ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันพุธ, พฤศจิกายน 19, 2551

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว โดย ณัฐณิชา...ปชป.เชิญยิ้ม.

ปชป.เชิญยิ้ม...คงอีกนานถ้ายังคงใช้เพียงฝีปากโดยไม่ใช้ฝีมือ

ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าชัยชนะตกเป็นของ นายบารัค โอบามา ชายหนุ่มผิวสี นักการเมืองอนาคตไกลจาก พรรคเดโมแครต

ทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะผู้นำของแต่ละประเทศ ต่างร่วมแสดงความยินดีกับการจะเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของ นายบารัค โอบามา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนผิวสีบุคคลแรก ที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

นอกจากที่ทั่วโลกกำลังร่วมแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทั่วทั้งโลกล้วนแล้วแต่แสดงความชื่นชมต่อสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา”

นอกจากภาพการเข้าจับมือร่วมแสดงความยินดีของ นายจอห์น แมคเคน ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นฝ่ายปราชัยนั้น จะแสดงให้เห็นถึง “สปิริต” ทางการเมืองอันสูงส่งของ นายจอห์น แมคเคน เองแล้ว

ยังแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมและมารยาททางการเมืองการปกครองอันงดงาม ในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เพราะภาพการที่ ผู้ปราชัยเข้าจับมือร่วมแสดงความยินดีกับผู้ชนะ นั้น มิใช่เพิ่งจะมามีให้เห็นในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้เท่านั้น แต่ปรากฏให้เห็นมาทุกยุคทุกสมัยที่มีการแข่งขันเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกา

แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ นั่นก็คือ ชัยชนะของ นายบารัค โอบามา ซึ่งทำให้เขาได้กลายเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายอเมริกัน-แอฟริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ทันทีที่ได้รับเลือกเข้ามา

ด้วยในอดีต แม้จะมีคนผิวสีที่มีความรู้ ความสามารถ หรือได้รับความนิยมชมชอบมากมายขนาดไหน ก็ยากที่จะฝ่าเข้าไปนั่งเป็นประธานาธิบดีในหัวใจของคนอเมริกัน

ดังนั้น สิ่งที่ทั่วโลกได้รับจากการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ หาใช่เพียงแค่ความชื่นชมที่มีต่อ นายบารัค โอบามา ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตเท่านั้น

แต่สิ่งที่เป็นความพิเศษและงดงาม ซึ่งปรากฏสู่สายตาชาวโลกอีกอย่าง นั่นก็คือ “ความมหัศจรรย์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย”

สปิริตในการยอมรับความพ่ายแพ้ และมารยาททางการเมืองอันสูงส่งของอเมริกันชน ที่เคยมีมาอย่างยาวนานในการแข่งขันเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

วันนี้ชัยชนะของ นายบารัค โอบามา ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นสิ่งดีๆ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพิ่มจากเดิมอีกว่า “แนวนโยบายที่จะนำมาใช้บริหารประเทศของเขา สามารถทำลายกำแพงกีดกันคนผิวสี จนทำให้ทะยานเข้าไปนั่งในหัวใจของชาวอเมริกันได้”

และการยอมรับความพ่ายแพ้ของ นายจอห์น แมคเคน ก็ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นเช่นกันว่า “อเมริกันชนทุกคน ยึดมั่นและเคารพในกติกาการปกครองของชาติบ้านเมือง” โดยเฉพาะคนผิวขาวที่น่าจะได้รับการยกย่องและชื่นชมอย่างมากเป็นพิเศษ

จากอดีตตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถกำหนดบทบาททิศทางของโลกได้ ที่เคยถูกสงวนไว้ให้เพียงแค่คนผิวขาวนั้น ณ ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาได้ทำให้ชาวโลกมองเห็นแล้วว่า พวกเขาหลุดพ้น “กับดักแห่งการเมืองการปกครอง” แล้วจริงๆ

คนผิวสีของสหรัฐอเมริกาที่เคยถูกมองว่าเป็นชนชั้นต่ำ ขาดการศึกษา หรือที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “อเมริกันชนคนรากหญ้า” วันนี้พวกเขาได้รับสิทธิเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ดูได้จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งอิสรภาพ และเสรีภาพ ครั้งล่าสุด

