ชาวดิน ออนเน็ต

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี
ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน
ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี
อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง
คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน


โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันอาทิตย์, ตุลาคม 05, 2551

เบื้องหลังก่อนจับ พล.ต.จำลอง เป็นแผนของฝ่ายใด เรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่สงสัย

ที่มาภาพและข่าว / นสพ.ไทยรัฐ /นสพ.โลกวันนี้/ นสพ.ประชาทรรศน์/มติชน/เดลินิวส์

‘บิ๊กจิ๋ว’ส่งจปร.7คุย‘จำลอง’ ก่อนเปิดเจรจา

“บิ๊กจิ๋ว” ส่งนายทหารคนสนิทเพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 “จำลอง” บุกทำเนียบรัฐบาล เปิดอกคุยก่อนจะมีการตั้งโต๊ะเจรจากันอย่างเป็นทางการ หลังคุยครึ่งชั่วโมง “จำลอง” อ้างมาเยี่ยมในฐานะเพื่อนเก่า ไม่ได้มาเสนอเงื่อนไขอะไร ปัดยังไม่ได้นัดเจรจา 9 ต.ค. อย่างที่เป็นข่าว ด้าน “บิ๊กจิ๋ว” ระบุมีการต่อสายคุยกันอยู่เรื่อยๆ และมีความคืบหน้าระดับหนึ่ง ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ ยืนยันไม่มีข้อเสนอเรื่องถอนหมายจับข้อหากบฏ และหาที่ชุมนุมใหม่ให้ม็อบ
วันที่ 2 ต.ค. 2551 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มกระบวนการที่จะเจรจากับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ได้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ มาแล้วหลายครั้ง
เวลาประมาณ 13.00 น. พล.อ.ชวลิตได้ส่ง พล.ท.พิรัช สวามิวัสดิ์ หรือ “เสธ.หมึก” ซึ่งเป็นนายทหารร่วมรุ่น จปร.7 กับ พล.ต.จำลอง ไปพบ พล.ต.จำลองที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อไปถึงไม่สามารถเข้าไปในทำเนียบได้ จึงต้องนั่งรอ พล.ต.จำลองอยู่ที่กระตูทางเข้า ซึ่งระหว่างนั้นนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้เดินผ่านมาบริเวณดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้ความสนใจตัวแทนของ พล.อ.ชวลิตแต่อย่างใด
จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.50 น. พล.ต.จำลองจึงออกมาพบ พล.ท.พิรัช พร้อมกับบอกผู้สื่อข่าวว่าขอเวลาเป็นส่วนตัวคุยกับเพื่อนสักครู่ จากนั้นได้พา พล.ท.พิรัชไปนั่งคุยในเต็นท์ผู้ชุมนุม โดยใช้เวลาคุยกันประมาณ 30 นาที
พล.ต.จำลองเปิดเผยว่า เป็นการมาถามสารทุกข์สุกดิบธรรมดาในฐานะเพื่อน มาดูว่าอยู่กันอย่างไร ไม่มีอะไรนอกจากนั้น
“คุยกันในฐานะเพื่อนที่ไม่เจอกันมาหลายปี” พล.ต.จำลองกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ชวลิตได้ฝากประเด็นอะไรเกี่ยวกับที่จะเจรจากันวันที่ 9 ต.ค. มาหรือไม่ พล.ต.จำลองกล่าวว่า ยังไม่ได้นัด สื่อคาดการณ์กันไปเอง ช่วงนี้ พล.อ.ชวลิตยุ่งเพราะต้องเตรียมตัวแถลงนโยบายต่อสภาในวันที่ 6-8 ต.ค. นี้ แต่อาจจะมีการคุยกันในวันที่ 9 ต.ค. อย่างที่คาดการณ์กันก็ได้
ด้าน พล.ท.พิรัชกล่าวว่า มาเยี่ยมเป็นการส่วนตัว และฝากความห่วงใยของ พล.อ.ชวลิตมาด้วย
“ผมเป็นแค่เพื่อน เรื่องจะเจรจาต้องต่อสายตรงกันเอง” พล.ท.พิรัชกล่าวพร้อมระบุว่า ความเห็นของ พล.อ.ชวลิตส่วนมากใกล้เคียงและสอดคล้องกับ พล.ต.จำลอง จึงมีแนวโน้มที่จะพูดคุยกันไปในทางที่ดีได้
ด้าน พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ที่ดอนเมืองว่า ยังไม่ได้นัดหมายกับแกนนำพันธมิตรฯ ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ
“ไม่ได้นัดว่าจะคุยกันวันที่ 9 ต.ค. อย่างที่มีข่าว แต่ก็ติดต่อประสานกันอยู่เรื่อยๆ และมีความคืบหน้าระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถบอกได้ ยืนยันว่าการเจรจาไม่มีเงื่อนไขใดๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใหม่ใช้รองรับการชุมนุมหรือการถอนหมายจับข้อหากบฏ เพราะทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับแกนนำพันธมิตรฯ การเจรจาร่วมกันคือการไปสู่จุดหมายให้ได้การเมืองที่ดี” พล.อ.ชวลิตกล่าว

