ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันอาทิตย์, กันยายน 21, 2551

ข้อมูลจากหลายคนที่ออกมาต่อต้านกบฏพันธมิตร

ในวันที่ 19 กันยายน 2551ประชาชนจากหลายกลุ่มที่ออกมาชุมนุมต่อต้านกบฏพันธมิตรนั้นได้มีกลุ่มที่ออกมาหลายคนได้นำเอกสารที่เขาเหล่านั้นไปหามาจากแหล่งข่าว ที่เป็นข้อมูลของบุคคลที่ร่วมสนัยสนุนและอยู่
เบื้องหลัง ว่ากันว่าตั้งแต่ร่วมกันขับไล่และโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
พอผมได้เห็นแล้วคิดไม่ถึงว่าคนเหล่านี้จะมีความคิดที่อุบาทย์ได้ขนาดนี้ที่ร่วมกันเป็นกบฏคิดคดทำลายชาติไทย เพียงเพื่อหวังที่จะให้พวกตนได้ครองอำนาจในการปกครองประเทศนี้ โดยไม่สนใจต่อสิทธิของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อมองดูสภาพบ้านเมืองตอนนี้แล้วได้อ่านรายชื่อตามเอกสารที่ผมได้รับมา แล้วได้เห็นบุคคลเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวตามข่าว และเสนอแนวคิดต่างจนมากมายทั้งร่วมขึ้นเวทีของพันธมิตรร่วมปลุกระดมผู้คนให้ออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่ รัฐบาลไทยรักไทย และ รัฐบาลพลังประชาชน โดยมีคำพูดที่คอยให้ท้ายจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่าง ปชป.ที่แสดงออกชัดเจนว่าพอใจกับการกระทำของกลุ่มกบฏพันธมิตร แต่คนที่มีรายชื่อตามเอกสารที่ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยได้นำมาเสนอแจกจ่ายให้คนที่ไปร่วมชุมนุมได้รู้ว่าใครบ้างก็อยากจะรู้ว่าคนพวกนี้ความสำนึกในการเป็นคนไทยมันยังมีเหลืออยู่ไหม ซึ่งเอกสารที่ได้มาวันนั้นมีรายระเอียดดังต่อไปนี้

..........................................................................................................................................................................
กลุ่มผู้ร่วม......
อันธพาลและกบฏพันธมิตร......ที่สร้างการเมืองใหม่ แอบอ้างสถาบันและความจงรักภักดี
รายชื่อคนที่ถือข้าง ปชป.ขึ้นเวทีพันธมิตรพูดออก ASTV และดำเนินการ อภิปราย ปลุกระดม ประชาชนทั่วประเทศ

1. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์(สส.สัดส่วนพรรค ปชป.) 2. สำราญ รอดเพชร(สนช.และ สสต.)
3. พิเชษ พัฒนโชติ(สสต.) 4. ประพันธ์ คูณมี(สสต.)
5. กัลยา โสภณพานิช(สส.เขต และ รมต.เงาวิทยาศาสตร์พรรค ปชป.) 6. อลงกรณ์ พลบุตร(สส.เขต และ รองนายกเงา พรรค ปชป.)
7. ไพศาล พืชมงคล(สนช) 8. วัชระ เพชรทอง(สสต)
9. สมเกียรติ รอดเจริญ(สสร.50) 10. อัมรินทร์ คอมันต์(พรรค มฌ.)
11. เทอดภูมิ ใจดี(สสต.) 12. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง(สนช)
13. มนูญกฤษ รูปขจร(ท่อน้ำเลี้ยง) 14. สุเทพ เทือก(ท่อน้ำเลี้ยง)
15. วีระ สมความคิด (แนวร่วม พรรค ปชป.) 16. สมบูรณ์ ทองบุราณ(สว.ยโสธร)
17. เสกสรร แสนภูมิ(สสต) 18.ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์(สสต)
19. อัณชลี ไพรีรักษ์(สสต.)

**หมวดข้าราชการ/อดีตข้าราชการ**
1. จารุวรรณ เมณฑกา
2. จรัล ภักดีธนากุล
3. กล้าณรงค์ จันทิก
4.นาม ยิ้มแย้ม

***หมวดนักวิชาการ/อาจารย์/*สว.NGO***
1. ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ(NGOช่วยแต่คนไม่ดี) 2.สุรพล นิติไกรพจน์
3. บรรเจิด สิงคเนติ 4. สุริยะใส กตะศิลา
5. พิภพ ธงชัย 6. โสภณ สุภาพงษ์
7. แก้วสรร อติโพธิ 8. สัก กอแสงเรือง
9. นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10. อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส(TDRI) 11.สังศิต พิริยะรังสรรค์
12. เดชอุดม ไกรฤทธิ์(นายก สภาทนายความฯ) 13. เสรี วงศ์มนฑา
14. มีชัย ฤชุพันธ์ 15. ประเวศ วสี
16. นิติภูมิ นวรัตน์ 17. เอกยุทธ อัญชันบุตร
18. ไชยยันต์ ไชยพร(อ.รัฐศาสตร์จุฬาฯที่ฉีกบัตรเลือกตั้ง) 19. ธีรภัทร เสรีรังสรรค์
20. จีระ หงส์ลดารมภ์ 21. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
22. ทิพาวดี เมฆสวรรค์ (คนยึด ไอทีวี) 23. อารีย์ วงศ์อารยะ (พ่อตาสนธิ)
24. อานันท์ ปัณยารชุน 25. หมอเยาวนุช หมอศัลย์ รพ.รามา
26. นพดล กรรณิกา(ผอ.ศุนย์วิจัยเอแบค) 27. ชัยอนันต์ สมุทรวณิช
28. อ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ 29. อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
30. อ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

***หมวดสื่อมวลชนเลว***
1. สนธิ ลิ้มทองกุล 2. คำนูญ สิทธิสมาน
3. กนก รัตน์วงศ์สกุล 4. เปลว สีเงิน
5. ไพศาล พืชมงคล(คนร่างคำประกาศปฏิวัติ) 6. อัญชลี ไพรีรักษ์
7. พัชระ สารพิมพา 8.วิสุทธิ์ คมวัชรพงษ์
9. ณาตยา แวววีรคุปต์ 10. มัลลิกา บุญมีตระกูล
11. สโรชา พรอุดมศักดิ์ 12. วิศาล ดิลกวานิช
13. กรุณา บัวคำศรี

***หมวด นักคิด นักเขียน***
1. อังคาร กัลยาณพงศ์ 2. คมทวน คันธนู
3. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 4. วสันต์ สิทธิเขตต์

