สนว่าพ่อแม่จะมีที่อยู่หรือไม่ ? แล้วเป็นไงเจ็บมั๊ยที่รักลูกผิด ? สุดท้ายพ่อแม่ก็ตาสว่างว่ารักลูกผิดให้ท้ายลูกจนทำให้ครอบครัวต้องพินาศ ชื่อเสียงของวงตระกูลก็พลอยเสื่อมเสียมีมลทินไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมอีกต่อไป เพราะพ่อแม่ตระกูลนี้สนับสนุนให้ลูกทำชั่ว ใครก็ช่วยร้างมลทินนี้ออกให้ไม่ได้ จึงต้องรับกรรมที่ก่อไว้

ใครที่ทำความชั่วก็ต้องรับสิ่งที่ตัวเองกระทำ เดี๋ยวนี้กรรมมันติดจรวดทันสมัยขึ้นไม่ต้องรอถึงชาติหน้าแล้วชาตินี้เห็นผลทันตา ดังนั้นขอวิงวอนครอบครัวคนไทยที่มีลูกขอให้รักลูกๆให้เท่ากันนะคะ



ป้าพลอย

รัสปูติน สิ้นชาติ


ภาพประกอบโดย : เมืองเพชร137

บทความจาก :: หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ฉบับที่ 177

ขณะนี้มีคำกล่าวว่า เมืองไทยมีอยู่คนหนึ่งที่เป็นคล้ายๆกับ “รัสปูติน” นักบวชที่มีพลังจิตในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย รัสปูตินได้รับการยอมรับจากราชวงศ์อย่างมากหลังจากที่สามารถรักษาโรคเลือดไหลไม่หยุดให้กับอเล็กเซีย พระโอรสของพระเจ้าซาร์ และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางใหญ่ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อพระเจ้าซาร์และองค์พระราชินี จนมีผู้คนกล่าวว่า รัสปูตินเป็นพ่อมดหมอผี เพราะไม่เพียงมีพลังในการกระทำของตัวเองแทบทุกด้าน ทั้งความคิดและกามารมณ์ สามารถมัดใจชายและหญิงที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเขาได้อย่างเหนียวแน่นแล้ว รัสปูตินยังเป็นบุคคลที่ลึกลับและมีหลายบุคลิกภาพที่ไม่สามารถอธิบายได้ โดยเฉพาะการแพทย์ที่ไม่มีวิธีการรักษาให้หายได้

ด้วยเหตุนี้รัสปูตินจึงมีอำนาจและลือไปถึงว่ามีเวทมนตร์ แต่ความสามารถที่ทุกคนเห็นและยอมรับ คือความสามารถในการสะกดจิตให้ผู้คนลุ่มหลง มัวเมา ไร้สติสัมปชัญญะ และพร้อมที่จะทำตามคำสั่ง แต่เนื่องจากรัสปูตินเป็นคนทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง จึงใช้อิทธิพลและความสามารถเพื่อให้ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา โดยรัสปูตินใช้บุคคลชั้นสูงเป็นเส้นทางสู่อำนาจ เพราะรู้ดีว่าการคบค้ากับบุคคลชั้นสูง และดึงให้มาเป็นพวกพ้องได้ ก็คือการเข้าใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ ทั้งการเงินและการเมือง อีกทั้งปลุกระดมให้บรรดาขุนนางทั้งหลายคล้อยตาม และเป็นเครื่องมือตอบสนองตัณหาส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ จนเขาถูกเปรียบเป็นเจ้าแห่งลัทธิซาตาน

อย่างไรก็ตาม รัสปูตินก็ถูกสำเร็จโทษหลังจากได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้บริหารราชการแผ่นดินแทนพระเจ้าซาร์ เพราะเหิมเกริมต่ออำนาจจนแผ่นดินรัสเซียลุกเป็นไฟ และในที่สุดก็จบลงด้วยการสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย

แม้จะเป็นเหตุการณ์ในอดีต แต่ก็เป็นเรื่องราวโด่งดังไปทั่วโลก และเป็นอุทาหรณ์ให้โลกตระหนักถึงลัทธิซาตาน บุคคลที่มีความแปลกแยก แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจและคำพูดที่ทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ สามารถทำให้ผู้คนรอบข้าง แม้แต้บ้านเมืองก็พังพินาศได้

ที่น่าสนใจคือ การนำรัสปูตินมาเปรียบเทียบกับวิกฤตการเมืองไทยขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่คลั่งไคล้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยกให้เป็นเยี่ยงศาสดา

พันธมิตรฯกับรัสปูติน

นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ “โลกวันนี้” ที่มีการเปรียบเทียบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับรัสปูตินว่าคนพวกนี้มีทั้งคนที่เป็นนักสื่อสารมวลชน รู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ข่าวสารข้อมูลในการโฆษณาชวนเชื่อ และใช้การโฆษณาชวนเชื่อแบบย้ำคิดย้ำทำ มีทั้งนักเคลื่อนไหวมวลชนในอดีตที่เคยร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) .และนักการทหารที่ทำงานในยุทธวิธีสงครามจิตวิทยามวลชน เพราะฉะนั้นคนพวกนี้รู้ว่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสะกดจิตโดยใช้ข่าวสารข้อมูล การล้างสมอง การครอบงำความคิดคนในทางความเชื่อและอุดมการณ์ โดยการพูด ย้ำคิดย้ำทำไปเรื่อยๆ ซึ่งมีความชำนาญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับรัสปูติน หรือเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของพรรคนาซี หรือกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของอเมริกาในสมัยลัทธิแมคคาธี

“พวกนี้จริงๆใช้เทคนิคคล้ายๆกัน มีตำรา มีวิธีการในทางวิชาการ เช่น ในสังคมวิทยาเรียกว่าการขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้คนคล้อยตาม แล้วคนก็เหมือนกับตกอยู่ในสภาวะที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่าเป็นสาวกที่พร้อมจะรับคำสั่งไปทำสิ่งต่างๆร่วมกัน พวกนี้จะไม่ทำเดี่ยวๆ แต่มักจะทำพร้อมๆกันถึงจะมีความกล้า ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำเดี่ยวแบบเอาอาวุธติดตัวไปฆ่าตัวตาย หรือระเบิดพลีชีพ”

นายวรพลยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯที่ใช้ยุทธวิธีนี้อันตรายมาก เพราะไม่ใช่เฉพาะสันติอโศกที่มีลักษณะในการพยายามเผยแพร่ลัทธิความคิดครอบงำ แต่ทุกส่วนที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯที่มีพฤติกรรมคล้ายๆกันคือถูกสะกดจิตหมู่

“ในทางวิชาการสะกดจิตด้วยข่าวสารข้อมูลสมัยใหม่ และด้วยเครื่องมือต่างๆ ผมมองว่าการเตรียมการของกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อใช้ประกอบการลุกฮือครั้งใหญ่หลังจากที่มีการทดสอบการลุกฮือย่อยๆหลายครั้งตามสถานที่ราชการต่างๆมาแล้ว”

ก่อจลาจลลุกฮือใหญ่ทั่วประเทศ

นายวรพลมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีแผนที่จะปฏิบัติการลุกฮือพร้อมๆกันครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อทำให้เกิดการจลาจลหรือสงครามกลางเมือง เพื่อเอาชนะให้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเป็นจุดอันตรายที่ว่า ถ้าทำสำเร็จทิศทางจะไปสู่การปกครองแบบเผด็จการกึ่งอนาธิปไตยแบบเขมรแดงสมัยพอล พต ที่จะมีการล้างผลาญฝ่ายตรงข้ามขนานใหญ่ และคนต้องหนีตายกัน หรือเปรียบเทียบเหมือนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ ตรงนี้ประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็น ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย ที่สำคัญคนพวกนี้รู้เรื่องประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี พร้อมจะเคลื่อนไหวโดยไม่มีความยับยั้งชั่งใจ แม้จะเป็นการละเมิดกฎหมายได้ตลอด เป็นเรื่องที่น่าห่วงและอันตรายมาก

“ผมยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ทำเพื่ออำนาจของกลุ่มตัวเอง และคนกลุ่มนี้ไม่เหมือนลัทธิคลั่งศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่คลั่งอุดมการณ์และความเชื่อต่างๆ เป็นความเชื่อที่เขาคลั่งจนบดบังข้อเท็จจริงต่างๆ ถ้ามีสติสัมปชัญญะไตร่ตรองแบบปรกติ คนที่เข้าไปร่วมก็จะต้องรู้ว่าการบุกและทำลายสถานที่ราชการเป็นความผิดทั้งในด้านคุณธรรมและกฎหมาย แต่คนพวกนี้ก็มองข้าม ไม่สนใจว่าเป็นความผิด ความไม่ดี กลับมองว่าจะต้องทำให้ได้ เมื่อทำได้แล้วก็จะขู่ให้ลุกลามใหญ่โตมากขึ้น คนที่ยังยับยั้งชั่งใจได้และไม่ได้เข้าร่วม ก็ไม่ได้ออกมาขัดขวาง พวกนี้ก็ยิ่งได้กำลังใจ แต่หากประชาชนฝ่ายอื่นไปขัดขวางหรือร่วมรับความรุนแรงก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการให้เกิดกลียุค”

ต้องยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์

นายวรพลกล่าวและเตือนสติคนไทยทั่วประเทศว่า อย่าแยกตัวออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ มีข้อมูลอะไรปรากฏก็ตาม การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตยครั้งนี้ต้องต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดิน พร้อมกับรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มพันธมิตรฯพยายามจะแยกประชาชนให้ออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการกล่าวหาใส่ร้ายประชาชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี ตรงนี้ต้องระมัดระวัง ต้องชี้แจงและอธิบายว่าประชาชนที่คัดค้านกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นประชาชนที่พร้อมจะพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่พิจารณาอย่างละเอียดตามข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่แยกเป็นข้อๆให้ดี ประชาชนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ก็จะตกเป็นเหยื่อทางความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ต้องการให้ประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลและ นปช. เกิดความระแวงคลางแคลงในสถาบัน

ปิศาจวิทยาของความขัดแย้ง

ขณะที่เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าการปลุกอารมณ์แบบนี้ สังคมจะเป็นอันตรายมาก เพราะเงื่อนไขของความรุนแรงทุกแห่งในโลกมันมีเงื่อนไข 2-3 ข้อ แต่ข้อที่สำคัญมากสำหรับสังคมไทย คือการบอกว่าฝ่ายที่ขัดแย้งกับเรามันเลว ไม่ใช่มนุษย์ เป็นมาร เป็นปิศาจชั่วร้าย

“เขาเรียกว่าปิศาจวิทยาของความขัดแย้ง คือกระบวนการที่เปลี่ยนคนซึ่งเห็นตรงข้ามกับเราให้เป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ ใครทำอันนี้ก็แปลว่า เปิดประตูให้กับความรุนแรง พร้อมที่จะเข้ามา มันสร้างเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าความขัดแย้งจะเป็นอะไร มันเกิดขึ้นทุกแห่งในโลก โคโซโว, รวันดา เวลานี้ในสังคมไทยกำลังใส่อันนี้มากเกินไป อันที่สองคือความเชื่อที่บอกว่า ไม่ว่าตัวเองจะพูดว่าอะไร ในที่สุดก็จะต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา คือคล้ายๆเป็นว่ามาถึงจุดหนึ่ง ถึงแม้จะอย่างไร มีอาวุธอยู่ในกระเป๋า ผมชักธงสันติวิธี สมมุตินะ ผมชักธงสันติวิธี บนธงเขียนว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าปลายธงมันแหลม ถึงเวลาหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะใช้อันนี้ ตำรวจบอกว่าใช้โล่ ไม่ใช้อาวุธอะไรเลย แต่โล่ใช้อัดคนจนหายใจไม่ออกก็ได้ ถ้าจะทำ ทั้งหมดนี้กลายเป็นว่า ถ้าเราเชื่อว่าสังคมนี้ไม่มีทางออก ความรุนแรงก็ยังจะเกิดขึ้น คำถามของผมต่อสังคมไทยก็คือ เราได้สร้างสังคมมาถึงจุดนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นความจริง คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ แล้วต่อจากนี้จะอยู่กันอย่างไร"