(ที่มาข่าว นสพ.โลกวันนี้)
.........................................................................
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนร่วมรุ่น จปร.7
ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

ก่อนโดนจับเมื่อครั้งเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ปี่ 2535 คนที่ออกมายอมรับทางทีวีว่าเขาคือผู้ช่วยเหลือ พล.ต.จำลอง ในการนำนักศึกษาก่อเหตุจราจล คือ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และเคยประกาศไม่มีประชาธิปไตยใดได้มาโดยไม่ใช้กำลังและหากพลตรีจำลองโดนจับตามหมายศาล ก็พร้อมจะเข้าทำงานแทนโดยใช้การชุมนุมเชิงรุก แบบที่เคยทำตอน พฤษภาทมิฬ

พล.อ.พัลลภ เป็นครอบครัวชาวนาใน อ.สามพราน จ.นครปฐม จบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่น 7 เมื่อปี 2503 มีเพื่อนร่วมรุ่นคนสำคัญๆ อาทิ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, พ.อ.สาคร กิจวิริยะ, พ.อ.บุลศักดิ์ โพธิ์เจริญ และ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร (เสียชีวิตไปแล้ว)

"วันใดที่พล.ต.จำลองถูกจับเข้าคุก ผมจะขึ้นเวทีเพื่อประกาศชัยชนะให้กับพันธมิตรฯทันที"พล.อ.พัลลภกล่าว
"พัลลภ"รับไม้"จำลอง"ลั่นใช้แผนเผาเมืองเลียนแบบพฤษภาทมิฬ
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนตาย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ

ประกาศ จะขึ้นเวทีเพื่อประกาศชัยชนะ
หากพล.ต.จำลองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขัง

..................................................................
**ครั้งหนึ่งที่ จำลอง ศรีเมือง เคยโดนจับ**

พล.อ.สุจินดา คราประยูร

พ.ค.ทมิฬ จาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี (บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสาน รสช. )