***หมวด ดารา นักร้อง***
1. ศรัญยู วงศ์กระจ่าง 2. หัทยา วงศ์กระจ่าง(เกศสังข์)
3. พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง 4. ธัญญา วชิรบรรจง
5. (จอย)ศิริลักษณ์ ผ่องโชค 6. (หน่อย)บุษกร วงศ์พัวพัน
7. สุกัญญา มิเกล 8. นัดดา วิยะกาญจน์
9. หรั่ง ร็อกเคสตร้า 10. อ๊อด คีรีบูน
11. คาราวาน 12. อารักษ์ อาภากาศ
13. พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ 14. พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
15. ซูซู 16. แฮมเมอร์
17. โฮป แฟมิรี่ 18. แสง วงธรรมดา
19. ไก่ วงแมลงสาป 20. สมิธ แอนด์ เชน
21. มาลีฮวนน่า 22. สุนทรี เวชชานนท์
23. สุเทพ วงศ์กำแหง 24. สเกน สุทธิวงศ์
25. (เหมี่ยว)ปวันรัตน์ นาคสุริยะ 26.ท้อป ดาราณีนุช
27. ทราย วรรณพร 28. (ฮิวโก้)จุลจักร จักรพงษ์
29. ฮาน่า ทัสนาวลัย 30. ประทีป ขจัดพาล
31. ริค วชิรปิลันธิ์ 32. เชษฐ์ สมายบัฟฟาโล่(ญาติของ ประมวล เอมเปีย สส.ชลบุรีพรรค ปชป.)
33.ณัฐ ยนตรรักษ์ และ พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ 34. เค้ก บีไฟว์
35. วสันต์ สิทธิเขตต์ 36. วินิต เตชะไพบูลย์
37. อาเบะ ยาราไนก้า 38. (ดู๋)สัญญา คุณากร
39. (นีโน่)เมทะนี บูรณศิริ 40. ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อกลาง(เสก ศักดิ์สิทธิ์)

***หมวด สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตร***
1. ประชัย เลี่ยวไพรัชต์ 2. เอกยุทธ อัญชันบุตร
3. มิตซูบิชิ 4. พอนด์ส
5. ยาดมท่านเจ้าคุณ 6. เลย์
7. DVD ลีโอน่า 8. น้ำยาเบบี้ดอล
9. เมืองไทยประกันชีวิต 10. เป๊ปซี่
11. ไดฟีลีน 12. Mebellene
13. ธ.กรุงเทพ ฯ 14. ธ.กสิกร ฯ
15. ปูน TPI โพลีน 16. DTAC
17. เบียร์สิงห์(ที่เกลียดและต่อต้านสุราพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้าน)
18. น้ำมัน ปิโตรนาส(ของมาเลฯ) 19. ปลากระป๋องอยัม(ของมาเลฯ)
20. กระติกน้ำร้อน (ที่มาจากมาเลย์ ให้ดูที่แหล่งผลิต) 21. ร้านหนังสือ ซี-เอ็ด
22. เครื่องปรับอากาศ Saijo Denki 23. สินค้าในเครือสหพัฒนพิบูลย์
24. สินค้าของบริษัทไลอ้อน(ประเทศไทยจำกัด)

### ข้อมูลบางส่วนของนายสนธิ ลิ้มทองกุล 1ในแกนนำกบฏพันธมิตร เป็นหนี้ 6,687 ล้านบาท ###
..กู้กองทุนบำนาญข้าราชการกว่า 300 ล้านบาท..
..กู้ธนาคารกรุงไทย 495,080,556.13 ล้านบาท..
..กู้ธนาคารกสิกรไทย 30,791,780.82 ล้านบาท..
..กู้ธนาคารเอเซีย 741,728,446.00 ล้านบาท..
..กู้ธนาคารกรุงไทย 900,978,279.31 ล้านบาท..
..กู้ธนาคารไทยธนาคาร 431,419,178.07 ล้านบาท..
..กู้ธนาคารดีเอสบี(ไทยทนุ) 64,621,463.90 ล้านบาท..
..กู้ กฟผ. 63 ล้านบาท
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูก ก.ล.ต. ฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และ ฉ้อโกงประชาชนด้วยการ ปลอมมติผู้ถือหุ้นบริษัท เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)และ บริษัท ไออีซี มาค้ำประกันเงินกู้ให้กับ บริษัท เดอะเอ็ม กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ด้วยเหตุที่มีหนี้สินจำนวนมาก และผลประกอบการขาดทุนโดยตลอด ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ ตลาดหลักทรัพย์จึงถอดหุ้น บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ออกจากกระดานหลัก ไม่ให้มีการซื้อขายและจัดให้อยู่ในหมวดธุรกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ.ที่ บริษัท ทิสโก้ นำไปลงทุน ในบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ต้องสูญไปด้วย อย่างไรก็ตาม หนี้จำนวน 53.68 ล้านบาท นี้ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ เนื่องจากบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)ลูกหนี้ชั้นต้น ไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ ในขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ค้ำประกัน และนำเงินไปใช้ทั้งะรกิจส่วนตัว ก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกศาลสั่งให้เป้นบุคคลล้มละลายไปแล้วฏ้ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้จำนวนนี้อีก สภาวะการณ์เช่นนี้จึงทำให้เงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ.มีความเสี่ยงสูงมากที่จะสูญ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นี้กำลังหลอกลวงประชาชนเป็นเครื่องมือสู่การเมืองใหม่เพื่อล้มล้างสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพของเราชาวไทย ...การเมืองใหม่ในหลักของ สันติอโศก ได้แก่ "สาธารณโภคี"แปลว่า ทรัพย์สินรวม "หรือ สมบัติเป็นของกองกลาง ประดาผู้บริโภค อันได้แก่ประชาชน ต่างพากันร่วมกันทำ ร่วมกันใช้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดิน นา ไร่ บ้านเรือน เครื่องจักร ยุ้ง ฉาง โรงสี ทุกคนร่วมกันป็นเจ้าของ................ ท่านที่รักชาติรักประชาธิปไตยทุกท่าน เมื่อท่านได้รู้ความจริงแล้ว หากท่านรักชาติจริง ท่านต้องไม่สนับสนุนกบฏผู้ทรยศชาติ หากท่านไม่อยากเป้นผู้ทรยศชาติโดยไม่รู้ตัว อย่าให้คอมมิวนิสต์ภิวัฒน์มาครอบงำระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราต้องรวมพลังรวมกลุ่มกันต่อต้านและขับไล่พวกมันออกจากประเทศไทยของเรา ผู้รักชาติทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องสู้แล้ว ตอนนี้มันครอบงำหลายอย่างแล้ว บิดเบือนความจริงโดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือมอมเมายุยง เมื่อมันไม่เคารพกฏหมายไทย มันก็ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินไทยอีกต่อไป


...........................................................................................................................................
นี่คือข้อความในเอกสารที่กลุ่มผู้มาชุมนุมได้แจกต่อเพื่อเผยข้อมูลผู้ไม่ประสงค์ดีต่อชาติไทยที่สนามหลวงที่ผมได้รับมา
พอได้อ่านและเห็นรายชื่อคนพวกนี้แล้ว ความรู้สึกมันบอกทันทีเลยว่าบ้านเมืองเราตอนนี้ตกอยู่ในอำนาจของพวกมันไปแล้ ที่อยู่รอดได้ตอนนี้ก็เพราะประชาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตยที่พร้อมจะปกป้อง สถาบันเบื้องสูง ที่ออกมาแสดงพลังต่อต้านอยู่เป็นระยะๆ แต่อำนาจมือเปล่าของประชาชนจะสู้กับพวกโจรกบฏพวกนี้ไปอีกนานแค่ไหนก็ตอบยากเหลือเกิน เปิดใจ...ลออ เปียทองเหยื่อม็อบโหดกบฏพันธมาร

เหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อคืนวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา ที่มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ที่เดินขบวนไปด้วยมือเปล่าเพื่อคัดค้านการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ จนถูกลอบยิงและดักทำร้าย ด้วยอาวุธ ทั้งกระบอง ไม้กอล์ฟ มีด และปืน มีผู้เสียชีวิตไป 1 ราย คือนายณรงศักดิ์ กรอบไธสง และบาดเจ็บอีกหลายราย นั้น