รักในหลวงต้องหยุดทั้ง 2 ฝ่าย

นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ เห็นว่าการเปรียบเทียบกลุ่มพันธมิตรฯกับรัสปูตินนั้น จะนำประวัติศาสตร์ต่างประเทศมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยไม่ได้ แม้แกนนำบางคนจะทำตัวเป็นศาสดาเหมือนรัสปูติน พยายามปลุกปั่นและชี้นำผู้ชุมนุมก็ต้องปล่อยไป เพราะประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์เป็นที่ยึดเหนี่ยว และประชาชนส่วนใหญ่เคารพกษัตริย์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวอะไร เพียงแต่ต้องรีบหยุดการทะเลาะกันให้ได้ ที่ทำให้ประเทศเสียหาย เพราะการเคลื่อนไหวเรียกร้องการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย และขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯก็ไม่ยอมรับประชาธิปไตย ฝ่ายรัฐบาลและนักการเมืองก็มีปัญหา ก็ยุบทั้ง 2 ฝ่ายจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของแกนนำพันธมิตรฯคืออะไร แม้แต่การเมืองใหม่ก็เกิดภายหลัง เมื่อก่อนเพียงแต่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเดียว ความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯมีมากขึ้นเรื่อยๆจนไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงคืออะไร

“ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทยอย่างเดียวเราก็แก้ปัญหาได้แล้ว เพราะสภาพสังคมของต่างประเทศ ทัศนคติ สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะแก้ปัญหาต้องแก้จากประวัติศาสตร์ไทยเราเอง โดยเฉพาะระบอบกษัตริย์ไทยอยู่เหนือการเมือง ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องนำมาพูดถึง เพราะเป็นที่เคารพสักการะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม มีทหารของพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนรักและเทิดทูน ยิ่งพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบันทรงเสียสละยิ่งกว่าอื่นใดทั้งหมด ทั้งพระวรกาย พระราชทรัพย์ และจิตใจ เพื่อประชาชนของพระองค์ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้จึงสุดประเสริฐแล้ว ประชาชนต่างรักและเทิดทูนยิ่ง ดังนั้น ถ้ารักพระองค์จริง เราต้องหยุดทั้ง 2 ฝ่าย

รู้แก่นแท้-แก้ด้วยสันติวิธี

ขณะที่นายพิชัย รัตนพล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กลับมองว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯไม่เกี่ยวกับลัทธิคลั่งศาสนาหรือถูกครอบงำเหมือนรัสปูติน แต่เกิดจากศรัทธาและเชื่อในตัวเองเพื่อไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจใดๆจนถึงขั้นยอมตายได้ เพียงแต่แกนนำพันธมิตรฯอาจมีความมุ่งมั่นเกินมนุษย์ธรรมดา มีความจงรักภักดี และมีความรู้สึกรักชาติมากจนกระทั่งไม่เข้าใจตัวเองก็ได้ แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับรัสปูตินถือว่าไม่ถูกต้อง