เพราะชัยชนะของ นายบารัค โอบามา คือสิ่งที่มิอาจจะปฏิเสธได้ว่า นี่คือความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของอเมริกันชนทั้งประเทศ ไม่เลือกว่าเป็นคนผิวขาว หรือคนผิวสี และไม่แบ่งแยกว่าเป็นคนมีการศึกษา หรือคนด้อยการศึกษา และที่สำคัญ แม้บางเมือง บางรัฐ นายบารัค โอบามา จะพ่ายแพ้ก็ตาม แต่รวมๆ แล้วทั้งประเทศเขาคือประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา

ย้อนกลับมาที่เมืองไทย ที่ไม่ยอมพลาดกระแสเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ภาพการไปร่วมลุ้นการนับคะแนน และร่วมส่งสารไปแสดงความยินดีต่อ นายบารัค โอบามา ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีของไทย ณ สถานทูตของสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาดที่ผู้นำรัฐบาลไทยพึงควรดำเนินการ

แต่การเกาะกระแสเรื่อง นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา โดยไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามกล่าวยกยอปอปั้นหัวหน้าพรรคของตนเอง ในงานเลี้ยงระดมทุนของพรรคที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ว่า

“อเมริกามี โอบามา ประเทศไทยเราก็มี โอบามาร์ค”

ได้สร้างเสียงหัวเราะขบขันไปทั้งประเทศ ในบรรยากาศที่บ้านเมืองกำลังโศกเศร้าไว้อาลัย และเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสีสันบรรยากาศ ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะตึงเครียด

แม้งานในค่ำคืนนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถระดมทุนได้มากมายกว่า 300 ล้านบาท แต่เชื่อเถอะว่า ไม่มีนายทุนคนไหนหน้าโง่พอที่จะเห็นคล้อยตามคำพูดของเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน ทุนบริจาคที่ได้รับมากว่า 300 ล้านบาทนั้น เพราะอะไร? คนทั้งประเทศ หรือแม้กระทั่งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เองล้วนรู้อยู่แก่ใจถึงที่มาที่ไปของเงินทุนจำนวนดังกล่าว

สิ่งเดียวที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ โอบามาร์ค ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พอจะเทียบเคียง นายบารัค โอบามา ได้ นั่นก็คือ อายุของวัยที่ไล่เลี่ยกัน เพียงเท่านั้นจริงๆ ส่วนด้านอื่นๆ คงยากที่คนมีสมองมองออก คนไหน? จะกล้าคิดไปดึง นายบารัค โอบามา ให้ต่ำลงมา

เพราะการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของ นายบารัค โอบามา ไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งแผนบันไดตามเอกสารลับของใคร? และไม่จำเป็นต้องใช้อภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

และที่สำคัญ นอกจาก โอบามาร์ค ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะไม่สามารถเทียบเคียง นายบารัค โอบามา ได้แล้ว แม้กระทั่ง นายจอห์น แมคเคน ผู้พ่ายแพ้การชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โอบามาร์ค ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มิอาจสามารถเทียบเคียงได้เช่นกัน

เพราะ นายจอห์น แมคเคน หลังพ่ายแพ้ นอกจากจะไปจับมือร่วมแสดงความยินดีแล้ว ยังไม่เคยออกมากล่าวหา นายบารัค โอบามา ว่าซื้อเสียงเลย และที่สำคัญไม่เคยคิดหนุนหลังม็อบ หรือให้ลูกพรรคไปร่วมกับม็อบ เพื่อทำการขับไล่ นายบารัค โอบามา เลย

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า “อเมริกามีโอบามา ประเทศไทยเราก็มี โอบามาร์ค” ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในงานเลี้ยงระดมทุนที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นานนั้น จึงเป็นเพียงมุกตลกที่อาจจะดูฝืดๆ ในอารมณ์ร่วมของคนไทย ที่ต่อไปคงอาจจะต้องเรียกพรรคการเมืองพรรคนี้ว่า “ประชาธิปัตย์ เชิญยิ้ม” หรือ “สุเทพ เชิญยิ้ม” ก็เป็นได้

ใครเลยจะคาดคิดว่า เพียงแค่ความกระสัน ความอยาก ที่หวังจะใช้แต่ทางลัดในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง จะสามารถทำให้คนเราเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนี้
“โอ...บ้ามาก”

...ที่มาจาก http://www.prachatouch.com/content.php?id=13336

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลังบทความของบล็อก