ล่าสุด นายลออ เปียทอง อายุ 56 ปี ลูกจ้างประจำกรมชลประทานที่ 8 จ.นครราชสีมา ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส แขนหักทั้ง 2 ข้าง ศีรษะถูกตีที่ด้านหน้าเป็นแผลฉกรรจ์ กรามหัก และมีบาดแผลตามลำตัวอีกหลายแห่ง โดยในช่วงแรกที่เข้ารับการรักษาตัวไม่สามารถพูดได้ ถึงขณะนี้พอพูดได้บ้าง และได้เปิดเผยความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจกับ “ประชาทรรศน์”

นายลออ กล่าวว่าได้ตัดสินใจเดินทางเข้ามายังท้องสนามหลวง กับกลุ่มคนโคราชรักประชาธิปไตยกว่า 30 คน เมื่อทราบว่าจะมีการรวมตัวกันแสดงพลังให้ประชาชนได้เห็นว่ายังมีคนอีกหลายกลุ่มไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งตนได้เดินทางมาพร้อมกับภรรยา ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา และได้อยู่ในบริเวณท้องสนามหลวง โดยไม่คิดว่าคืนนั้นจะเกิดการปะทะกันขึ้น

กระทั่งในตอนดึกกลุ่มผู้ชุมนุมที่ท้องสนามหลวงได้มีการเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปทางที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทราบว่าจะไปคัดค้านการปักหลักชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล ตนเองและเพื่อนๆ ก็เดินไปด้วย โดยไปกันด้วยมือเปล่าและพยายามเดินเกาะกลุ่มกันไป

เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเดินไปสักพัก ก็เจอแผงเหล็กเป็นด่านของตำรวจกั้นไว้ไม่ให้ผ่าน ก็มีการดันยื้อกันไปมาระหว่างตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุม แต่พอเดินไปอีกทางก็มีตำรวจถือโล่กั้นไว้ ตนได้ตะโกนบอกเพื่อนๆ ว่าอย่าดันตำรวจ แต่ตำรวจคงทานกำลังไม่ไหว ทางกลุ่มก็พากันเดินต่อไป เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งกุมหน้ามาบอกว่า “ผมถูกยิงตาแตก” เราก็บอกไปว่าให้ไปข้างหลังเลย พร้อมบอกให้คนดูแลด้วย

ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงปืนยิงมาทีละชุดๆ จากนั้นก็มีผู้ชายจากไหนไม่รู้วิ่งกรูกันมา ถือไม้มาตีคนที่ถูกยิงตาแตก ตอนนั้นตนได้ประคองตัวผู้ชายคนดังกล่าวอยู่ จึงได้พยายามตะโกนห้าม และตัดสินใจผลักออกไป กลุ่มผู้ชายที่เป็นการ์ดพันธมิตรฯ ก็ตรงเข้ามาทำร้ายตนแทน

โดยนำไม้ และเหล็กแป๊บมาตีที่แขน ตีที่บริเวณหน้าผาก ตนถูกตีจนทรุดลงไป พร้อมกับตะโกนบอกกับผู้ชายเหล่านั้นว่า อย่าๆ แต่เขาก็ไม่ฟัง ซ้ำยังลากตนเข้าไปในกลุ่มของพวกเขาอีก แล้วก็ยังมารุมตีอีก ขณะนั้นตนได้นอนคว่ำหน้าอยู่ เห็นกองเลือดตัวเองก็ยังคิดในใจเลยว่า งานนี้ตายแน่ คงไม่มีใครมาช่วยได้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนอีก 10 นัด พร้อมทั้งเสียงประทัดด้วย

“ผมไม่คิดว่าจะทำกันถึงขนาดนี้ คิดอยู่ว่าอาจจะมีตีกันแต่คงแค่หัวร้างข้างแตก ไม่นึกเลยว่าจะทำกันขนาดถึงเอาชีวิต คนไทยด้วยกันไม่น่าทำกันได้ขนาดนี้เลย จับกลุ่มตีกัน 5 คน 6 คน รุมตีคนๆ เดียว ผมถูกตีจนสุดทนจนสลบไป เขาถึงเลิกตี ผมต้องฝากขอบพระคุณคนที่มาช่วยชีวิตผม พามาส่งโรงพยาบาล ต้องกราบขอบพระคุณ”

นายลออ ได้เปิดให้ดูบาดแผลที่ด้านหลังของลำตัวซึ่งเกิดจากการถูกตีด้วยไม้ มีลักษณะเหวอะหวะบอบช้ำอย่างมาก ร่างกายบวมทั้งตัว นอกเหนือจากกระดูกแขนหัก 2 ข้าง โดยข้างขวาหักเป็นสองท่อน ถูกตีที่หน้าผาก และกรามหัก แพทย์ได้ทำการผ่าตัดแล้วเย็บไม่ต่ำกว่า 30 เข็ม

อย่างไรก็ตาม ถึงจะบาดเจ็บสาหัส แต่นายลออ ยืนยันว่าจะยึดมั่นในประชาธิปไตยต่อไป ถึงตัวจะต้องตายก็ตายแต่ตัว แต่ประชาธิปไตยที่ตนต่อสู้จะต้องอยู่ต่อไปในประเทศไทย

ด้านส่วนตัวตนมีความคิดเห็นทางด้านการเมืองมาโดยตลอด เชื่อในความเป็นประชาธิปไตยของตน แต่เห็นจากกลุ่มพันธมิตรฯ ถือว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวกดดัน หรือขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยแบบไหนมาขับไล่คนที่มาจากเสียงข้างมากของประเทศ นายลออกล่าวว่าตนนั้นรับไม่ได้กับความคิดนี้ และไม่ยอมรับการเมืองใหม่ 70 : 30 ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอด้วย

ทั้งนี้ ยังนึกแปลกใจว่าทำไมกลุ่มพันธมิตรฯ มีการกระทำที่ไม่สิ้นสุด ตั้งแต่เรียกร้องต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อท่านออกไปแล้ว ก็ไล่คนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ไม่ทราบว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการประชาธิปไตยแบบไหน ขนาดเลือกตั้งมาก็ยังไม่ยอมรับ

“ท่านไปดูถูกเขาได้ยังไง เขาผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ผมเองไม่เคยรังเกียจเลยหากรัฐบาลจะเป็นพรรคชาติไทย ประชาราช หรือประชาธิปัตย์ ผมถือว่ามาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน พวกพันธมิตรฯ คุณไม่มีขอบเขต ไปปิดทำเนียบ ทำให้ประเทศอับอาย คุณสมบูรณ์อยู่หรือเปล่า อยากบอกพวกแกนนำให้ไปตรองดูว่า บ้านเมืองเราเลวทรามต่ำช้าขนาดนั้นเลยหรือ บ้านเมืองเราเดินทางมาจนเป็นประเทศระดับแนวหน้ากลุ่มอาเซียนแล้วนะ”

นอกจากนี้ นายลออ ได้กล่าวถึง ส.ส.สัดส่วน จ.นครราชสีมา ด้วยท่าทีผิดหวังว่า ไม่นึกเลยว่าคนที่รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เป็นถึง ส.ส. แต่ไปขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวร้ายรัฐบาล ตนเสียใจ แทนที่จะใช้ความเป็น ส.ส.ขึ้นไปห้าม