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการมติชน เขียนเล่าอดีตพฤษภาทมิฬที่ไม่เคยมีใครได้รู้ โดยคัดลอกจากวิทยานิพนธ์ ของวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ว่า...
ในบทสุดท้ายของหนังสือ "บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสาน รสช." วิทยา นิพนธ์ของ "วาสนา นาน่วม" ที่กำลังฮอต พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำนายทหาร จปร.7 ขอสิทธิชี้แจง ที่ถูก พล.อ.สุจินดา พาดพิงในวิทยานิพนธ์หลายเรื่อง ซึ่ง วาสนา นาน่วม ได้นำคำสัมภาษณ์ดังกล่าวมาตีพิมพ์ไว้ด้วย
อ่านคำสัมภาษณ์นั้นแล้วรู้สึกตื่นเต้น ตื่นเต้น กับข้อมูล อันเป็นเบื้องหลังของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในมุมของ พล.อ.พัลลภ ซึ่งเท่าที่ติดตามข้อมูลกรณีพฤษภาทมิฬมาหลายเวอร์ชั่น ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลในส่วนนี้เลย ไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวหรือเปล่าที่ "ตกข่าว" นี้ แต่ คิดคงไม่ใช่ น่าจะมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลในส่วนดังกล่าว เลยขอช่วย "วาสนา นาน่วม" เผยแพร่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์เหตุการณ์เดือนพฤษภา35บางส่วน อยากอ่านเต็มๆ ต้องไปหาหนังสือมาอ่าน พล.อ.พัลลภ เล่าว่า ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เนื่องจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เป็นเสมือน "เพื่อนตาย" ได้โทรศัพท์มาบอกให้ไปอยู่เป็นเพื่อน ระหว่างที่กำลังอดข้าวประท้วง พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ รสช. "ตอนบ่ายผมไปหาเขาที่สภา ผมก็นั่งเป็นเพื่อนเขา แล้วโทรเรียกไอ้หมึก พลโทพิรัช สวามิวัศดุ์ มา เขามาถึง 5 โมงเย็น ก็นั่งเป็นเพื่อนจำลองมาตลอด" และการมาอยู่เป็นเพื่อนนั้น พล.อ.พัลลภ ได้ยอมรับว่า มีการปรึกษาหารือกันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ จะชนะได้ มี 2 ประการเท่านั้น 1) ทหารใช้อาวุธปราบประชาชน 2) วันไหนจับ พล.ต.จำลอง วันนั้น "เรา" ชนะ
ข้อมูลส่วนนี้ทำให้เรารู้ว่าการจับ พล.ต.จำลอง เป็นเกม ที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้ว ?? ด้วยมันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาด เรื่องแพ้-ชนะ เลยทีเดียว พล.ต.จำลอง ต้องถูกจับ ? ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
พล.อ.พัลลภ ให้สัมภาษณ์ว่า "การจับจำลองผมรู้ก่อน พอเที่ยงๆ ลูกน้องผมเยอะ โทรมาบอกว่าเขาจะไปจับจำลองนะ จำลองนอนอยู่โรงแรมมาเจสติค มันร้อน มันหนีขึ้นไปนอน พอผมรู้ปั๊บผมก็ขึ้นไปหาไอ้ลอง บอกไอ้ลองว่า เฮ้ย เข้าล็อกเราแล้ว เดี๋ยวเขาจะมาจับมรึง มรึงลงไปรอให้จับเลย" "แล้วผมกับไอ้หมึกก็ไปนั่งดูบนป้อมที่เฉลิมไทย รอดูเขาจับจำลอง เขาคิดว่าจับจำลองแล้วจะจบ" แต่จริงๆ แล้วไม่จบ เหตุการณ์กลับรุนแรงมากขึ้น ซึ่งตามความเข้าใจของเรา มองว่า เหตุการณ์ที่ขยายใหญ่ขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่ไร้การควบคุม และไม่มีการจัดตั้ง เป็นแรงผลักดันของคนที่โกรธแค้น มากกว่า
แต่ พล.อ.พัลลภ กลับบอกเป็น "นัย" ว่า "พอจับ จำลองไป เขาเปิดแชมเปญเลี้ยงเลยนะ ...เขาคิดว่าจับจำลองแล้วจะจบ พอไม่จบ เขาก็มองที่ผมกับหมึก เขาสั่งจับตายผมนะ ...เด็กลูกน้องผมมาบอกว่าเขาสั่งจับตายผม แต่ผมไม่หนี นั่งอยู่โรงแรมรอยัล จนกระทั่งหน่วยรบเข้าทลาย ผมก็หนีออกไปอยู่วงเวียนใหญ่ แต่ไอ้หมึกโดนจับเพราะมันง่วง มันหนีไปนอน แต่ทหารรบพิเศษ ไม่ทำอะไร เพราะทหารมันมาจากลพบุรีเป็นลูกน้องผม ไอ้หมึกเขาบอกว่า เฮ้ยkuเพื่อนพันเอกพัลลภ มันก็เลยปล่อย..."