นายพิชัยจึงมั่นใจว่ารัสปูตินจะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่ก็เป็นห่วงความรุนแรงที่จะทวีมากขึ้น เพราะขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลและข้อเท็จจริง พร้อมจะใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าอารมณ์ของสังคมขณะนี้อ่อนไหวมาก ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ต่อไปสังคมต้องพังอย่างแน่นอน

นายพิชัยยืนยันว่า ต้องแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี สิ่งแรกสังคมไทยต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไรและไปไหนแล้ว อย่าโทษตัวคน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมของสังคมไทยที่มีมานาน แต่ยังตั้งโจทย์ไม่ถูกว่าคืออะไร เหมือนปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตายและบาดเจ็บเกือบหมื่นแล้วแต่รัฐยังไม่รู้ว่าโจทย์คืออะไร ขณะที่สังคมไทยก็ทะเลาะกัน ตีกันเกือบทุกวัน ยังไม่รู้ว่าแก่นแท้คืออะไร รู้แต่เพียงว่าเป็นพวกใคร

ปรากฏการณ์สนธิ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของนายสนธิก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ปรากฏการณ์สนธิที่ผ่านมากว่า 3 ปีนั้นคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหากนายสนธิไม่สามารถทำให้ผู้คนนับแสนศรัทธาและคลั่งไคล้ได้อย่างแท้จริงแล้วก็คงไม่สามารถล้มรัฐบาลทักษิณที่ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจมากที่สุดรัฐบาลหนึ่งลงได้

แม้ขณะนี้จะมีแกนนำพันธมิตรฯหลายคน แต่แกนนำสำคัญที่ถือว่าผู้ชุมนุมให้การยอมรับก็มีเพียง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง คนเดียว แต่การปราศรัยและการออกมาแสดงพลังที่ผ่านมานายสนธิถือว่ามีความโดดเด่นและชี้นำผู้ชุมนุมได้มากกว่า พล.ต.จำลอง ไม่ใช่เพียงคำพูดที่แข็งกร้าวและดุเดือดเท่านั้น แต่หลายครั้งที่แสดงให้เห็นว่านายสนธิคือผู้กำหนดทิศทางที่แท้จริงของพันธมิตรฯ แม้แกนนำพันธมิตรฯบางคนจะไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นต่างออกไปก็ต้องเสียงอ่อนและให้เป็นไปตามตามความเห็นของนายสนธิ

“สนธิ” มีตาทิพย์รู้ล่วงหน้า

มีบางคนมองว่านายสนธิไม่ใช่คนหลงตัวเอง แต่อาจเชื่อว่าเป็นศาสดาหรือพระเจ้า เพราะจากคำปราศรัยของนายสนธิหลังจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ที่ว่า

“พี่น้อง ผมอาจจะเป็นยังไงก็ตาม แต่มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งผมมีมาตั้งแต่เกิด พ่อแม่ครูอาจารย์ก็พูดกับผมตลอดว่าผมมักจะมีลางสังหรณ์สัญชาตญาณ เหมือนกับว่าผมมีตาทิพย์ มองเห็นล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมถึงเตือนพี่น้องมาหลายครั้ง ทุกๆครั้งที่ผมพูดไม่เคยผิดแม้แต่ครั้งเดียว”

แต่ที่น่ากลัวคือคำประกาศของนายสนธิที่ปลุกเร้าผู้ชุมนุมที่ส่งเสียงขานรับดังกระหึ่มเมื่อครั้งที่ถูกตั้งข้อหาเป็นกบฏและศาลมีหมายจับ ซึ่งแกนนำทั้งหมดได้ใช้ผู้ชุมนุมทั้งสาวกสันติอโศก ผู้หญิง และผู้ชายเป็นโล่มนุษย์ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุม ก็ประกาศท้าทายรัฐบาลว่าให้เข้ามาจับหากต้องการให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ

จากรัสปูตินถึงลัทธิอุบาทว์

วิกฤตการเมืองในขณะนี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแกนนำพันธมิตรฯที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือนายสนธิ อาจเป็นเพราะคำพูดที่โดนใจและเป็นที่มัดใจผู้ชุมนุม นายสนธิจึงไม่ต่างอะไรกับศาสดาที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งหากเป็นเช่นผู้นำศาสนาหรือผู้นำการเมืองที่ยึดมั่นในสันติภาพและสันติวิธีอย่างมหาตมะ คานธี ก็ไม่มีใครวิตกกังวล

แต่สถานการณ์ที่ผ่านมากว่า 3 ปีนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองและประชาชนมหาศาล โดยเฉพาะทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตายและบาดเจ็บไปมากมาย และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะมีความสูญเสียอีกในอนาคต จึงทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศจะเกิดโศกนาฏกรรมอย่างเจ้าลัทธิต่างๆในอดีต ไม่ว่าจะเป็นพ่อมดแห่งรัสเซีย-รัสปูติน ลัทธิจิมส์ โจนส์ หรือลัทธิโอม ชินริเกียว

แม้ว่าเจ้าลัทธิจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในอำนาจ เชื่ออย่างคลั่งไคล้ และพร้อมจะทำอะไรก็ได้ตามที่ผู้นำสั่ง อย่างกรณีจิมส์ โจนส์ ที่เชื่อว่าสามารถสร้าง “ยูโทเปีย” ได้ และช็อกโลกด้วยการทำให้สาวก 914 คนพร้อมใจกันกินยาพิษฆ่าตัวตาย เพื่อสร้างสังคมยุคพระศรีอาริย์ในภพหน้า (ยุคพระศรีอาริย์ตามความเชื่อของชาวพุทธคือ ยุคพระพุทธเจ้าจุติเป็นชาติที่ 10 ซึ่งปัจจุบันเป็นชาติที่ 9)

หรือกรณีนายโชโกะ อาซาฮาร่า วัย 51 ปี ผู้นำลัทธิโอม ชินริเกียว ซึ่งมีสาวกนับหมื่นในญี่ปุ่นและรัสเซีย ที่สอนให้ฝึกจิต สมาธิ และโยคะ เพื่อให้รู้แจ้ง โดยมีความเชื่อเรื่องโลกาวินาศและพยากรณ์ว่าจะเกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 3 พร้อมกับสร้างโศกนาฏกรรมด้วยการให้สาวกปล่อยแก๊สพิษซารินโจมตีสถานีรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน และบาดเจ็บมากกว่า 6,000 คน

“สนธิ” ผู้นำลัทธิพันธมิตรฯ

วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะยุติอย่างไร แม้แต่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำกองทัพ ผู้นำองค์กรต่างๆในสังคมก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ เพราะทุกหน้าของการเมืองสามารถออกได้ทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการยอมถอยคนละก้าว หรือการใช้ความรุนแรงที่สังเวยชีวิตผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เช่นเดียวกับกรณีเจ้าลัทธิต่างๆของโลกที่ทำให้คนนับพันนับหมื่นไปตายเพียงเพราะความเชื่อและความคลั่งในตัวผู้นำ

คำประกาศอันน่าสะพรึงกลัวของนายสนธิบนเวทีพันธมิตรฯที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อทุกประเภท ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ทุกประเภท ได้กระทบโสตประสาทของคนไทยทั่วประเทศและทั่วโลก ไม่ต่างอะไรกับการสะกดจิตของศาสดาพันธุ์ใหม่ในโลกยุคดิจิตอล...

“พี่น้องแกนนำทั้งหลายไม่มีใครกลัวตาย ไม่มี พี่น้องสบายใจได้ แต่ถ้าพวกเราบางคนจะต้องตาย พี่น้องสัญญาอย่าง ต้องให้แผ่นดินนี้ลุกขึ้นเป็นไฟให้ได้”

ฤๅถึงคราสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดินแล้วจริงๆ

ใช่ไม่ใช่...พี่น้อง!!!!

คลังบทความของบล็อก