ส่วนนักศึกษาต้องการถามว่า เกิดอะไรขึ้น ไม่มีความคิดกันเชียวหรือ ถึงไปเรียกร้องตามกลุ่มพันธมิตรฯ นักศึกษาเปรียบเสมือนกระดาษขาว ลองนำปากกามาขีดแบ่งเส้นตรงกลางแล้วเขียนแบ่งฝั่งพันธมิตรฯ กับ รัฐบาล ไล่ดูทีละข้อว่า รัฐบาลทำอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และพันธมิตรฯ ทำอะไรที่เป็นประชาธิปไตย

จากนี้ขอภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองผู้ที่บาดเจ็บคนอื่นๆ ทั้ง 2 ฝ่าย และฝากถึงพี่น้องประชาชนว่าอย่าฆ่ากันเอง ทั้งขอให้พันธมิตรยุติการกระทำได้แล้ว พร้อมกับกล่าวว่าหากออกจากโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเมื่อไร จะขอไปกราบศพนายณรงศักดิ์ กรอบไธสง วีรบุรุษที่เสียสละจากเหตุการณ์การปะทะกันที่วัดเสมียนนารี ก่อนไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลที่ จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม นายลออ ยืนหยัดแนวคิดประชาธิปไตยเดิมของตนต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ใดต้องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวของ นายลออ สามารถให้การช่วยเหลือได้ที่ชื่อบัญชี นางบุญชู เปียทอง บัญชีออมทรัพย์ เลขบัญชี 480-2-20992-6 ธนาคารทหารไทย สาขาถนนบวร











หัวใจประชาธิปไตย วีรชน ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง

คลิ๊กดูที่นี่

แด่...“ณรงศักดิ์ กรอบไธสง”สู่สุคติ นิรันดร์กาล...(คอลัมน์ : ส่ง...วีรชนกลับบ้าน) (ฉ.86)

19 ก.ย. 2008 . : ผู้อ่าน 48 คน - ตอบ 1 คน



จากคำพูดของหลายท่านหลายกลุ่มหลายอาชีพที่ไปร่วมชุมนุมในวันที่ 19 กันยายน 2551 ต่างพูดถึงแต่คำว่าประชาธิปไตยและการกระทำที่ขัดต่อกฏหมายบ้านเมืองของกบฏพันธมิตร แต่กับไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ ต่างก็พยายามเสนอแนวทางความคิดที่จะดำเนินการจัดการกับพวกกบฏพันธมิตร เพราะ ไม่เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองจะจัดการกับกบฏพันธมิตรนี้ได้เพราะ หลังจากได้เห็นความอยุติธรรมหลายเรื่องที่เกิดขึ้นกับฝ่ายรัฐบาล ที่กลุ่มคนที่รักประชาธิปไตยให้การสนับสนุน แต่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองโดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาระดับสูงกับมีท่าทีที่ เหมือนจะเชื่องกับคำพูดของแกนนำพันธมิตร แม้จะโดนด่ากี่ครั้งกี่หน ก็เหมือนกันได้รับการด่าสั่งสอนจากผู้ใหญ่ที่เคารพ ปัญหาของบ้านเมืองเพื่อความสงบสุขของชาติ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ที่มีหน้าที่ต้องดูแลปกป้องโดยตรงและรับเงินเดือนจากภาษี ของประชาชน แต่ก็ไม่เคยทำหน้าที่สมเกียรติเลย ปล่อยให้ประชาชนที่ต้องหากินเช้าค่ำ ต้องสละเวลาออกมารวมพลังเพื่อปกป้องประชาธิปไตยจากกลุ่มคนที่มุ่งหวังทำลาย .....

....................................................................................................

และนี่คืออีกหนึ่งนักสู้เพื่อประชาธิปไตย "เสนาะ นิ่มแสง"

"ผมมองเห็นพวกเขาใส่ผ้าพันคอสีเหลือง ในขณะที่กำลังใช้ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก วิ่งไล่ตี กลุ่มประชาชนที่เดินทางมาถึงเชิงสะพานมัฆวานฯ ผมตะโกนร้องด้วยความตกใจ สะพรึงกลัว “หยุดเถอะ พอแล้ว อย่าทำร้ายกันเลย เราคนไทยด้วยกัน” พอสิ้นเสียงของผมเท่านั้น ท่อนไม้ เหล็กแป๊บ กระหน่ำตีมายังตัวผมตั้งแต่หัว หน้าอก หลัง ท้อง ลำตัว โดยไม่ยั้งมือ"

“ไอ้สัตว์ มึงสมควรตาย” เป็นประโยคคำพูดออกจากปากชายคนหนึ่งที่เสนาะได้ยินอย่างชัดเจน พร้อมกับเสียงปืนดังลั่นขึ้นมา เป็นเสียงดังก้องกังวานในโสตประสาทของ เสนาะ นิ่มแสง อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว เสนาะทบทวนความจำเล็กน้อย พร้อมถอนหายใจลึกเข้าสู่ปอด

“คืนนั้น ผมโดนฝ่ายพันธมิตรฯ ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่ข้างหลัง กระสุนฝังในที่ลำไส้ ทั้งๆ ที่ผมนอนตะแคงล้มฟุบอยู่บนพื้นถนน ผมเอาแขนป้องปิดที่ใบหน้า ด้วยความเจ็บปวด ประสาทความรับรู้ ณ เวลานั้นได้ยินแต่เสียงปืนแผดคำรามเปรี้ยงปร้าง เสียงกรีดร้องระงม และเสียงก่นด่าที่ได้ยินมาจากพวกที่หามผมออกจากจุดที่เกิดเหตุ ผมจำได้ดีกับเสียงของผู้คนเหล่านั้นว่า “พวกมันมีอาวุธปืน พวกเราตายไปแล้วหนึ่งศพ” ผมถูกหามออกมาอย่างทุลักทุเล คนหามคนหนึ่งยังตะโกนบอกว่า "มันใช้หนังสติ๊กยิงเข้ามาข้างหลัง โอ๊ยเจ็บ เร็วเข้า หนีให้เร็วเข้าไว้" มารู้สึกตัวอีกทีก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว"
เสนาะ นิ่มแสง อายุ 52 ปี ยึดอาชีพขับรถแท็กซี่ หาเลี้ยงชีพมากว่า 7 ปีด้วยกัน เขาเป็นคนกรุงเทพที่เติบโตขึ้นมาด้วยการดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ ภรรยาหย่าร้างกันไปแล้ว เหลือไว้แต่ลูกสามคน เป็นชายสองคน หญิงหนึ่งคน ที่เสนาะดิ้นรนขวนขวายเลี้ยงดูจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เสนาะทำงานสารพัดชนิด ตั้งแต่เปิดร้านขายของ ขายก๋วยเตี๋ยว กระทั่งขับรถแท็กซี่เพราะความยากจน ได้อาศัยอยู่ในย่านชุมชนแออัดย่านถนนเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ เสนาะใช้ชีวิตที่ยากลำบากมาตลอดชีวิต กระทั่งถูกพวกค้ายาเสพติดพยายามจะใช้อิทธิพลให้เสนาะ ร่วมขบวนการค้ายาบ้าด้วย แต่เสนาะปฏิเสธทุกครั้ง เพราะไม่ว่าจะยากจนข้นแค้นสักเท่าไรก็ขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด แต่ก็ถูกพวกนักเลงหัวไม้ข่มขู่อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งมาถึงช่วงของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ประกาศนโยบายปราบปรามยาเสพติดและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ทำให้พวกพ่อค้ายาเสพติดที่เคยคุกคามเสนาะนั้นหายไปจากชุมชนที่เขาอาศัยอยู่เพราะถูกตำรวจจับกุมตัวได้ นี่คือจุดเริ่มต้นที่เสนาะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเขาศรัทธาและเชื่อมั่นในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