ส่วนจุดเริ่มต้นแห่งการ นองเลือดในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ที่ฝ่ายตรงข้าม พล.ต.จำลอง ระบุว่า พล.ต.จำลองพาคนไปตาย นั้น
พล.อ.พัลลภ ให้ข้อมูลในส่วนนี้ว่า "วันที่เราจะ move มาที่สะพานผ่านฟ้า 3 โมงเย็น หมอที่ดูแลจำลองอยู่ เขาบอกว่าจะต้องให้พี่จำลองกินข้าวนะ ถ้าไม่กินข้าว ไม่รับรองความปลอดภัย อาจจะช่วยชีวิตได้ แต่จำลองจะปัญญาอ่อน ผมก็หันมาปรึกษาไอ้หมึกว่า เราต้องหลอกให้ไอ้ลองกินข้าว มีทางเดียวเราต้อง move กำลัง แกล้งไปประจันหน้ากับทหาร แล้วหลอกให้ไอ้ลองกินข้าวว่ามรึงจะตายไม่ได้ มรึงเป็นแม่ทัพแล้ว ผมบอกไอ้หมึก ไปบอกพี่จิ๋ว พี่จิ๋วเขาร่วมอยู่ด้วย ไอ้หมึกหายไปสักพัก กลับมาเกือบ 5 โมงเย็นบอกว่าพี่จิ๋วไม่ยอมให้มีการ move คนจากสนามหลวงมาผ่านฟ้า เมื่อพี่จิ๋วไม่ยอม ถ้าเราไปพูดกับพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่ยอม หมอเหวง หมอสันต์ องค์กรประชาธิปไตย นักศึกษาก็ไม่ยอม เราก็มาคิดว่าจะทำยังไงให้จำลองมากินข้าวให้ได้
เชื่อไหม ความเฮงของผม เกือบทุ่มหนึ่ง พี่ตุ๋ยเขาไปเอาครอบครัวทหารจาก พล.ร.9 มาสนามหลวง 500-600 คน เราจำได้ลูกน้องเราทั้งนั้น ผมถามว่ามรึงมากันทำไม มันเล่าให้ฟังว่าให้มากวนๆ ในสนาม หลวง ผมก็เลยบอกลูกน้องว่าเฮ้ยไปบอกพวกมรึงนะว่าเดี๋ยว 2 ทุ่kuจะเดินเอาจำลองไป แล้วมรึงเดินตามนั้น พอสองทุ่มพี่ก็เอาทหาร พล.ร.9 แบกจำลองเดินมาผ่านฟ้า มันก็เลยตามกันมากันหมด พวกนั้นเขาก็โกรธมาก พี่จิ๋ว ประชาธิปัตย์ องค์กรประชาธิปไตย หาว่าทำโดยพลการ"
สําหรับ นาทีปะทะ พล.อ.พัลลภ ให้ข้อมูลว่า "(พอประจันหน้ากัน) ผมก็กลัวจะปะทะก็เดินตรวจ บอกพวกเราว่าอย่าเข้าไปใกล้ลวดหนามนะเพราะทหารอยู่ เราเดินไปถึงแยกภูเขาทอง เห็นนักศึกษากลุ่มใหญ่ไปเขย่ารั้วลวดหนาม ตำรวจอยู่ข้างหลัง เขาพูดอะไรไม่รู้ ปรากฏว่าตำรวจใช้กระบองตีนักศึกษา 2-3 คนลงไปชัก พวกนักศึกษาก็ฮือ พอฮือ ตำรวจมันก็ยิง พอยิงปั๊บไอ้หมึกเขาโกรธ เลยคว้าระเบิดมือจะขว้าง ผมจับมันไว้ว่าไม่ได้ อาวุธเรามีเยอะนะ แต่เราตกลงกันไว้ว่าจะไม่ใช้อาวุธ เพราะถ้าเราใช้อาวุธปั๊บเขาจะมีความชอบธรรมในการปราบทันทีเลย
เชื่อไหม ด้วยความโกรธนักศึกษานอนกับพื้นชกพื้นถนนจนมือแตก ร้องไห้กัน เราไม่รู้จะทำยังไง แว้บขึ้นมาตรงนั้นมีดับเพลิงภูเขาทอง ก็เข้ายึดเลย ตำรวจหนีหมด พอเข้าไปเปิดห้อง เจอขวดเบียร์ ขวดเหล้าบาน ก็นึกถึงระเบิดเพลิง เลยบอกนักศึกษาทำระเบิดเพลิงเอาน้ำมันจากรถดับเพลิง ชนวนก็เอาเสื้อยืดตำรวจนั่นแหละ นั่งทำกันได้ 50 ลูก เชื่อไหม กำลังนั่งทำอยู่ วัดสระเกศมีร้านขายไม้เยอะ ชาวบ้านขนไม้หน้า 3 มาให้เป็นคันรถ เพื่อเอาไปตีกับตำรวจ ขนมาให้เป็นคันรถ พอทำเสร็จประมาณตี 1 ก็บอกไอ้หมึกว่าตีสองค่อยตีตำรวจ เพราะนักศึกษาเขาไม่ยอม ผมก็เดินข้ามไปฝั่งโน้นไปบอกทหารว่าตี 2 เราจะตีตำรวจนะ พวกลื้อไม่เกี่ยวนะ อย่าใช้อาวุธนะ ทหารก็เชื่อ พอตี 2 ไอ้หมึกเขาก็ตีตำรวจ เอาระเบิดขว้างเลย ทหารขึ้นรถหนีหายไปหมดเลย เราตีตำรวจแค่นั้นเอง ถ้าตำรวจไม่ตีนักศึกษาก็ไม่เกิดเรื่องหรอก นักศึกษาเขาโกรธ ก็เลยเผา สน.นางเลิ้ง เลย" ส่วนม็อบมอเตอร์ไซค์นั้น พล.อ.พัลลภ อ้างว่า "ใช่ๆ เป็นม็อบของพี่จิ๋วเขา น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นเลขาฯ พรรคความหวังใหม่ ที่เพิ่งตั้งขึ้นมา เป็นม็อบของพรรคที่ น.ต.ประสงค์ เขามองว่ามอเตอร์ไซด์จะใช้เป็นหัวคะแนน ตั้งมา 4 พันคน พอดีเกิดเหตุการณ์ก็เลยเอามาใช้"




(บทความพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1124 วันที่ 4 มีนาคม 2545)


ใครเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ มักเหนื่อย

ด้วยเขามีประสบการณ์อันเชี่ยวกรากในด้านการข่าวและยุทธวิธี ในฐานะเลขาธิการสภามั่นคงแห่งชาติ ในยุคสงครามเย็นและยุคสงครามคอมมิวนิสต์

น.ต.ประสงค์ ถูกยกเป็นสุดยอดของ "นักยุทธวิธี" ที่มุ่งสู่ชัยชนะ แบบกัดไม่ปล่อย จนมีคำกล่าวประจำสำหรับตัวเขาคือ "อะไรก็ได้ แต่ขอให้ชนะ"

นับตั้งแต่ น.ต.ประสงค์ ลาออกจากราชการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2529 เพื่อเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เขาก็ได้แสดงให้ความเจนจัดในการ "จัดการกับคู่อริทางการเมือง" อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้านขณะนั้น

บทบาทอันโดดเด่นในการคุ้มบัลลังก์ให้กับ พล.อ.เปรม ทำให้ น.ต.ประสงค์ ถูกยกเป็น "นายกฯ น้อย"

และเมื่อ พ.ศ.2531 ภายหลังจาก พล.อ.เปรม ประกาศวางมือทางการเมือง กลายเป็นทางเปิดโล่ง ให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก้าวขึ้นสู่นายกรัฐมนตรีอย่างไม่คาดฝัน

ภาพอันแตกต่างระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.ชาติชายที่เป็น "นักการเมืองเต็มตัว" ดูเหมือนจะทำให้ น.ต.ประสงค์ รับไม่ได้

จึงก้าวไปยืนอยู่ในฝั่งตรงข้าม พร้อมกับเริ่มปฏิบัติการโค่นรัฐบาล พล.อ.ชาติชายอย่างเปิดเผย

เขาเป็นคนแรกๆ ที่สร้างภาพ "บุฟเฟ่ต์คาบิเนต" ให้แก่รัฐบาลน้าชาติ แล้วติดตามด้วยไม้เด็ด ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์ปลุกผีคดี "ลอบสังหาร" บุคคลสำคัญของชาติ เพื่อทะลวงเข้าใส่บุคคลรอบตัวของ พล.อ.ชาติชาย โดยเฉพาะ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร

"คดีลอบสังหาร" ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย อย่างรุนแรง และที่สุดมันก็ได้กลายเป็น เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) กระทำรัฐบาลประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

คดีลอบสังหารที่มี พล.ต.มนูญกฤต เป็นจำเลย ปรากฏว่าเมื่อขึ้นสู่ศาล ศาลได้สั่งยกฟ้อง พล.ต.มนูญกฤต เป็นผู้บริสุทธิ์

แต่ น.ต.ประสงค์ ก็ได้บรรลุผลไปแล้วในการจุดชนวนเรื่องนี้เพื่อโค่นอริทางการเมืองของตัวเอง