เสนาะหยิบบัตรทอง หรือบัตรประจำตัว 30 บาทรักษาทุกโรค มาให้ดู เขาพูดอย่างภาคภูมิใจ "ผมบาดเจ็บสาหัสครั้งนี้ หากไม่มีบัตรใบนี้ ไม่มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลทักษิณ ผมคงไม่ได้มาพบกับลูกๆและเพื่อนๆ ในวันนี้อย่างแน่นอน" เสนาะชูบัตรขึ้นพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “คิดถึงทักษิณ อยากเห็นเขากลับมาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย” เขาบอกว่า นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เขาออกมาต่อสู้กับพวก สนธิ ลิ้มทองกุล และ จำลอง ศรีเมือง "ผมไม่กลัวตาย หากว่าผมจะมีโอกาสต่อสู้เพื่อรักษาคนดี คนเก่ง แบบทักษิณ ไว้ในแผ่นดินไทย

ผมเกลียดพวกทหารที่ก่อการรัฐประหาร โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผมโกรธแค้น สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้บิดเบือน ให้ร้ายป้ายสีคนอื่นและเป็นต้นเหตุนำมาซึ่งการรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตย ทำลายทุกสิ่ง ทำลายพวกผมและทุกชีวิตของคนไทยที่หวงแหนสิทธิเสรีภาพ" เสนาะพูดด้วยน้ำเสียงที่เหือดแห้งในลำคอ แต่ทว่า มือไม้ที่เคลื่อนไหวและนัยน์ตาลุกวาวสะท้อนให้เห็นจิตใจอันบริสุทธิ์และความเชื่อมั่นในตนเอง

กระสุนขนาด 11 มม. ตำรวจเอาไปเก็บไว้เป็นหลักฐานแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่า พวกเขาจะใช้อาวุธปืน ทั้งๆ ที่พวกแกนนำพันธมิตรฯ ประกาศอยู่ทุกเวลานาทีว่าพวกเขายึดมั่นในสันติวิธี พวกเขาเป็นคนดีมีศีลธรรมอันสูงส่ง ไม่คิดว่าพวกพันธมิตรฯ จะป่าเถื่อน โหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ เสนาะเล่าให้ฟังว่า ขณะที่เดินไปยังจุดเกิดเหตุนั้น เขาหยิบไม้ขนาดเล็กขึ้นมาขนาดเท่ากับหนึ่งศอกที่ตกหล่นอยู่แถวนั้น เป็นท่อนไม้ลังสั้นและบาง เอาไว้คอยรับกับท่อนเหล็กยาวและไม้เบสบอลของฝ่ายพันธมิตรฯ ดีกว่าใช้สองแขนป้องกันตัว แต่ทว่าท่อนไม้ความยาวแค่ศอกเดียวนี้ทำอะไรฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เลย เขาได้ถอดเข็มขัดสีดำมาพันมือไว้ แต่ไม่อาจรองรับกับแรงกระหน่ำตีของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีรูปร่างบึกบึน

พวกเขามาเป็นกลุ่ม มากันรวดเร็วมาก สวมผ้าพันคอสีเหลือง ท่าทางทะมัดทะแมงดุดันแบบทหารเดนตายในสงคราม ส่วนเสนาะนั้นรูปร่างเล็ก ผอมบาง “ผมไม่มีแรงสู้หรอก” แต่ขอไปอยู่ตรงนั้นเพราะอยากจะไปช่วยคนที่ถูกกระหน่ำตีอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน แต่ตัวเขาเอง เสนาะ นิ่มแสง กลับถูกกระหน่ำตีด้วยท่อนไม้ ท่อนเหล็ก พร้อมทั้งส้นตีนที่กระหน่ำซ้ำเติมมาที่ตัวเขา แม้ว่าเขาล้มลงนอนฟุบกับพื้นถนนแล้ว เหี้ยมขนาดนี้ งานครบรอบ 35ปี ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ติ จ ว่า ท่อนไม้ความยาวแค่ศอ

ลำพังไม้และท่อนเหล็กที่ตีลงมาที่ตัวเขายังพอทน แต่ที่รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวจนเส้นเอ็นปูดโปน นอนกระสับกระส่าย ลูกสาวที่คอยดูแลอยู่ต้องให้ยานอนหลับ นั่นก็คือความทรงจำในโสตประสาทของเสนาะ นิ่มแสง ที่ปรากฏเห็นภาพชายฉกรรจ์สวมผ้าพันคอสีเหลืองบ้าง บางคนใส่กางเกงทหาร และอีกหลายคนในชุดเสื้อสีเหลือง ได้ใช้ด้ามไม้ที่มีธงชาติไทยฟาดลงมาที่ตัวเขาในขณะที่เขานอนฟุบลงอยู่บนฟุตบาธ ภาพของพวกเขาเป็นภาพอันหฤโหด เป็นภาพของความอำมหิตผิดมนุษย์ เป็นภาพที่ยากจะลืมเลือนไปจากโสตประสาทของเสนาะ นิ่มแสง ได้ ทุกครั้งที่เสนาะหลับตา ภาพเหล่านี้ยังคงหลอกหลอนตัวเขาอยู่

“คุณพ่ออาการดีขึ้น แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์คอยดูแลรักษาพยาบาลให้เป็นอย่างดี แต่คุณพ่อยังมีความเครียดทุกครั้งที่พูดคุยถึงภาพเหตุการณ์ในคืนวันนั้น คุณหมอได้ให้นักจิตวิทยาเข้ามาช่วยพูดคุยด้วยเพื่อให้คนไข้ปล่อยวาง ระยะหลังมีคนมาเยี่ยมมาพูดคุยให้กำลังใจ โดยเฉพาะแกนนำ นปช. ทำให้คุณพ่อคลายความเครียดและมีกำลังใจมากขึ้น คอยสอบถามข่าวคราวการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงและได้ขออนุญาต ออกจากห้องพักเพื่อไปร่วมชุมนุมที่สนามหลวงให้ได้” ดวงแก้ว นิ่มแสง บุตรสาวในวัย 18 ปี ที่คอยมาดูแลคุณพ่อเสนาะ นิ่มแสง พูดให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจที่มีต่อพ่อนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ความเจ็บปวดยังระบมไปทั่วร่างกายของชายชราในวัย 52 ปี ที่ชื่อ เสนาะ นิ่มแสง กรามหักรอวันผ่าตัดสมานกระดูกกรามให้เข้าที่ ซี่โครงหักสองซี่ กระสุนฝังใน ได้ผ่าตัดเอาออกไปแล้ว แต่แผลติดเชื้อต้องเปิดหน้าท้องเอาไว้เพื่อฆ่าเชื้อโรค รอวันที่จะต้องผ่าเฉือนเนื้อที่ต้นขามาโปะที่หน้าท้อง เนื้อหนังที่ระบมบอบช้ำ ความเจ็บปวดในครั้งนี้ยังพอกัดฟันสู้ แต่ที่น่าเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นในทุกวันนี้ ที่ เสนาะ นิ่มแสง พูดถึงบ่อยครั้ง ก็คือ บรรดาแกนนำพันธมิตรฯ ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล พวกเขากระทำราวกับประเทศนี้เป็นของพวกเขาไม่กี่คน สนธิ ลิ้มทองกุล และ จำลอง ศรีเมือง ต้องได้รับโทษทัณฑ์ที่ได้ทำผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน พวกเขาต้องชดใช้กรรมชั่วที่พวกเขาก่อกรรมทำเข็ญไว้ในแผ่นดินไทย "หวังว่าผมจะได้เห็นคนเหล่านี้พบกับหายนะในชีวิตก่อนที่ผมจะสิ้นลมหายใจไปเสียก่อน" เสนาะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ว่าจะไม่ชัดเหมือนปกติ

หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เสนาะ นิ่มแสง ไปปรากฏตัวเองทุกครั้งที่สนามหลวง หลังจากมีพีทีวีมาจัดชุมนุมขับไล่ คมช. เสนาะ นิ่มแสง ไปร่วมชุมนุมทุกคืน เขาชื่นชอบกับลีลาการปราศรัยของ จักรภพ เพ็ญแข ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธุ์ และ วีระ มุสิกพงศ์ ที่ทำให้ เสนาะ นิ่มแสง หูตาสว่าง ได้ความรู้ทางการเมืองมากขึ้น ในคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 เสนาะ นิ่มแสง ไปอยู่ในเหตุการณ์จลาจลที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ในครั้งนั้นด้วย เขาเห็นถึงภาพความป่าเถื่อนรุนแรงของตำรวจปราบปรามจลาจลในครั้งนั้น แต่ไม่โหดร้ายอำมหิตเท่ากับคืนวันที่ 1 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา

“วันที่ 12-14 ตุลาคม 2551 นี้ถ้าคุณหมออนุญาตให้ออกมาได้ ผมจะไปสนามหลวงก่อนเลย อยากไปร่วมการชุมนุมรำลึกการจัดงานครบรอบ 35ปี ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถ้าผมยังไม่ตายผมจะต่อสู้ต่อไปจนกว่าประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง” เสนาะ ย้ำอย่างหนักแน่น

เสนาะ นิ่มแสง เขาไม่ใช่คนถูกจ้างวานมาเพื่อท้าตีท้าต่อยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงกระทำต่อฝ่ายพันธมิตรฯ เขาไปที่นั่นเพื่อทวงคืนทำเนียบรัฐบาลด้วยสองมือเปล่า เขาไม่ได้ไปที่นั่นเพราะมีนักการเมืองคนใดหนุนหลังตัวเขา แต่เขาไม่ต้องการให้มีกลุ่มอันธพาลการเมืองเหิมเกริมไม่ยอมเคารพกติกาประชาธิปไตย เขาไม่ได้ไปที่นั่นเพราะมีใครสั่งให้ไป เขาไปที่นั่นด้วยจิตสำนึกประชาธิปไตย ผู้หวงแหนแผ่นดินไทยที่เขาอาศัยและเติบโตขึ้นมา เขาไปที่นั่นเพื่อจะบอกให้แกนนำพันธมิตรฯ ยอมมอบตัวกับตำรวจอย่าได้เอาทำเนียบรัฐบาลมาเป็นตัวประกัน

ความเจ็บปวดของ เสนาะ นิ่มแสง ได้เปิดโปงความเหี้ยมโหดของกลุ่มพันธมิตรฯ และได้เปิดโปงธาตุแท้ที่สกปรกโสโครกของพวกแกนนำพันธมิตรฯ ที่โกหกหลอกลวงประชาชนว่าพวกเขาเหล่าขุนนางชนชั้นสูง และแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งหมดนั้น เป็นคนดี เป็นพวกมีศีลธรรม รักสินติ และอหิงสา แต่ด้วยความเจ็บปวด และการบาดเจ็บของ เสนาะ นิ่มแสง ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 1 กันยายน ต่อเนื่องจนรุ่งเช้าของวันที่ 2 กันยายน 2551 นั้นได้ทำให้ความเป็นจริงพวกเขาแกนนำพันธมิตรฯ นั้นโดยธาตุแท้แล้วเป็นคนไร้ศีลธรรม เป็นคนโหดเหี้ยมป่าเถื่อน นิยมความรุนแรง เป็นคนโกหก ปลิ้นปล้อน ความจริงของพวกเขาเหล่านั้นกำลังถูกเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้กันมากยิ่งขึ้นแล้วในทุกวันนี้

รายงานโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข

(นสพ.ประชาทรรศน์)

อุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยที่คนไทยไม่เคยท้อในการต่อสู้

นี่ก็เป็นครั้งล่าสุด วันที่ 19 กันยายน 2551 ครบรอบ 2 ปี ที่กลุ่ม คมช.นำโดย พล.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจาก พ.ตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นากยกฯรัฐมนตรีใน วันที่ 19 กันยาน 2549 ที่ผ่านมา และเป็นการทำให้ชาติไทยต้องตกอยู่ในห้วงของอำนาจมือที่มองไม่เห็นที่เข้ามาแทรกแซงในองค์กรต่างระบอบอำมาตยาธิปไตยย้อนกลับเข้ามาคุกคามคนอีกครั้งและดูเหมือนจะครอบคลุมไปตามส่วนราชการและองค์กรอิสระบางส่วน ที่เป็นเครื่องมือ และอาวุธทำลายล้าง รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และนักการเมืองในพรรคไทยรักไทย จนมาถึง พรรคพลังประชาชน โดยมีทายาทเผด็จการ เช่น กกต.คตส.ปปช. รวมไปถึงพรรคเก่าแก่ อย่าง ปชป.ที่มีสมาชิกและคนของพรรค ไปร่วมขึ้นเวทีของกลุ่มกบฏพันธมิตร แต่ไม่เคยได้รับการทักท้วงจากนักวิชาการและสื่อเลว ที่อ้างแต่คำว่าสิทธิส่วนตัวตามคำพูดของ หน.พรรค ปชป. อย่าง มาร์ค ม.7 และทันทีที่มีการแจ้งข่าวออกมาชุมนุมของคนที่รักประชาธิปไตย ผมเองได้ออกไปร่วมชุมนุมที่สนามหลวงด้วยครั้งนี้ผมได้พูดคุยกับหลายท่านที่มาร่วมชุมนุม ต่างพูดเหมือนกันมารอมานานเพราะรู้สึกอึดอัดกับการกระทำของกลุ่มกบฏพันธมิตร และระอากับ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ เฉยเมยต่อการกระทำของพวกกบฏพันธมิตร ประหนึ่งว่าต้องการบอกให้รู้ว่า ครั้งหนึ่ง "กูก็เคยร่วมปฏิวัติเพื่อนร่วมรุ่นมาแล้ว เพราะคนพวกนี้แหละที่นำล่อง " ความเป็นพวกเดียวกันยังแนบแน่นในทางลับลึกที่มีมือที่มองไม่เห็น
คอยบงการอยู่เบื้องหลังตามคำเล่ารือของคนในสังคมไทย ยิ่งฟังก็ยิ่งมีความเป็นจริงที่สาวลึกเข้าไปทุกที หลังจาก นากฯสมัคร สุนทรเวช ที่โดนตัดสินด้วยคดีทำอาหารจนต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯรัฐมนตรี เป็นคดีที่คนทั่วโลกตะลึงและไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน นอกจากในประเทศไทย ทำให้ต่างชาติ งง กับข้อกฏหมายในเมืองไทย และที่ยิ่งหนักไปกว่านั้น พรรค ปชป.ฝ่านค้านที่มีคดีที่จ่อคิวด้วยความผิดในกฏหมายที่อยู่ใน รธน.50 เหมือนกัน แต่กับไม่มีการตัดสินสักที่ จนคดีของ พรรคพลังประชาชนหลายคดีถูกตัดสินให้มีความผิดแบบค้านสายตาขัดต่อความรู้สึกคนทั้งประเทศ และยังมีอีกหลายเรื่องที่จะตามมา แม้ตอนนี้จะได้ นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว แต่ชะตากรรมของพรรคพลังประชาชนยังไม่จบเมื่อรัฐบาลไม่ได่ทำงานในทำเนียบเพราะพวกกบฏยึดเอาทำเนียบเป็นที่ซ่องสุมกำลังคนมีอาวุธที่พร้อมจะลงมือทำร้ายคนที่เข้าไปแล้วไม่เห็นด้วยโดยไม่สนใจว่าจะเจ็บหรือตาย แต่หลายคนที่รักในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่เคยท้อถอยเลยที่จะออกมาต่อต้านและร่วมชุมนุม ความเป็นห่วงและรักประเทศชาติของคนเหล่านี้ น่ายกย่องเสียยิ่งกว่า นายพลผู้คุมกำลัง ทั้งตำรวจ ทหารที่นั่งบื้อทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ในขณะที่ต่างชาติขาดความมั่นใจนักลงทุนขาดความน่าเชื่อถือ และลงข่าวว่าเมืองไทยตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง แต่นักข่าวไทยกับบิดเบือนและให้ข่าวตามคำอ้างของพวกกบฏในเรื่องสิทธิในระบอบประชาธิปไตยในการชุมนุมอย่างอหิงสา สันติ ไร้อาวุธ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย นี่แหละครับคือเรื่องที่ผมรู้สึกว่าเป็นความอุบาทย์ของสื่อไทยที่เห็นผิดเป็นชอบ และหวังฉวยโอกาสหาผลประโยชฯร่วมกับพวกพ้องที่เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มกบฏพันธมิตร สักวันหนึ่งเถอะ วันที่ประชาชนคนไทยส่านมากของประเทศเขาจะอดทนไม่ได้และลุกขึ้นมาแบบมืดฟ้ามัวดิน เพื่อขับไล่ กลุ่มกบฏพันธมิตรและพวกที่เป็นอีแอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ให้ออกไปจากแผ่นดินนี้ หากยังเป็นเช่นนี้ คงไม่นานหรอก เพราะประชาชนที่รักประชาธิปไตยไม่เคยท้อที่จะออกมาปกป้องประเทศชาติศาสนาและสถาบันเบื้องสูง

รำลึก 2 ปี โจรกบฏปล้นประชาธิปไตย

ภาพบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ท้องสนามหลวง เนื่องในวัน “ครบรอบ 2 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยุติการเมืองพันธมิตร” โดยมีบรรดาแกนนำ นปช. อาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ฯลฯ พร้อมด้วย นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน (พปช.)

ซึ่งเป็นตัวแทนจากฝ่ายการเมือง สลับสับเปลี่ยนขึ้นปราศรัย ความเลวร้ายของการรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และการปักหลักชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งแนวคิดการเมืองใหม่ 70 : 30 ท่ามกลางประชาชนหลายหมื่นคนที่มามาร่วมชุมนุมท่ามกลางสายฝน เมื่อค่ำคืนวันที่ 19 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา
















พลังปวงชนคนรักประชาธิปไตย

นับตั้งแต่ กลุ่มพันธมิตรกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ความวุ่นวายของบ้านเมืองความแตกแยกของสังคมไทยเกิดขึ้นมาต่อเนื่อง โดยสื่อมี สื่อ ชั่วๆ หลายคนหลายกลุ่มร่วมมือตีข่าวเรียกความสนใจ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อบ้านเมือง กับให้ข่าวเข้าข้างพวกที่ออกมาก่อความวุ่นวาย ที่มีคนจัญไร รวมหัวกันเป็นแกนนำ และมีอีแอบอีกหลายคน หลายพวก คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในกลุ่มคนเลวแกนนำพันธมิตรปลุกระดมคนออกมาประท้วง เพื่อขับไล่ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็หลายครั้งที่กลุ่มคนที่รักประชาธิปไตยรวมตัวกันออกมาชุมึนมต่อต้านและเรียก
ร้องให้กลุ่มพันธมิตร หยุดการชุมนุม แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ และยังถุฏกล่าวหาว่าเป็นพวก นปช.และเป็นพวกลิ้วล้อของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และโดนแกนนำด่าสาดเสียเทเสีย หากมีคนที่มีชื่อเสียง มาร่วมในกลุ่มผู้ที่ออกมาต่อต้านหรือพูดตำหนิ กลุ่มพันธมิตร ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเมืองไทยจะมีกลุ่มคนระยำเช่นนี้อยู่ในประเทศ นายสนธิ ลิ้มทองกุล คนล้มลายและหนี้ท่วมหัวพล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพลนักธรรมลวงโลกที่รวมหัวกับ นายรักษ์ รักพงษ์ หัวหน้าลัทธิสันติอโศก ทำลายบ้านเมือง เหยียบยำพุทธศาสนา ไม่สมกับคำว่าอดีตนายทหารเลย ค่ามันน้อยกว่าพลทหารลูกชาวไร่ชาวนาที่ต้องพลีชีพเพื่อประเทศชาติ และบางคนก็พิการ
...............................................................................................................................................................
(นสพ.ประชาทรรศน์เปิดใจ สราวุธ แก้วสม เหยื่อที่ถูกกระสุนปืนของพวกกบฏพันธมิตร 2 ก.ย.2551)
สราวุธ แก้วสม เป็นหนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกยิงที่ขา จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่พันธมิตรฯ ก่อขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2551 และยังได้รับเงินบริจาคเป็ฯค่าใช้จ่ายทั่วไปจากชมรมคนรักทักษิณ ได้เปิดเผยภูมิหลังของตนเองว่า เป็นเด็กหนุ่มจาก จ.ชัยภูมิ จบการศึกษาชั้น ม.3 แล้วจึงเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นพนักงานแคชเชียร์ ประจำร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาสนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท์ ได้ 3 เดือน

โดยปกติจะไปเข้าร่วมการชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. บ่อยครั้งโดยติดตามพ่อไป ในวันเกิดเหตุวันที่ 2 กันยายน 2551 ได้ไปเข้าร่วมการชุมนุมที่สนามหลวงและร่วมการเดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาลด้วย ในระหว่างทางได้ไปนำท่อนเหล็กขนาดครึ่งนิ้วที่หักมาจากรั้วข้างทางติดตัวไปด้วยเพื่อป้องกันตัวและเดินไปอยู่แถวหน้าสุดของขบวน จนกระทั่งมาถึงบริเวณสะพานมัฆวานฯ ด้านขวามือ หลังจากเกิดเหตุปะทะกันแล้ว มีเสียงปืนดังขึ้น ปรากฏว่า ตัวเขาถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ขาขวาจนล้มลง และมีคนเข้ามาช่วยดึงออกไปจากที่เกิดเหตุนำส่งโรงพยาบาลนวนคร จ.ปทุมธานี โดยการใช้สิทธิประกันสังคม