ภายหลัง รสช. ยึดอำนาจ แนวทางของ รสช. ไม่ได้เดินไปตามแนวที่ น.ต.ประสงค์ อยากจะให้เป็น จึงได้หันหน้าไปจับมือกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สร้างพรรคความหวังใหม่ โดยรักษาการตำแหน่งเลขาธิการพรรค และประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ รสช. อย่างเปิดเผย

น.ต.ประสงค์ อยู่ในร่มเงาของความหวังใหม่ไม่นานนัก ก็ได้แยกตัวออกมาหลัง นายพิศาล มูลศาสตรสาทร ก้าวเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทน

แม้จะไม่ได้อยู่ในความหวังใหม่ แต่เป้าหมายในการโค่น รสช. ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง น.ต.ประสงค์ ใช้คอลัมน์ "น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด" ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วิพากษ์การทำงานของ รสช. และเปิดโปงพฤติกรรมการวางทายาททางการเมืองของทหารกลุ่ม 0143 อย่างตรงไปตรงมา

กระทั่งเมื่อ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จุดไฟต่อต้านการขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

น.ต.ประสงค์ ก็ได้ออกไปเป็นกำลังหนุนสำคัญให้กับ พล.ต.จำลอง จนนำไปสู่เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" อันทำให้ พล.อ.สุจินดา และ รสช. ตกจากบัลลังก์อำนาจ

ไม่มีใครปฏิเสธว่าเบื้องหลังของเหตุการณ์นั้น น.ต.ประสงค์ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง

เมื่อบรรยากาศประชาธิปไตยกลับคืนมา น.ต.ประสงค์ ได้เข้าร่วมพรรคพลังธรรมและลงสมัครรับเลือกตั้งร่วมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

และได้บำเหน็จรางวัลความเหน็ดเหนื่อย เป็นเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของ นายชวน หลีกภัย

ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี้เอง น.ต.ประสงค์ ก็ได้ใช้ประสบการณ์ ที่เคี่ยวกรำอยู่กับงานข่าวกรองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคคล ขบวนการก่อการร้าย ตลอดจนขบวนการค้ายาเสพติด จนได้รับฉายา ซีไอเอ เมืองไทย มาเป็นประโยชน์ทางการเมืองอย่างทรงประสิทธิภาพ

โดยขณะที่ฝ่ายค้านพยายามจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จู่ๆ ก็ปรากฏข่าวว่า สหรัฐมีบัญชีดำนักการเมืองไทยที่พัวพันยาเสพติด 17 คน มีการสั่งห้ามเข้าประเทศแล้ว 14 คน อีก 3 คนสหรัฐจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเร็วๆ นี้

"ข่าวลับ" ดังกล่าว ได้ทำให้ ส.ส. อย่างน้อย 3 คนขณะนั้น คือ นายทนง ศิริปรีชาพงศ์ นายมงคล จงสุทธนามณี นายวัฒนา อัศวเหม เผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก และกลายเป็นตราประทับประจำตัวมากระทั่งทุกวันนี้

ส.ส.ฝ่ายค้านได้เรียกร้องให้ น.ต.ประสงค์ เปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ "ข่าวลับ" ลอยล่องอยู่ในอากาศถึงขนาดขู่จะยื่นญัตติขับ น.ต.ประสงค์ ด้วยเชื่อว่า "ข่าวกระซิบ" ดังกล่าว มาจากแฟ้มของ น.ต.ประสงค์

อย่างไรก็ตาม มีแต่เสียงหัวเราะหึหึ จาก น.ต.ประสงค์ พร้อมกับคาบไปป์พ่นควันโขมง อย่างสบายใจ

หลังจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2 ปี ก็เกิดความแตกแยกในพรรคพลังธรรม นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 11 ตำแหน่ง

โดย น.ต.ประสงค์ ต้องสูญเสียตำแหน่งให้กับคนนอก ที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเจ็บช้ำ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความบาดหมางของบุคคลทั้ง 2

น.ต.ประสงค์ เป็นแกนนำตั้ง กลุ่ม 23 ที่ "อกหัก" จากการปรับคณะรัฐมนตรีเนื่องจากพ่ายแพ้เกมในพรรค แล้วเคลื่อนไหวปั่นป่วนพรรคพลังธรรม แบบให้พังกันไปข้าง

มีการก่อกระแสต้าน "คนนอก" ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. มาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นเอง และที่สุด กระแสต้านทักษิณ ทั้งจากภายในและภายนอกพรรคพลังธรรม ก็พุ่งเป้าไปสู่การ ตีแผ่เรื่องคุณสมบัติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเนื่องจากมีสัมปทานกับรัฐ

ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องชิงลาออกเพื่อยุติปัญหาหลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเศษๆ

เลือกตั้งปี 2538 น.ต.ประสงค์ ตัดสินใจทิ้งพรรคพลังธรรม ไปอยู่ใต้ชายคาพรรคนำไทยของ นายอำนวย วีรวรรณ แต่ก็ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. โดยเลือกที่จะไปแสดงบทบาทในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าอย่างเต็มตัว

ในสมัยรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา น.ต.ประสงค์ก็ได้แผ่รังสีอำมหิตเข้าใส่ นายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่ม ส.ส.16 ด้วยการเปิดประเด็น "มะไข่ ซอ" พร้อมกับขบวนการค้าไม้จากพม่า ทำให้กลุ่ม 16 ที่ใหญ่โตเริ่มถูกเปิดโปงและแตกพ่ายไปในที่สุด

น.ต.ประสงค์ ยังมีบทบาทสำคัญอย่างไม่หยุดยั้ง แม้กระทั่ง ม็อบสีลม ที่เป็นจุดเริ่มต้นโค่นรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ว่ากันว่า มีเงาของ น.ต.ประสงค์ทาบทาอยู่ไม่น้อย

เมื่อมาถึงรัฐบาลชวน 2 น.ต.ประสงค์ ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และประกาศตัวเป็นคนประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน พร้อมๆ กับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มตั้งพรรคไทยรักไทย เพื่อปูทางเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว

งานของ น.ต.ประสงค์ นับแต่นั้นคือการใช้เวที "น.ต.ประสงค์พูด" ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า เปิดฉากถล่มเข้าใส่ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างต่อเนื่องรุนแรง

ยิ่งเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้อเขียนของ น.ต.ประสงค์ ยิ่งพุ่งเป้าขย่ม พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไม่หยุดยั้ง แบบชนิด "ศัตรูถาวร"

ซึ่งก็ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขัดอกขัดใจอย่างมาก ถึงขนาดครั้งหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาเปิดเผยว่ามีขบวนการล้มรัฐบาลด้วยออกใบปลิวโจมตี โดยบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคือ "ผู้เฒ่าวัย 70" ที่เคยอยู่ในทำเนียบ

แม้ไม่มีการระบุว่าผู้เฒ่า 70 นั้นเป็นใคร แต่สายตาทุกคู่ก็หันไปจับจ้อง น.ต.ประสงค์ อย่างพร้อมเพรียง

และขณะนี้ เมื่อเกิดกรณี "ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว" เขียนคอลัมน์ข่าวกรองถล่มนายกรัฐมนตรีประเทศไทยขึ้นมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ลังเลที่จะบอกว่าคนที่ให้ข้อมูลแก่ "ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว" คือ "คนคาบไปป์" นั่นเอง

ซึ่งก็ได้รับเสียงตวาดกลับจาก น.ต.ประสงค์ ที่คาบไปป์จนเป็นบุคลิกประจำตัวไปแล้วว่า "ขี้ขลาด"--พร้อมกับท้าทายให้ พ.ต.ท.ทักษิณระบุชื่อออกมาตรงๆ

แค้นฝังใจ อันนำมาสู่ศึกที่ยาวนานนี้ คงไม่จบลงง่ายๆ

น.ต.ประสงค์ เองก็ยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ใครอยู่ตรงข้าม "ต้องพ่าย" เหมือนกับหลายๆ กรณีที่ผ่านมา

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องการพิสูจน์เช่นกันว่าคืนวันอันร้ายกาจของซีไอเอเมืองไทยผ่านไปแล้ว

ศึกชำระแค้นนี้ จึงต้องดำเนินต่อไปอย่างระทึก


พลิกปมแค้น น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ

ชื่อของนาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นสิริ กลับมาดังอีกครั้งเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า บุคคลที่เป็นแหล่งข่าวให้ข้อมูลกับนิตยสารฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว เขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล จนนักข่าวของนิตยสารฉบับนี้ต้องถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศไทย คือ บุรุษคาบไปป์ ซึ่งในแวดวงการเมืองรู้กันดีว่าหมายถึง น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้านั่นเอง

น.ต.ประสงค์ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธว่าตัวเขาเป็นผู้ให้ข้อมูลฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิกรีวิวตามที่นายกรัฐมนตรีระบุหรือไม่ แต่บอกว่า ไม่มีใครระบุชื่อเขาชัดเจน และกรณีนี้เขาเห็นว่าเป็นเรื่องของคนที่ไม่กล้าสู้หน้ากับความจริง จึงมีการลากเอาเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพลิกดูเส้นทางเดินของบุรุษที่ชื่อว่าน.ต.ประสงค์ สุ่นสิริแล้ว จะเห็นว่าเขาเข้าไปบทบาททางการเมืองในวงในตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เพิ่งจะมีช่วงหลังๆ นี่เองที่บทบาทของเขาลดเพดานลง แต่การขยับตัวของเขาก็ยังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย

เส้นทางการเมืองของน.ต.ประสงค์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือสมช.เริ่มเมื่อเขาก้าวเข้ามาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2523 บทบาทการเมืองของเขาในระยะนั้นโดดเด่นมากจนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “นายกฯน้อย” แต่แล้วเมื่อพล.อ.เปรมวางมือทางการเมืองในปี 2531 ปล่อยให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ชีวิตทางการเมืองของน.ต.ประสงค์ก็พลิกผันกลายมาเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

แต่กลิ่นอายการเมืองยังเย้ายวนใจ ทำให้เขาต้องกระโจนลงสนามการเมืองอีกครั้งด้วยการเข้าร่วมก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ร่วมกับพลอ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายพิศาล มูลศาสตร์สาทร อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ชีวิตในพรรคความหวังใหม่ไม่หวานชื่นอะไรนัก ทำให้เขาต้องบอกเลิกศาลากับพรรคความหวังใหม่ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะกลับมาแจ้งเกิดด้วยการเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรมยุคที่มีพล.ต.จำลอง ศรเมืองเป็นหัวหน้าพรรค และได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในรัฐบาลชวน หลีกภัย หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535

ชีวิตในพรรคพลังธรรมของน.ต.ประสงค์ค่อนข้างราบรื่นหากไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในปี 2537 และพรรคพลังธรรมปลดเขาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศโดยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ เข้ามาแทนที่ นี่คือ รอยแค้นที่อาจสร้างความระคายเคืองให้กับบุรุษคาบไปป์ ชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการเรียกขานว่าเป็น “นายกฯน้อย” ผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในวงการเมืองไทย

น.ต.ประสงค์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการข่าว เพราะเติบโตมาในเส้นทางนี้โดยเฉพาะ เขาจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังบทความเจ้าปัญหาของนิตยสารฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ แต่นาทีนี้ เจ้าของสมญานาม “ซีไอเอเมืองไทย-ประสงค์ สุ่นสิริ” ได้กลับเข้ามาอยู่ในซีนการเมืองอีกครั้งแล้ว 27-02-2002"



........................................................


**เป็นไปได้หรือที่คนเหล่านี้ไม่รู้ว่า จำลอง จะโดนจับ **


พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร เพื่อน จปร.7
การก่อรัฐประหาร เมื่อ 9 กันยายน 2528 ของพล.ต.มนูญกฤต เขาจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย แต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 พล.อ.พัลลภก็มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวนอกแบบร่วมกับ พล.ต.จำลอง และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จนมีการโจษขานว่าศึกการเมืองหนนั้น คือสงครามตัวแทนระหว่าง จปร.5 กับ จปร.7
ปี 2524 พล.อ.พัลลภ สมัยที่เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 19 อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ถูกเพื่อนรัก พล.ต.มนูญกฤต หลอกให้นำกำลังเข้ามายึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ไม่สำเร็จ จนกลายเป็น 'กบฏเมษาฮาวาย' ในท้ายที่สุด

******
(ล่าง) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ เสธ.หมึก พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ เพื่อน จปร.7
พบกันก่อนออกมาให้ ตร.จับในวันที่ 5 ต.ค.2551

นายทหาร จปร.7 กระโดดเข้าร่วมในสมรภูมิการเมืองตั้งแต่ปี 2519 และที่ชัดที่สุดคือ การก่อรัฐประหารปี 2520 ยึดอำนาจจาก 'รัฐบาลหอย' ส่งให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลังบทความของบล็อก