สราวุธ แก้วสม ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโดนกระสุนปืนยิงเข้าที่ขาขวาทะลุ ทำให้กระดูกหน้าแข้งหักเป็นสองท่อน แพทย์ต้องใช้เหล็กเจาะยึดกระดูกไว้ ได้เข้าพักรักษาพยาบาลที่ห้องพิเศษ 606 ชั้น 6 โรงพยาบาลนวนคร เป็นเวลา 26 วัน อาการดีขึ้นตามลำดับ จนแพทย์ให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้แล้วเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินไปจากสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ได้รับเงินช่วยเหลือจาก นปช. และยังได้รับเงินบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปจากชมรมคนรักทักษิณอีกด้วย

สราวุธ ได้กล่าวยืนยันว่า ตนเองได้เดินไปถึงบริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่บาดเจ็บจากการปะทะกันระหว่างการ์ดพันธมิตรฯ กับประชาชน แต่คิดไม่ถึงว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ จะใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชน ทำให้ตนเองถูกยิงด้วยกระสุนปืน ซึ่งยิงมาจากด้านของม็อบพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน เพราะขณะที่ถูกยิงได้หันหน้าไปทางม็อบพันธมิตรฯ การได้รับบาดเจ็บสาหัสครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ตนเองท้อถอย หากหายเป็นปกติจะไปเข้าร่วมกับ นปช. เหมือนเช่นเคยและจะขออาสาสมัครเป็นหน่วยพิทักษ์ประชาธิปไตยที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับม็อบพันธมิตรฯ อีกครั้ง เพราะเห็นว่าการกระทำของม็อบพันธมิตรฯ เป็นการทำลายประชาธิปไตยและทำให้เศรษฐกิจเสียหายอย่างหนัก

ทางด้าน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช. ได้เปิดเผยว่า ทาง นปช.ได้จัดตั้งกองทุนของแนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะนี้มียอดเงินบริจาคทั้งสิ้น 157,770 บาท ซึ่งได้มอบเงินช่วยเหลือไปแล้ว และมีเงินเหลืออยู่เป็นจำนวน 83,945 บาท

ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสองรายพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สำหรับรายที่สาหัสมากที่สุดคือ นายประสิทธิ์ จันทร์เต็มดวง โดยสูญเสียตาไปหนึ่งข้างแล้ว ขณะนี้แพทย์ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษ หากท่านใดประสงค์จะบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บขอให้บริจาคเงินในนามของ กองทุนแนวร่วมประชาธิปไตย ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นจูรี่ เลขบัญชี 208-206-553-1

สันดานโจรกบฏพันธมิตร

คลิ๊กดูรายการ

เหตุการณ์พันธมิตรฯบุกยึดอาคารสถานีโทรทัศน์ NBT

28 ส.ค. 2008. : ผู้อ่าน 54 คน - ตอบ 0 คน




คลิ๊กดูรายการ

สกู๊ปนายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงผู้เสียชีวิตเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง พธม. และ นปก.

11 ก.ย. 2008. : ผู้อ่าน 500 คน - ตอบ 2 ค









ภาพของกบฏพันธมิตรที่รุมทำร้ายฝ่ายต่อต้านที่ออกมา
ปกป้องประชาธิปไตยและคัดค้านระบอบการเมืองใหม่
ของกบฏพันธมิตร โดยไม่คิดและคำนึงถึงความเป็นคน
ไทยเหมือนกันเลย สำหรับการกระทำของ กบฏพันธมิตร ในคืนวันที่ 2 กันยายน 2551



อุดมการณ์ของคนที่เห็นผิดเป็นชอบ ไม่เคยที่จะนึกถึงบาปบุญคุณโทษ กระทำการเยี่ยงพวกใจทมิฬ ทั้งที่สิ่งที่ตนทำนั้นเป็นการละเมิดกฏหมายและสิทธิของผู้อื่น แต่ก็ยังหน้าด้านว่าฝ่ายตนเองนั้นถูกบุกรุก นี่คือการกระทำของพวกโจรถ่อยกบฏพันธมิตร ที่อ้างว่ากู้ชาติแต่แท้ที่จริงแล้ว ต้องการโค่นล้มรัฐบาลที่คนทั้งประเทศโดยเสียงส่วนมากเลือกมาด้วยระบอบประชาธิปไตย การบุกยึกสถานที่ราชการทั้งสถานีโทรทัศน์ ทำเนียบรัฐบาลและทำร้ายผู้คนที่ไม่เห็นด้วย นี่คือความเลวของพวกกกบฏพันธมิตร ที่กระทำต่อประชาชนที่ออกมาประท้วงเพื่อปกป้องในวันที่ 2 กันยายน ปี 2551 เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมความรุนแรงที่กลุ่มกบฏพันธมิตรนั้นรุนแรง จนต่างประเทศพากันกล่าวว่าเลวร้ายกว่าการทำรัฐประหาร และรุนแรงเกินกว่าที่คนทั่วโลกจะรับได้ และสร้างความเสียหายให้ประเทศไทย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะชาตอต่างชาติขาดความเชื่อถือในระบออประชาธิปไตยและนักการเมืองฝ่ายอำมาตยาที่คอยปลุกระดมให้ออกมาสร้างความวุ่นวายแตกแยกเพื่อเป็นชนวนเหตุในการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

........................................

นี่คือสิ่งที่พวกกบฏพันธมิตรใช้และครอบครอง



วันเสาร์, กันยายน 20, 2551

มารผลาญแผ่นดิน

มาร จองหอง ทำลำพอง ผยองกล้า : มาร อิจฉา ก็วางแผน แสนชั่วร้าย :มาร จรจัด ถือโอกาส ก่อวุ่นวาย : มาร จัญไร ก็อ้างสิทธิ์ คิดครอบครอง
ยิ่ง มัวหมอง เมื่อมีมาร สันดานต่ำ : มุ่ง กระทำ แต่ความชั่ว อย่างหลงใหล :มาร หน้าหนา ได้โอกาส ปรากฏกาย :อวด ใครใคร ว่าตัวกู คู่ความดี
มาร อับปรีย์ ยิ่งกำเริบ เหิมเกริมหัก : อ้าง ยศศักดิ์ อ้างสวรรค์ แต่งแต้มสี : อ้าง ความงาม อ้างคุณค่า มากทวี : แท้ จริงมี ร่างเหี่ยวแก่ แค่จระกา
มาร สุดชั่ว มารวมตัว ย่ำยีชาติ : ทำ เก่งกาจ อาระวาด แหกปากไล่ : ฆ่า ความดี ปลูกฝังเลว เหมือนได้ใจ : มาร ปากร้าย มันเห่าหอน หลอนผู้คน
แล้ว กลุ่มมาร พันธมิตรฯ คิดครองชาติ : ป่าว ประกาศ สร้างเมืองมาร จัดการใหม่ : ฝึก คนดี ให้ทำชั่ว ก่อวุ่นวาย : ไม่เกรงใคร ไม่เกรงฟ้า ท้าประกาศ
มัน บังอาจ ตั้งลัทธิ อ้างหากิน : มัน ดูหมิ่น อ้างศาสนา หน้าไม่อาย : มัน เลียนแบบ ทำเหมือนสงฆ์ ให้คนไหว้ : มาร จัญไร มารชั่วช้า มารพันธมิตรฯ